นับเป็นข่าวดีเมื่อล่าสุดคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติได้รื้อระบบการฉีดวัคซีน ให้ตั้งแต่ มิ.ย.ทุกคนมีสิทธิฉีดวัคซีน โดยไม่จำกัดแค่คนอายุเกิน 60 ปี หรือกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง ซึ่งความท้าทายอยู่ที่การกระจายการฉีด ทำอย่างไรให้วัคซีนเดินมาหาคน ไม่ใช่คนไปหาวัคซีน
ต้องบอกว่าเมื่อวานนี้มีข่าวดีที่ทางคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ที่มีอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน ได้ตัดสินใจปลดล็อกระบบการฉีดวัคซีน อาจจะตัดสินใจช้าไปหน่อยแต่ก็ยังดีที่ได้ตัดสินใจ เพราะต้องยอมรับว่าวันนี้กระแสตื่นตัวของประชาชนฉีดวัคซีนมีมากขึ้นกว่าเดิมมาก เพียงแต่รูปแบบเดิมที่กำหนดว่า ขั้นแรก 7 มิ.ย.นี้ ฉีดได้เฉพาะกลุ่มคนอายุเกิน 60 ปีและกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง และคนทั่วๆ ไป กว่าจะฉีดได้ก็เดือนส.ค. เพราะหากยังเดินตามแผนเดิม คงไม่ทันสถานการณ์ เนื่องจากเชื้อขยายวงกว้าง รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนจึงเรียกร้องขอฉีดวัคซีน ทำให้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติต้องจำยอม ต้องรื้อแผนเปิดกว้างคนทั่วไปที่ต้องการจะฉีดวัคซีน
ทั้งนี้ คณะกรรมการวัคซีน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.เพิ่มจำนวนวัคซีนจากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ 100 ล้านโดส เป็น 150 ล้านโดส ภายในปี 2565 ข้อ 2.เร่งทำงานเชิงรุกเพื่อให้การเจรจาจัดซื้อวัคซีนให้คืบหน้ารวดเร็ว ซื้อให้ได้มากที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสรับวัคซีนที่ดีที่สุดครอบคลุมถึงการกลายพันธุ์หรือสายพันธุ์อื่นๆ 3.การปรับแนวทางการฉีดวัคซีนให้ปูพรมฉีดเข็มแรกให้กับประชาชนให้มากที่สุด เพื่อเป็นการลดโอกาสในการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค เพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตให้เข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อพิจารณาจาก 3 แนวทางที่ออกมาถือว่าเหมาะสมและน่ายินดียิ่ง แต่สิ่งที่ทุกคนรอคอยปรับแนวทางฉีดวัคซีนใหม่อย่างไร
ได้ข้อสรุปว่าตั้งแต่เดือน มิ.ย.ทุกคนมีสิทธิฉีดวัคซีนแล้ว ไม่จำกัดแค่คนอายุเกิน 60 ปี หรือต้องเป็นกลุ่ม 7 โรคเรื้อรังแล้ว เพื่อปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชน โดยเริ่มต้นในเดือน มิ.ย.นี้ ผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1.กลุ่มที่มีการลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่นหรือไลน์แอด หมอพร้อม ตรงนี้วางสัดส่วนไว้ 30% จากเดิมตรงนี้ 100% ช่องทางที่ 2.การจัดขอเข้ารับวัคซีนเป็นกลุ่มหมู่คณะ เช่น ในโรงงานหรือสถานประกอบการขนาดใหญ่ ผ่านทางโรงพยาบาลได้เลย ตรงช่องทางนี้ ให้น้ำหนักมากหน่อย 50% และช่องทางที่ 3.เปิดให้ประชาชนทั่วไป วอล์คอินได้เลยโดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้า ตามจุดบริการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสำหรับประชาชนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี หรือติดปัญหาในการจองฉีดวัคซีน ให้เข้าถึงได้มากที่สุด ตรงนี้วางไว้ 20%
เราเห็นว่าเมื่อรื้อระบบแนวทางฉีดวัคซีนแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือความท้าทายว่าด้วยกระจายการฉีด เพื่อให้ได้จำนวนต่อวันมากที่สุด เพราะหากดูเป้าหมายนายกรัฐมนตรี เฉลี่ย 5-6 แสนโดสต่อวัน ก็มากอยู่ คำถามและความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า จะทำได้แค่ไหน คำตอบ ทำได้หาก “คิดนอกกรอบ” ทำงานปกติ หัวใจคือให้วัคซีนเดินมาหาคน ไม่ใช่คนไปหาวัคซีน นั้นคือต้องมีจุดฉีดวัคซีนให้มากที่สุด แต่ละจุดจะรับได้มากหรือน้อยไม่เป็นไร แต่ขอให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย คลินิก ร้านขายยาต่างๆ ก็ต้องหาช่องทางให้สามารถฉีดวัคซีนได้ จริงอยู่กฎระเบียบห้ามฉีด หากไม่มีพยาบาลกับหมออนุมัติ ทางการก็ต้องไปคิดนอกกรอบ ดูตัวอย่างต่างประเทศว่า ทำไมเขาทำกันได้






