วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไฟเขียวฉีด 'วัคซีนโควิด-19' สลับยี่ห้อ เข็ม1 'ซิโนแวค'เข็มที่2'แอสตร้าฯ'

คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ ไฟเขียวฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับยี่ห้อ “เข็ม1ซิโนแวคเข็มที่2แอสตร้า” ห่างกัน 3-4 สัปดาห์ ฉีด’บูสเตอร์โดส’บุคลกรการแพทย์ด่านหน้า ใช้แอสตร้าฯเป็นหลัก   ส่วน ‘Rapid Antigen Test’ยังให้ใช้ในสถานพยาบาลที่ผ่านรับรองกว่า 300 แห่งทั่วประเ

     เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 12 ก.ค.2564  นายอนุทิน  ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)  ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติแถลงผ่านเฟซบุ๊ค ไลฟ์ กระทรวงสาธารณสุข ภายหลังการประชุมคณะกรรมกมารโรคติดต่อแห่งชาติว่า  คณะกรรมการฯมีการพิจารณา 4 เรื่อง ได้แก่
             1.คณะกรรมการโรคติกต่อฯเห็นชอบ ให้มีการฉีดวัคซีนสลับชนิด โดยเข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค และเข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า ห่างกัน 3-4 สัปดาห์ เพื่อประสิทธิภาพ ป้องกันเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา ให้เพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น  โดยรพ.ดำเนินการได้ทันที เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า
           2.ที่ประชุมรับทราบการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือ บูสเตอร์โดสสำหรับบุคลการทางการแพทย์ด่านหน้า โดยให้เข็ม 3 ห่างจาก เข็ม 2 ในระยะ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีน 2 เข็มแรก เกิน 4 สัปดาห์แล้วจึงให้กระตุ้นได้เลย วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันสูงและเร็วที่สุดต่อบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อจากการทำงานประจำในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งเชื้อสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์เป็นเดลตานั้น มีความจำเป็นที่จะต้องต้องบูสเตอร์โดสให้กับุคลากรทางการแพทย์ด่าหน้า เพื่อให้เกิดความมั่นใจและปลอดภัยแก่บุคลากรจะได้ดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่   ส่วนบูสเตอร์โดสนั้นจะเป็นแอสตร้าเซนเนก้าเป็นหลัก เนื่องจากมีข้อมูลวิชาการระบุว่าการให้วัคซีนคนละชนิดเป็นเข็มกระตุ้น มีผลดีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในบุคคลเพื่อป้องกันโรคโควิด-19เพิ่มมากขึ้น

      3.เห็นชอบแนวทางการใช้ชุดตรวจแอนติเจน โควิด 19 หรือ แอนติเจน เทสต์(Antigen Test Kit)ในการตรวจเชื้อ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโรคโควิด  ซึ่งในสถานการณ์ที่มีการระบาดหลายพื้นที่ จะได้ไม่ต้องรอคิวนานในการตรวจหาเชื้อโดยวิธีRT-PCRซึ่งใช้เวลานาน โดยการนำใช้ ตรวจแอนติเจนที่จะให้ประชาชนใช้ได้ จะต้องผ่านการรับรองและขึ้นเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ปัจจุบันมี 24 ราย โดยจะอนุญาตให้ตรวจในสถานพยาบาลที่รับรองมีมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ เพื่อลดระยะเวลารอคอย และในเร็วๆนี้ จะอนุญาตให้ตรวจได้เองที่บ้าน เพื่อทราบผลที่เร็วและลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ โดยกรมควบคุมโรคจะมอบหมายให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม.กำกับดำเนินงานตามแนวทางปฏิบัติ

      4.เห็นชอบแนวทางการแยกกักที่บ้านและในที่ชุมชน สำหรับผู้ป่วยโควิดที่เงื่อนไขเหมาะสมในการแยกกักที่บ้าน ส่วนผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถเข้ารับการักษาในรพ.ได้ แต่ที่ไม่มีอาการรุนแรงใช้Home Isolation หรือการแยกกันในชุมชนุม(Communication Isolation) เป็นการแยกกักในผู้ที่ในบ้านมีผู้คนจำนวนมาก และในการแยกกักจะมีอุปกรณ์วัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจน วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด และมียา โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)จัดทำแนวทางแล้ว และมีอาหาร โดยสปสช.จะร่วมมือกัลบรพ.ที่เป็นเจ้าภาพในการดูแลโอมของผู้ป่วย จะให้การดูแลเต็มที่
        
“ นอกจากนิ้ รับทราบแนวทางการดำเนินการ หน่วยบริการปฐมภูมิ คลินิกชุมชนและสธ.ในพื้นที่กทม.อีกกว่า 200 ทีม เพื่อไปดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวถึงบ้านทั้งป่วยกายและใจ หรือผู้ป่วยที่กลับมาจากรพ.แล้ว พร้อมทั้นำชุดคัดกรองแรปิด แอนติเจน เทสต์ไปให้บริการถึงชุมชนถึงบ้านที่ตัวเองอยู่ แต่เรื่องที่ยังต้องปฏิบัติคือ การดูแลป้องกันโรค สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ไม่รับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งในบ้าน และนอกบ้าน ลดการเดินทาง ตามแนวทางที่ศบค.กำหนดไว้ ซึ่งเรามั่นใจว่าจากมาตรการและความร่วมมือร่วมใจของประชาชนทุกคนจะลดจำนวนผู้ป่วยโควิดได้” นายอนุทิน กล่าว

          แหล่งข่าวในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมผ่านโทรศัพท์ ว่า มติข้อที่ 1 คือ การฉีดวัคซีนสลับชนิด เข็มที่ 1เป็น ซิโนแวค และเข็มที่ 2 เป็นแอสต้ราเซนเนกา จะดำเนินการฉีดในประชาชนทั่วไป จากนี้ไปจะไม่ฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ซึ่งจากข้อมูลการฉีดเข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค แล้วเข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าฯ สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงเกือบเท่ากับการฉีด แอสตร้าฯ 2 เข็ม แต่ข้อดีคือสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มสูงได้ในเวลาเร็วกว่า