สธ.ส่งมอบวัคซีนโควิด-19อย่างน้อย สัปดาห์ละ 2 ล้านโดส ปรับการฉีดเป็นสลับชนิดวัคซีน เผยสร้างภูมิสูงเกิดขึ้นได้เร็ว ส่วนบูสเตอร์โดสบุคลากรฯด่านหน้า ฉีดแอสตร้าฯได้ทันทีที่พร้อม
เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีน 12,569,213 โดส เป็นเข็มแรก 9,301,407 โดส แสดงว่าประชาชนเกิน 10% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม ในระยะต่อไปสธ.จะทยอยส่งมอบวัคซีนไปยังจุดฉีดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ล้านโดส และ เนื่องจากมีการระบาดค่อนข้างมากในกทม. และปริมณฑล ดังนั้น แนวปฏิบัติ ใน 2 สัปดาห์นี้จะฉีด ผู้สูงอายุ และ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะพื้นที่ระบาด เช่น สัปดาห์นี้ จะส่งวัคซีนในกทม. 7 แสนโดส ใน126 จุดฉีดในกทม. และ 21 จุดฉีดนอกรพ.
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า โควิดเป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ ความรู้มีการพัฒนา เชื้อมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา วัคซีนก็เหมือนกัน มีวัคซีนไม่ถึงปี มีความรู้ต่างๆ จะต้องมีการพัฒนาตลอดเวลา เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2564 คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบเรื่องวัคซีน 2 ประเด็น คือ 1. การให้วัคซีนโควิดสลับชนิดกันเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันได้สูง ซึ่งจากการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)
ซึ่งข้อมูล 3 แหล่งตรงกันว่าถ้าฉีดวัคซีนสลับชนิดกันจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูง และเชื่อว่าจะสามารถต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา
“การศึกษาได้ฉีดเข็มแรกเป็นซิโนแวค อีก 3-4 สัปดาห์ ฉีดเข็ม 2 เป็นแอสตร้าเซนเนกา กระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงขึ้น เป็นตัวเลขในห้องปฏิบัติการได้ชัดเจน เชื่อว่าสามารถต่อต้านสายพันธุ์เดลตาได้ดีขึ้น เนื่องจากภูมิขึ้นสูงเร็ว ใกล้เคียงกับได้รับแอสตร้าฯ 2 เข็ม แต่ใช้เวลาสร้างภูมิฯสั้นกว่า เดิม ฉดแอสตร้าฯ ต้องใช้เวลาเข็ม1ห่างจากเข็ม 2 ที่ 12 สัปดาห์ แต่ถ้าใช้วิธีนี้จะร่นเวลาสร้างภูมิคุ้มกันทำให้เร็วขึ้น ส่วนกรณีฉีดแอสตร้าฯ เข็มที่ 1 ข้อแนะนำยังให้ฉีดแอสตร้าเป็นเข็ม 2 ไม่มีการสลับชนิด”นพ.โอภาสกล่าว
และ2.การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ถึงแม้ว่าวัคซีนที่บุคลากรส่วนใหญ่ฉีดไป คือซิโนแวค 2 เข็ม มีประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อ เช่น ที่ภูเก็ต 90% เชียงราย 80-90% รวมถึงภาพรวมของประเทศไทยในบุคลากรการแพทย์ที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อได้ 70% และลดป่วยหนักและเสียชีวิตได้มาก แม้ไม่ 100% ซึ่งเป็นเหมือนกับทุกวัคซีนในโลกนี้ที่ยังไม่สามารถลดการติดเชื้อได้ 100% ไม่มีวัคซีนตัวไหนลดการเสียชีวิตได้ 100% ขณะที่เชื้อมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา สายพันธุ์ใหม่ๆ ก็อาจจะทำให้วัคซีนที่ใช้มีประสิทธิภาพลดน้อยลงตามเวลา แนวคิดจึงให้บูสเตอร์โดส ห่างจากเข็ม 2 ประมาณ 3-4 สัปดาห์ สอดคล้องกับผลารทดลองที่พบว่ากระตุ้นภุมิคุ้มกันได้สูง คณะกรรมการโรคต่อต่อฯจึงมีมติฉีดบูสเตอร์โดสให้บุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า จากนี้จะแจ้งผู้เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
ต่อข้อถามวัคซีนแอสตร้าฯ และไฟเซอร์ จะเริ่มฉีดบูสเตอร์โดสให้บุคลากรได้เมื่อไหร่ และในส่วนของกรณีประชาชนที่ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็ม แล้วจะได้รับการฉีดบูสเตอร์เมื่อไหร่ นพ.โอภาส กล่าวว่า ประการแรก วัคซีนไฟเซอร์ ที่บริจาคจากสหรัฐอเมริกายังไม่ได้ส่งมาที่ประเทศไทย กำลังหารือในรายละเอียด จำนวน และเวลาส่งมอบ และประการที่ 2 การฉีดกระตุ้น ขณะนี้การดำเนินการจะใช้แอสตร้าฯ ในบุคลากรด่านหน้า ดำเนินการเมื่อมีความพร้อมทันที ส่วนประชาชนที่ฉีดครบ 2 เข็มแล้ว การฉีดบูสเตอร์ก็จะดำเนินการต่อไป ก็จะดูข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วนต่อไป







