‘ขยะพลาสติก’  คุ้มค่าต่อการนำเข้าหรือ? 

 ‘ขยะพลาสติก’   คุ้มค่าต่อการนำเข้าหรือ? 

อีกเรื่องที่น่าจับตามอง เมื่อรัฐเปิดทางให้นำเข้า“ขยะพลาสติก” ได้ แต่ลดสัดส่วนลงทุกปี ก่อนจะห้ามนำเข้าอีก 5 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นประเทศไทยอาจกลาย‘ถังขยะโลก’

ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ออกประกาศเกณฑ์เศษพลาสติกที่นำเข้าว่า ต้องไม่ใช่ ขยะพลาสติก และอนุญาตนำเข้าได้เฉพาะประเทศที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) เท่านั้น 

ต่อมาปี 2551 มีประกาศกฎกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับใหม่ ตัดข้อความนำเข้าเฉพาะประเทศที่ให้สัตยาบันฯออกไป แล้วเปิดเสรีให้นำเข้าได้

ในปี 2561 หลังจากประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติกโดยเด็ดขาด ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ประเทศไทยตรวจสอบพบการนำเข้าขยะพลาสติกโดยสำแดงเท็จจำนวนมากจากจีน ทำให้เกิดกระแสคัดค้าน มีการรณรงค์และยื่นหนังสือถึงสภาอุตสาหกรรม รัฐบาลมีมติประกาศห้ามไม่ให้นำเข้าขยะพลาสติกอีกต่อไปในเดือนสิงหาคม

แต่แรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้คณะอนุกรรมการการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ปรับเปลี่ยนมาตรการ ‘ยกเลิกการนำเข้าเศษพลาสติกโดยเด็ดขาด’ ตามมติเดือนสิงหาคม 2561 เปิดทางให้นำเข้าได้ตามมติใหม่วันที่ 25 มกราคม 2563 แล้วค่อยห้ามนำเข้าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ระหว่างนี้ก็นำเข้าได้แต่ลดสัดส่วนลงทุกปีแล้วเพิ่มสัดส่วนในประเทศแทน โดยปี 64 นำเข้าได้ไม่เกิน 250,000 ตัน

162870722592

 สุขภาพและสิ่งแวดล้อมสำคัญกว่า

ในเรื่องนี้ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ มีความคิดเห็นว่า ประเทศไทยควรให้ความสำคัญในเรื่องของคนและสิ่งแวดล้อมมากกว่า

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม pm 2.5 ระบบนิเวศเสื่อมโทรม จึงออกกฎหมายห้ามนำเข้าขยะทุกประเภท เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและคุ้มครองสุขภาพประชาชน จีนทำหนังสือไปที่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 เพื่อชี้แจงว่าจีนไม่ได้ขัดต่อหลักการค้าเสรีหรืออนุสัญญาต่างๆ แต่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและคนสำคัญกว่า

ปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564 กระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่าโรงงานมีความต้องการเศษพลาสติกอย่างน้อย 46 โรงงาน ที่มีกำลังการผลิตรวมกัน 530,000 ตันต่อปี ต้องการนำเข้า 680,000 กว่าตัน กรมควบคุมมลพิษ เสนอมาตรการนำเข้าเศษพลาสติกต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 

จากห้ามนำเข้าเด็ดขาดตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายน 2563 มาผ่อนผันให้นำเข้าได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ถึง สิงหาคม 2563  แล้วค่อยๆ ลดปริมาณลงปีละ 20% จนถึงมกราคม 2569 จึงจะห้ามนำเข้าเศษพลาสติกโดยสิ้นเชิง

โรงงานจีนมีความพยายามเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น ต.น้ำพุ จ.ราชบุรี ก็มีการคัดค้านเรื่องนี้อยู่ มีโรงงานที่มีกำลังผลิต 30,000 กว่าตัน ทำหนังสือถึงกรมควบคุมมลพิษ ขอออกใบอนุญาตนำเข้าเศษพลาสติก ทางด้านกรมอุตสาหกรรมพลาสติกก็กดดันให้ขยายการนำเข้าพลาสติกออกไปอีก 5 ปี”

นำเข้าขยะ ซาเล้งอาจขาดรายได้

ทางด้าน ชัยยุทธ พลเสน นายกสมาคมซาเล้งและรับซื้อของเก่า ผู้ได้รับผลกระทบอย่างหนักกับการนำเข้า ขยะพลาสติก บอกว่า ทำให้ระบบการรับซื้อขายขยะขาดทุน และคนก็ไม่แยกขยะอีกต่อไป

การนำเข้าขยะพลาสติกส่งผลกระทบต่อพวกเรามาก ในการประชุมวันที่ 15 สิงหาคม 2561 มีมติยกเลิกนำเข้าเศษพลาสติกอย่างชัดเจนภายใน 2 ปีคือ แต่ผ่อนผันนำเข้าได้ตามที่กำหนด 2561-2563 โดยในปี 2561 อนุญาตให้นำเข้าได้ไม่เกิน 70,000 ตัน ต่อมาปี 2562 นำเข้าได้ไม่เกิน 40,000 ตัน และปีที่ 3 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 ก็ห้ามนำเข้าเด็ดขาด นั่นคือข้อกำหนด 

พอปี 2559 จีนปิดประเทศไม่นำเข้าขยะจากต่างประเทศ ปี 2560 ก็มีการนำเข้าขยะพลาสติกแบบก้าวกระโดด จากปี 2558 นำเข้าเฉลี่ย 50,000 กว่าตัน มาปี 2560 เพิ่มเป็น 500,000 กว่าตัน ถึงสิบเท่าตัว 

ซึ่งในช่วง 3 ปีนี้มีการนำเข้าทั้งสิ้น 1,026,000 กว่าตัน ส่งออก 412,000 กว่าตัน สิ่งที่เหลืออยู่ 3 ปีที่ยังอยู่ในแผ่นดินไทย 614,600 กว่าตัน ขวดเพ็ทใสๆ ที่ราคา 3-4 บาท แต่ซาเล้งรับซื้อจากชาวบ้านได้เพียงกก.ละ 1 บาท-1.50 ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เก็บขาย ทิ้งขว้าง ทำให้มีขยะเพิ่มขึ้น ปกติแล้วในเมืองไทยมีค่ากำจัดขยะ ตันละ1,700 บาท นั่นคือเงินภาษีของประชาชน ส่วนซาเล้งเองก็ไม่มีรายได้"

162870728054

 ข้อเสนอภาคประชาชน

ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน พีรดา ปฏิทัศน์ ประธานบริหาร วิสาหกิจชุมชนแนวร่วมปฏิวัติขยะสุพรรณบุรี และอีก  72 องค์กร ได้จัดงานแถลงข่าวในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 เพื่อประกาศว่า จะไปยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ต่อรัฐบาลในเร็วๆ นี้ 

เธอเห็นว่า หมดระยะเวลานำเข้าแล้ว และไม่ควรต่ออายุ ทำให้พวกเราต้องกลับมาคัดค้านอีกครั้ง

"ในช่วงโควิด พี่น้องซาเล้งที่ทำมาหากินก็ลำบากอยู่แล้ว ยังมีกระบวนการเอากฎหมายมาเป็นอุปสรรคอีก ประชาชนระดับฐานรากก็เจอปัญหา ในฐานะเครือข่ายองค์กรประชาสังคม เรารู้สึกผิดหวังกับคณะอนุกรรมการที่ประกาศ ณ วันที่ 25 มกราคม 2563 มันส่งผลกระทบกับพี่น้อง

การทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการแปรรูปเศษวัสดุจากต่างประเทศ แล้วส่งออก การลงทุนแบบนี้สร้างความไม่เป็นธรรมและสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงต่อประเทศไทย ทิ้งกากของเสียและมลพิษให้กับประชาชนคนไทย ขอให้มีการทบทวนกฎหมาย ที่มีการกำหนดพื้นที่ให้เป็นเขตปลอดอากร เขตประกอบการเสรี"

เขตปลอดอากร คือ ช่องโหว่ทางกฎหมาย

เพ็ญโฉม มีความคิดเห็นว่า เขตปลอดอากร ทำให้เขาได้รับสิทธิพิเศษในการประกอบกิจการมากขึ้น

กรณีของธาตุทองที่เป็นเขตต้นน้ำ ถ้ามันถูกทำลายไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่มีเขตต้นน้ำดีๆ ให้ลูกหลาน การประกาศให้บริษัทเค็นยูไนเต็ดมาประกอบกิจการได้ เพราะเป็นเขตปลอดอากร เมื่อเขาได้รับสิทธิพิเศษ อาจหมายถึงไม่ต้องทำตามมาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อม ทำ EIA หรือรับฟังความคิดเห็นก็ได้ น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัทมีความแข็งกร้าว ฟ้องหมิ่นประมาทชาวบ้าน ที่มาคัดค้านการตั้งโรงงานของเขา

สิ่งที่เราเป็นห่วงคือ มีการประกาศเขตปลอดอากรในหลายพื้นที่ ซึ่งจะต้องมีชุมชนเป้าหมายอีกหลายแห่งที่จะเดือดร้อน การที่จะมาประกาศว่าพื้นที่ไหนเป็นเขตปลอดอากร มันทำได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ ต้องมีการทบทวน เราในฐานะเจ้าของแผ่นดินมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรต้องให้สิทธิ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม"

 แถลงการณ์ คัดค้านการผ่อนปรนการนำเข้าเศษพลาสติก ภายในปี 2564 มีข้อเสนอ ดังนี้

1)ขอให้คณะอนุกรรมการการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ทบทวนและยกเลิกมติ “มาตรการกำกับการนำเข้าเศษพลาสติก เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564” และประกาศนโยบายที่จะห้ามนำเข้าเศษพลาสติกภายในสิ้นปี 2564 โดยเร็ว

พร้อมกันนี้ขอให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจัดเวทีการพบกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ต้องการขายเศษพลาสติก โดยสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่ายินดีให้ความร่วมมือในการจัดหาผู้ที่ต้องการขายเศษพลาสติก

2)ให้มีการแก้ไขกฎหมายในเขตประกอบการเสรีและกฎหมายเขตปลอดอากร โดยห้ามการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ แต่ให้มีการใช้เศษพลาสติกในประเทศแทน

3)ให้กรมการค้าต่างประเทศ ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้าเศษพลาสติก เฉกเช่นเดียวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในปี 2565

4)ต้องเข้มงวดการตรวจสอบในการนำเข้า เช่น กรมศุลกากรต้องจัดทำพิกัดย่อยของพิกัดศุลากร 39.15 สำหรับใช้กำกับการตรวจสอบการนำเข้าเศษพลาสติกและพลาสติกอื่น ๆ เพื่อป้องกันการสำแดงเท็จ เพิ่มบทลงโทษผู้นำเข้าและผู้แทน (shipping) ที่สำแดงเท็จ รวมทั้งเผยแพร่ความคืบหน้าของการดำเนินคดีการจับกุมคดีลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อพ้นช่วงผ่อนผันแล้ว ต้องห้ามนำเข้าเศษพลาสติกพิกัดศุลกากร 39.15 ทั้งหมด

5)ในระหว่างที่ยังเปิดให้นำเข้าเศษพลาสติกได้ ให้นำเข้าได้เฉพาะที่เป็น “เม็ดพลาสติก” สำเร็จรูปพร้อมนำไปผลิตเป็นชิ้นงานเท่านั้น ผู้ประกอบการที่จะนำเศษพลาสติกได้จะต้องได้รับการรับรอง ISO14001 เป็นขั้นต่ำและต้องมีหลักฐานในการแสดงเพื่อพิสูจน์ว่าข้อมูลเหล่านี้มีความสอดคล้องกันตามความเป็นจริง ดังนี้

(1) แสดงงบดุลการซื้อ, งบดุลการขาย, งบดุลการเสียภาษีสรรพากร ย้อนหลัง 3 ปี และ (2) แสดงตัวเลขการส่งออกและตัวเลขกำลังการผลิตที่แท้จริง ย้อนหลัง 3 ปี และ (3) อนุญาตให้นำเข้าเศษพลาสติกจากประเทศที่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาบาเซลแล้วเท่านั้น

6)กระทรวงอุตสาหกรรมต้องไม่มีนโยบายรับการลงทุนอุตสาหกรรมรีไซเคิลจากต่างประเทศที่ใช้ไทยเป็นฐานการแปรรูปเศษวัสดุจากต่างประเทศแล้วส่งออก การลงทุนแบบนี้สร้างความไม่เป็นธรรมและสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงต่อประเทศไทยเพราะทิ้งกากของเสียและมลพิษให้กับประชาชนไทย ให้มีการทบทวนกฎหมายเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีและเร่งรัดประเมินมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงานและแสดงหลักฐานว่า โรงงานที่มีการนำเข้าเศษพลาสติกและเศษวัสดุต่าง ๆ ได้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากน้อยเพียงใดทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม มีการเสียภาษีอย่างครบถ้วนหรือไม่

7)ขอให้คณะอนุกรรมการฯ เพิ่มผู้แทนสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าและองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นกรรมการหรือคณะทำงานด้วย เพื่อสร้างความสมดุลของนโยบาย โดยคำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งให้ผู้แทนภาคประชาสังคมร่วมในการติดตามตรวจสอบการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมด้วย