วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ผลตรวจ ATK ทั่วประเทศเป็นบวก 6,026 ราย สูงวัย โรคเรื้อรัง เสียชีวิต 93%

โควิด-19 ยังพุ่งไม่หยุดติดเชื้อรายใหม่ 21,839 ราย เสียชีวิต 212 ราย กว่า 93% ของผู้เสียชีวิต เป็นกลุ่มสูงวัยและโรคประจำตัว และ กว่า 172 ราย ยังไม่เคยได้รับวัคซีนโควิด-19 ขณะที่ผลการตรวจ ATK ทั่วประเทศ พบเป็นผลบวก 6,026 ราย

วันนี้ (7 ส.ค. 64) ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์ อัพเดทสถานการณ์วัคซีนโควิด 19 โดยระบุถึงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวัน ว่า ขณะนี้ทั่วโลกอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 95,205 คน เสียชีวิต 9,923 คน คิดเป็น 2.12% สหรัฐฯ มีผู้ป่วยเสียชีวิตค่อนข้างมาก ผู้ป่วยใหม่ 113,584 ราย เสียชีวิต 720 ราย ขณะที่ สหราชอาณาจักร มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 31,808 ราย ประเทศเพื่อนบ้านไทย อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังพบการติดเชื้อค่อนข้างมาก

162831663631

สัดส่วนผู้ป่วยและเสียชีวิตต่อประชากร 1 ล้านคน พบว่า สหรัฐฯ มีอัตราการป่วย 109,357 รายต่อล้านประชากร มากกว่าไทย 10 เท่า ซึ่งอยู่ที่ 10,211 รายต่อล้านประชากร หากดูสัดส่วนอัตราการเสียชีวิตสหรัฐฯ 1,899 รายต่อล้านประชากร มากกว่าไทย 22-23 เท่า ไทยอยู่ที่ 84 รายต่อล้านประชากร

162831593527

 

ภาพรวมของสหรัฐฯ มีการระบาดของเดลต้าในหลายรัฐ พบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น สำหรับในยุโรป ที่มีการระบาดเดลต้า เช่นกัน และอยู่ในช่วงขาขึ้นบางประเทศ ต้องติดตามต่อเนื่องว่าประเทศที่มีการฉีดวัคซีนกว่า 50% ทำให้ผู้เสียชีวิตและติดเชื้อน้อยลงหรือไม่ ขณะที่ สหราชอาณาจักร แนวโน้มผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง

  • 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนมากที่สุด

ข้อมูลจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ข้อมูล ณ วันที่ 6 ส.ค. 64 พบว่า ทั่วโลกฉีดไปทั้งหมด 4,320 ล้านโดส โดย 10 ประเทศ ที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุด ได้แก่ จีน ถัดมา อินเดีย สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ตุรกี และอินโดนีเซีย

162831663691

  • ติดเชื้อเพิ่ม 21,839 ราย

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย มีสัญญานที่ดีในเชิงบวก เนื่องจากพบ ผู้ป่วยหายป่วยกลับบ้าน 21,108 ราย ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่ 21,839 ราย เสียชีวิต 212 ราย ขณะที่การตรวจ Antjgen Test Kit  ATK ทั่วประเทศ (20 ก.ค. -  6 ส.ค. 64) พบเป็นผลบวก 6,026 ราย  ในพื้นที่กทม. พบว่า สัดส่วนผู้ที่ตรวจและมีผลบวกเฉลี่ย 10% แปลว่าตรวจ 100 คน ผู้มผลบวก 10 คน และหากสถานการณ์เป็นแบบนี้และเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อลดลงเรื่อยๆ จะเป็นสถานการณ์ที่ดีว่า การฉีดวัคซีนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการแพร่เชื้อในบ้านลงลง

162831663638

162831663555

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • ผู้เสียชีวิต 172 ราย ไม่ได้ฉีดวัคซีน

สำหรับผู้เสียชีวิต 212 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กทม. เป็นชาย 116 ราย หญิง 96 ราย เป็นคนไทย 207 ราย เมียมา 2 ราย จีน 2 ราย อินเดีย 1 ราย ค่ามัธยฐานอายุ 67 ปี (31 – 97 ปี) ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป กว่า 141 ราย (67%) อายุน้อยกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 55 ราย (26%) ตั้งครรภ์ 2 ราย (1%) ผู้เสียชีวิต 212 ราย มีข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน 192 ราย (91%) ที่เหลือข้อมูลยังไม่แน่ชัด พบว่า ไม่เคยได้รับวัคซีน 172 ราย (89.58%) ได้วัคซีน 1 เข็ม 19 ราย (9.90%) ได้รับวัคซีน 2 เข็ม 1 ราย (0.52%)

162831663660

“หากกลุ่มผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ตั้งครรภ์ ได้รับการฉีดวัคซีน จะป้องกันการเสียชีวิตได้มาก ดังนั้น ควรรณรงค์ช่วยกันให้ผู้สูงอายุ และโรคเรื้อรัง ได้ฉีดวัคซีนก่อน และฉีดในสัดส่วนสูง เปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตจะได้ลดลง” นพ.จักรรัฐ กล่าว

  • ป่วยพุ่ง 3 หมื่น หากล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 20%

สำหรับตัวเลขคาดการณ์จากโมเดลการติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด หากเริ่มล็อกดาวน์ 20 ก.ค.-31 ส.ค. ประมาณ 1 เดือนกว่า มีประสิทธิภาพ 20% คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยกว่า 39,953 ราย ในสิ้นเดือน ส.ค. และอีกตัวเลขคาดการณ์ล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 25% นาน 2 เดือน ประกอบกับเร่งฉีดวัคซีนผู้สูงอายุถึงเป้าหมายใน 1-2 เดือนก็จะช่วยให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือ 12,000 ราย ขณะที่สถานการณ์จริงขณนี้มีการติดเชื้อราว 2 หมื่นราย แสดงว่าสถานการณ์ล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพตรง 20% ดังนั้น การเร่งฉีดวัคซีนตอนนี้ยังไม่ออกผล จนกว่าจะฉีดจนครบถ้วนได้มากกว่านี้

“ต้องปรับให้ได้ประสิทธิภาพ 25% มากที่สุด เพื่อลดความรุนแรงของโรคให้ได้ที่สุด โดยขณะนี้ สธ.ร่วมกับหลายหน่วยงาน คือ การค้นหาผู้ติดเชื้อด้วย ATK และต้องมี CCRT ในการลงไปดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และการเดินทางไปรักษาที่บ้าน ที่ภูมิลำเนา ต้องมีศูนย์พักคอยคอยจัดการระบบเตียงปลายทางให้ชัดเจนขึ้น คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ลดผู้ติดเชื้อ”

162831663742

ทั้งนี้ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.งดรับเชื้อนอกบ้าน ทำอย่างไรก็ได้ไม่ออกไปรรับเชื้อและกลับมาในบ้าน การป้องกันตัวเองจึงจำเป็นที่สุด หากไม่จำเป็นอย่าออก หากออกต้องจำเป็นที่สุด เช่น ไปซื้ออาหาร หากต้องไปทำงานอยู่ต้องป้องกันตัวเองสูงสุด และขอไม่รับประทานอาหารร่วมกันคนอื่น 2.งดการแพร่เชื้อในครอบครัว การกลับมาในบ้าน ต้องแยกทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว แยกที่นอน แยกส่วนที่มีโอกาสใกล้ชิด เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว หากสงสัยให้ตรวจด้วย ATK เพื่อเข้าระบบดูแลที่บ้าน หากมีอาการให้ประสาน CCRT ในการมาดูแลส่งยา หรืออาการหนักจะเข้าสู่ระบบการรักษาอื่นๆต่อไป

162831663638_1

“ในส่วนการเปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิต มีการคาดการณ์เช่นกันว่าต้องเพิ่มประสิทธิภาพล็อกดาวน์และมาตรการต่างๆ ซึ่งมีการตั้งธงว่า ผู้สูงอายุ 29 จังหวัดจากการล็อกดาวน์รอบนี้ต้องได้รับการฉีดวัคซีนมากกว่า 70% ภายในสิ้นเดือนนี้ และจังหวัดอื่นๆต้องได้วัคซีนมากกว่า 50% ภายในสิ้นเดือนนี้เช่นกัน

“ดังนั้น สิ่งสำคัญต้องลดผู้เสียชีวิตให้ได้ โดยสิ่งสำคัญหากเราออกนอกบ้าน ต้องงดแพร่เชื้อผู้สูงอายุในบ้าน และต้องเร่งรีบพาผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ที่บ้านไปฉีดวัคซีนก่อน เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด” นพ.จักรรัฐ กล่าว