แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ผู้เสียชีวิตจาก "เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง"แตก ไม่เกี่ยวกับ "วัคซีนโควิด19" เป็น “เหตุบังเอิญร่วม” ผู้รับวัคซีนร่วมกล่องอีก40คนปกติ ขอคนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ รับข้อมูลต้องเข้าใจด้วย เผยฉีดแล้วกว่า 1.2 แสนโดส พบแพ้เพียง 2 ราย
เมื่อเวลา 11.00น. วันที่ 26 มี.ค.2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงข่าวกรณีการพบผู้ที่ได้รับวัคซีน 1 รายเสียชีวิตจากเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพองแตกในท้อง นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้ “วัคซีนโควิด19” กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกรณีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดในช่องท้องโป่งพอง ซึ่งประเทศไทยมีระบบในการที่จะต้องติดตามหลังฉีดวัคซีนว่ามีคนที่มีเหตุการณ์อะไรหรือไม่หลังการรับวัคซีน 30 วัน โดยจะติดตามในวันที่ 1 ,3, 7 และ 30 เพื่อดูความปลอดภัยของประชาชนที่มารับวัคซีน หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ต้องดูว่าเหตุการณ์นั้นรุนแรงหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือว่ารุนแรงเพราะเป็นการเสียชีวิต จึงต้องมีการสอบสวนว่าความรุนแรงนี้เกิดจากอะไร แต่เท่าที่ดูในฐานะที่เป็นแพทย์และรับผิดชอบบริหารโครงการการให้วัคซีนโควิด19 ค่อนข้างมั่นใจว่าเกิดจากการที่เส้นเลือดในช่องท้องแตกและไม่น่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่ก็ต้องรอคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาสรุปอีกครั้งหนึ่ง
นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าระบบมีมาตรฐานสามารถตรวจจับเหตุการณ์เกิดได้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เปรียบเทียบเหมือนกรณีในสหภาพยุโรป ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นฉีดวัคซีนและมีผู้สูงอายุเสียชีวิต ก็ต้องสอบสวนและสรุปว่าไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนเพียงแต่เป็นเหตุบังเอิญร่วมที่เกิดขึ้นเท่านั้น หรือเหตุการณ์เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ไทยจะเริ่มฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าแต่คณะกรรมการให้ชะลอไว้ก่อน เพราะมีระบบป้องกัน เหมือนการมีสัญญาณกันขโมยตามบ้านดังขึ้น ก็ต้องไปตรวจสอบว่าเป็นขโมยจริงหรือไม่ เพราะสัญญาณอาจจะดังจากเปิดหน้าต่างไว้แล้วมีลมพัดก็ได้ ก็จะพบว่าไม่เกี่ยวกับขโมยแต่เมื่อสัญญาก็ต้องตรวจสอบ
ขอคนไทยยึด3ข้อ“ความรอบรู้ด้านสุขภาพ”
นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัคซีนและคิดว่าครั้งนี้เป็นการเรียนรู้ความรอบรู้ด้านสุขภาพของสื่อมวลชนและประชาชน จะมี 3 ขั้นตอน คือ 1.เข้าถึงข้อมูล 2.เข้าใจข้อมูล และ 3.นำข้อมูลไปใช้เพื่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนเข้าถึงข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขไม่มีการปิดบังข้อมูล มีการระบบการสื่อสารให้ทราบ แต่เมื่อเข้าถึงข้อมูลแล้วต้องทำความเข้าใจข้อมูลนั้น อาจจะต้องซักถามว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอะไร เมื่อมีความเข้าใจก็จะไปสู่พฤติกรรมที่ถูกต้อง อย่างกรณีการฉีดวัคซีน คนไทยยังจะต้องฉีดวัคซีนอีกหลายสิบล้านโดสจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งอาจจะมีสัญญาณกันขโมยดังขึ้นอีก เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็ต้องทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจมีพฤติกรรมการใดออกไป
ขยายฉีด“วัคซีนโควิด19” ที่รพ.สต.
“ในฐานะประธานอนุกรรมการฉีดวัคซีน ซึ่งมีการฉีด “วัคซีนโควิด19”ไปมากกว่า 1.2 แสนโดสนั้น มีแพ้รุนแรงเพียง 2 รายและรักษา1วันอาการดีขึ้นและกลับบ้านได้แล้ว มั่นใจในระบบและบุคลากรที่ไปฉีดวัคซีน โดยในอนาคตอันใกล้การฉีด”วัคซีนโควิด19”จะไม่ได้ทำแค่ในโรงพยาบาล แต่คงจะขยับไปยังสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)ด้วย เช่นที่กทม.ก็วางแผนจะฉีดที่ศูนย์อนามัยหรือรถโมบายน์คลินิก อย่างที่ไปฉีดที่ตลาดบางแค โดยจะนำร่องที่รพ.สต.ในจ.สมุทรสาครก่อน”นพ.โสภณกล่าว
เสียชีวิตไม่เกี่ยวกับ “วัคซีนโควิด19”
รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญได้สอบสวนเบื้องต้น ผู้ป่วยชาย อายุ 41 ปี จ.สมุทรปราการ มีโรคประจำตัวอยู่เดิมเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ได้รับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเมื่อปลายเดือนมกราคมอยู่โรงพยาบาลหลังผ่าตัดประมาณ 40 วัน หลังจากนั้นกลับบ้านมาพักฟื้นที่บ้าน เมื่อกลับบ้านได้ประมาณ 1 สัปดาห์อาการปกติดี จึงประเมินตัวเองเห็นว่ามีความเสี่ยงมีโรคประจำตัวจึงไปฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2564หลังกลับบ้านได้ 1 สัปดาห์ และการติดตามหลังรับวัคซีนวันที่1 และ3 ผ่านไลน์หมอพร้อม ปกติดี แต่วันที่ 7 หลังฉีดวัคซีนไม่สามารถติดต่อได้ จนรายงานวันที่ 8-9หลังฉีดวัคซีนแน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะ เป็นลมจึงเข้ารักษาในรพ. จากนั้นอาการทรุดลงและเสียชีวิต ในวันที่ 13 มี.ค.2564 หลังรับวัคซีน 10 วัน
“แพทย์สรุปว่าผู้ป่วยรายนี้ น่าจะเสียชีวิตจากการที่มี “หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง”และมีอาการแตกหรือรั่วซึมที่เป็นเป็นโรคเก่าของผู้ป่วยรายนี้ กรณีผู้เสียชีวิตรายนี้ หลังฉีดวัคซีนวันที่ 7 ที่ 8 ก็มีอาการปุบปับ จุกที่ลิ้นปี่ เหนื่อยแสดงว่าอาจมีเส้นเลือดโป่งพองอาจแตกหรือรั่วซึม โดยสรุปเหตุการณ์นี้บังเอิญมาเกี่ยวกับช่วงรับวัคซีน แต่วัคซีนไม่ใช่สาเหตุให้รายนี้เสียชีวิต โดยสรุปเบื้องต้นของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เห็นว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน ซึ่งจะมีการสรุปอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์หน้า” รศ.(พิเศษ)นพ.ทวีกล่าว
ผู้รับ“วัคซีนโควิด19”ปกติ
รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบผู้รับวัคซีชนิดเดียวกัน กล่องเดียวกันกับผู้เสียชีวิตรายนี้ มี 40 คน ในจำนวนนี้มี 5 คนที่มีอาการข้างเคียงไม่รุนแรงเกิดขึ้น ปวด บวม แดงร้อนบริเวณที่ฉีด
“จากข้อมูลทางวิชาการ 95%ของผู้ที่มีอาการแพ้วัคซีนจะเกิดภายใน 15-30 นาทีหลังรับวัคซีนเพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าไปและร่างกายต่อต้านทันที ส่วนอาการข้างเคียงเมื่อเข้าไปร่างหายระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงจะมีอาการมักเกิดใน 48 ชั่วโมง ปวด บวม แดงร้อน”รศ.(พิเศษ)นพ.ทวีกล่าว
ข้อห้ามรับ “วัคซีนโควิด19”
ผู้สื่อข่าวถามว่า “วัคซีนโควิด19”ที่ประเทศไทยใช้อยู่ 2 ชนิดมีข้อห้ามในบุคคลที่ไม่ควรฉีดหรือไม่ รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวว่า 1.แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน แต่เนื่องจาก “วัคซีนโควิด19”เป็นวัคซีนใหม่จึงยังไม่มีใครรู้ว่าแพ้หรือไม่ แต่ต้องระบุเป็นข้อห้ามไว้หากเกิดการแพ้จากการฉีดเข็มแรก ก็จะต้องไม่ฉีดเข็มที่ 2 และ2.ผู้มีโรคประจำตัวไม่คงที่ แกว่างไปแกว่างมา เช่น โรคหัวใจที่คุมความดันไม่ค่อยดี แต่ถ้าอาการนิ่ง แพทย์ประจำตัวจะประเมินอีกครั้ง
“หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง”เป็นระเบิดเวลา
รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวด้วยว่า หลอดเลือดแดงใหญ่ เหมือนเป็นท่อเมนของน้ำประปา ที่จะแตกแขนงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ สมอง ช่องอก ช่องท้องและขาทั้งสองข้าง ซึ่ง “หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง” เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นใน 1.กลุ่มผู้มีอายุมากเพราะเนื้อเยื่อของคนจะมีการเสื่อมสลายลงไปความแข็งแรงก็น้อยลง 2.เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ โรคความดันสูง 3.ไขมันในเลือดสูง 4.คนสูบบุหรี่ และ5.มีส่วนน้อยที่เป็นความพิการมาแต่กำเนิด ซึ่งโรคนี้เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา ความน่ากลัวคือโรคนี้ไม่มีอาการ อะไรเลยและหลายๆคนตรวจเจอโดยบังเอิญ เช่น เอกซเรย์เจอโดยบังเอิญหรือ CT Scan ช่องอกแล้วไปเจอ ถ้าเกิดมีอาการก็เจ็บหน้าอกเจ็บหลัง และปวดท้องเฉียบพลัน
การรักษาหากเป็นก้อนเล็กก็เฝ้าระวังและลดความเสี่ยง หากเป็นก้อนใหญ่แตกจะต้องผ่าตัดทันที โอกาสรอดมีไม่มากเหมือนกับว่าท่อเมนใหญ่แตก เลือดออกอย่างรวดเร็ว ความดันสูงมาก แต่หากก้อนใหญ่แต่ไม่รั่วไม่แตก ก็อาจจะมีการใส่สเต็นท์หรือใส่หลอดเลือดเทียมก็ได้
ต่อข้อถามจะรู้ได้อย่างไรว่าการเสียชีวิตเป็นเพราะโรคเดิมของผู้ป่วยหรือเพราะวัคซีนไปกระตุ้นให้โรคกำเริบ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน เช่น กรณีนี้เกิดจากโรคหลอดเลือดก็จะคณะผู้เชี่ยวชาฯด้านหลอดเลือด อนาคตหากเกิดเหตุกับด้านสมองก็จะมีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองมาพิจารณา ร่วมผลตรวจทางห้องปฏิบัติมาประกอบด้วย






