background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เภสัชฯ จุฬาฯ เคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม

เภสัชฯ จุฬาฯ เคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม

คณะเภสัชฯ จุฬาฯ ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม เดินหน้าปั้นสตาร์ทอัพ วิจัยนวัตกรรม บูรณาการความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ดันงานวิจัย จากหิ้งสู่ห้าง ตอบโจทย์ความต้องการประเทศ ลดการพึ่งพาต่างชาติ

วันนี้ (18 ธันวาคม) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน “ก้าวเล็ก... ฝันใหญ่ ... Go Phar Together สู่การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม ณ ห้องประชุม ตึกนวัตกรรม ชั้น 10 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าและความสำเร็จของผลงานนวัตกรรมต่างๆ จาก บริษัทซียูฟาร์มาซีเอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด (CU Pharmacy Enterprise) หรือ CUPE) 

160827149157

ทั้งนี้ บริษัทซียูฟาร์มาซีเอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด (CU Pharmacy Enterprise) หรือ CUPE คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จัดตั้งขึ้นภายใต้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำหน้าที่รองรับการสร้างและพัฒนานวัตกรรมทางเภสัชกรรม วางรากฐานและยกระดับระบบนิเวศการวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและภาคธุรกิจให้เข้มแข็ง นำองค์ความรู้ใหม่ไปต่อยอดเพื่อให้ความรู้นั้นสามารถนำมาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมให้ยั่งยืน ส่งเสริมให้เกิดธุรกิจเชิงพาณิชย์จากการพัฒนางานวิจัยไปสู่นวัตกรรมใหม่ (Start Up) CUPE ได้รับการจดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 จากการดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า 1 ปี ได้มีการจัดตั้งบริษัท Start-up ในคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง 

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมและเผยแพร่งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสังคม (Innovations for Society) โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้านคือ การสร้างผู้นำแห่งอนาคต ให้การสนับสนุนคณาจารย์ นักวิจัยสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบสูงต่อสังคม (Impactful Research & Innovation) และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน (Sustainability)  

160827149020

จุฬาฯ ได้จัดตั้งบริษัท ซียูเอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด (CU Enterprise) ที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพของจุฬาฯ  จากการบ่มเพาะของศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาฯ (CU Innovation Hub) ในการสร้างนวัตกรและพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไทยเป็นที่ประจักษ์ เช่น การพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากใบพืชตระกูลยาสูบ ซึ่งเป็นวัคซีนที่ผลิตโดยคนไทย เพื่อคนไทย ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปคือผลิตภัณฑ์ “ไฟท์ฝุ่น สเปรย์” (PhytFoon Spray)  สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CU Pharmacy Enterprise กับภาคเอกชน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนในการต่อยอดงานวิจัยไปใช้งานจริงสู่สังคมไทย

"การบริหารมหาวิทยาลัยต้องสร้างความสมดุล งานวิจัย ต้องตอบโจทย์ เป็นที่ต้องการตลาด มีความต้องการ และมีความรวดเร็ว หากช้าจะไม่ทันตลาดวายหมด เช่น วัคซีน หากวัคซีนช้าเกินไป คนอื่นจะครองหมดและเราจะแทรกตัวยาก ดังนั้น เป้าหมายคือ งานวิจัยของไทยจะเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน การศึกษา และประชาชน ทำให้บ้านเราพึ่งพาเทคโนโลยีตนเอง เภสัชกรไม่ใช่แค่เพียงจ่ายยา แต่สามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมได้ เป็นก้าวเล็ก แต่เกิดผลใหญ่ เป็นฝันที่เป็นจริง ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคม" อธิการบดีจุฬาฯ

160827149025

ด้าน ดร.เภสัชกรหญิงบุษกร เลิศวัฒนสิวลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซียูเอ็นเทอร์ไพรส์ และ บริษัท จุฬาฯ ฟาร์เทค จำกัด กล่าวว่า CUPE มีบทบาทให้การสนับสนุนและบ่มเพาะงานวิจัยและนวัตกรรมของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของสังคม เป็นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาพัฒนาแก้ปัญหาสังคมไทยและสังคมโลกจนเป็นที่ประจักษ์ นอกเหนือจากงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านสุขภาพที่ได้พัฒนาโดยคณาจารย์ นักวิจัยจากบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด บริษัท แนบโซลูท จำกัด และบริษัท เฮิร์บ การ์เดียน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว ยังมีงานทางด้านบริการวิชาการภายใต้การดำเนินงานของศูนย์บริการเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการและการตรวจวิเคราะห์เซลล์สัตว์ทดลอง นอกจากนี้ CUPE ยังให้โอกาสในการสร้างงานแก่นิสิตที่จบการศึกษาจากคณะเภสัชศาสตร์ ในการได้ปฏิบัติงานร่วมกับคณาจารย์ในคณะอีกด้วย

  • PhytFoon Spray

ทั้งนี้ ตัวอย่างงานวิจัยจากคณะเภสัชฯ จุฬาฯ ที่ได้รับการต่อยอดสู่การวางขายจริง อาทิ “ไฟท์ฝุ่น สเปรย์” (PhytFoon Spray) สเปรย์กันฝุ่น PM2.5 โดย บริษัท เฮิร์บ การ์เดียน จำกัด สตาร์ทอัพภายใต้การบ่มเพาะขององค์กรที่รวบรวมนวัตกรรมทางสุขภาพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Pharmacy Enterprise) และ โครงการศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) ที่สามารถใช้ได้ในอาคาร ที่อยู่อาศัย หรือในบริเวณพื้นที่ปิด เช่น ในบ้าน สำนักงาน รถยนต์ ฯลฯ สามารถลดปริมาณ PM2.5 ได้กว่า 80% 

160827149034

นวัตกรรมดังกล่าว ได้รับรางวัลรองชนะเลิศในโครงการ Leaders in Innovation Fellowships Programme (LIF) ประจำปี 2563 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ Newton Fund และ The Royal Academy of Engineering สหราชอาณาจักร พร้อมกับได้ร่วมมือกับภาคเอกชน บริษัท เพนทา อินโนเทค จำกัด ในการหยิบงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ต่อยอดสู่การวางจำหน่ายจริง และเตรียมขยายตลาดไปยังต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และจีน

  • Shield+: Protecting Spray

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรม Shield+: Protecting Spray โดย บริษัท แนบโซลูท จำกัด นักวิจัยจาก CU Innovation Hub สเปรย์หน้ากากผ้ากรองฝุ่น ป้องกันไวรัส ช่วยเพิ่มระสิทธิภาพการกรองหน้ากากผ้า ช่วยลดขยะที่เกิดจากการใช้หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่ใช้หน้ากากแบบผ้าให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมีการผลิตคิดค้นออกมา 2 ชนิด ได้แก่ Shield (ไม่กันน้ำ) เริ่มจากการคลี่มุมพับหรือกางตะเข็บของหน้ากากออก ฉีดสเปรย์บริเวณด้านหน้าของหน้ากากผ้าให้ทั่วประมาณ 12-15 ครั้ง จากนั้นนำไปตากให้แห้งสนิทก็สามารถนำไปใช้ได้ และ Shield+ (กันน้ำ) จะต้องรีดด้วยเตารีดให้แห้งสนิทก่อน จึงจะเพิ่มประสิทธิภาพในการกันน้ำได้

160827149192

ผศ.เภสัชกรหญิง ดร.จิตติมา ลัคนากุล ภาควิชาวิทยาการเภสัชกรรมและเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า สเปรย์ตัวแรกที่พัฒนาคือเปรย์สีใส ซึ่งเป็นผลงานวิจัยในช่วง PM 2.5 มีปัญหาอย่างหนัก ก่อนช่วง COVID-19 โดยใช้พอลิเมอร์ในเภสัชภัณฑ์มาประยุกต์และผสมเพื่อให้เกิดกลไกที่หลากหลาย ทำให้พอลิเมอร์เข้าไปแทรกตัวและสอดประสานเส้นใยของผ้า ลดช่องว่างระหว่างเส้นใยผ้าให้เล็กลง เพิ่มประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นได้ดีขึ้น ช่วยผลักฝุ่นและเชื้อโรคออกไปได้อีกด้วย

160827310261

โดย 1 ขวดมีปริมาณ 60 มิลลิลิตร สามารถใช้ได้ 24 ครั้งหรือโดยเฉลี่ย 1 เดือน สามารถใช้ได้ทุกวัน ซึ่งพอลิเมอร์ที่เคลือบอยู่บนหน้ากากผ้าจะละลายไปในขณะซัก อาจจะมีหลงเหลือบนผ้าบางส่วนสำหรับ Shield+ แต่ก็ยังคงปลอดภัยต่อผู้ใช้ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่ใช้ในเภสัชภัณฑ์ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ พร้อมกันนี้ มีการจับมือกับ Tigerplast ผู้เชี่ยวชาญในสินค้าเวชภัณฑ์ ดันงานวิจัย สู่การวางขายจริงแล้วในขณะนี้