กรมการแพทย์ถอดบทเรียนรักษา “ผู้ป่วยโควิด-19” ย้ำคนไทยต้องไม่ประมาท อย่าเข้ารับการรักษาช้า ชู “ท่าคว่ำ”ช่วยออกซิเจนในเลือดดีขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยโควิดที่ปอดอักเสบ 2 ข้างเท่ากัน
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019หรือโควิด-19 นพ.ณรงค์ อภิกุลวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 ในเขตกรุงเทพนและปริมณฑลมีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ราว 2,263 เตียงในสถานพยาบาล 114 แห่ง จากทุกสังกัดทั้งโรงเรียนแพทย์ กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต กรุงเทพมหานคร กระทรวงกลาโหม โรงพยาบาลตำรวจ และเอกชน รวมถึง มีการเตรียมการหอผู้ป่วยเฉพาะกิจหรือฮอสพิเทลอีกกว่า 500 เตียง เชื่อว่าจะเพียงพอในการรองรับผู้ป่วยหากเกิดการระบาดในระลอกที่ 2 อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการชี้ขาดของประชาชน หากให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันโรคอย่างเต็มที่ ก็จะช่วยให้มีจำนวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาน้อยเตียงที่เตรียมไว้ก็จะเพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วย
ยอดผู้ป่วยโควิด-19สะสมที่เข้ารับการรักษาแยกตามสังกัด เอกชน 897 ราย คิดเป็น 42.8% โรงเรียนแพทย์ 529 ราย คิดเป็น 25.2 % กรมการแพทย์ 224 ราย คิดเป็น 10.7 % กรมควบคุมโรค 214 ราย คิดเป็น 10.2% กรุงเทพมหานคร 147 ราย คิดเป็น 7 % กรมสุขภาพจิต 2 ราย คิดเป็น 0.1% กระทรวงกลาโหม 46 ราย คิดเป็น 2.2 % และโรงพยาบาลตำรวจ 38 รายคิดเป็น 1.8% เฉพาะสถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ดูแลผู้ป่วยสะสมรวม 223 ราย แยกเป็น รพ.ราชวิถี 69 ราย รพ.นพรัตนราชธานี 30 ราย รพ.เลิดสิน 36 ราย สถาบันโรคทรวงอก 31 ราย สถาบันประสาท 25 ราย รพ.สงฆ์ 1 ราย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 8 ราย รพ.มหาวชิราลงกรณธัญบุรี 23 ราย และฮอสพิเทลรพ.ราชวิถี 169 ราย ผู้ป่วยอายุน้อยสุด 5 เดือน มากสุด 80 ปี เฉลี่ย 37.8 ปี จำนวนวันที่นอนรพ. ต่ำสุด 2 วัน สูงสุด 37 วัน เฉลี่ย 12.2 วัน
ผศ.นพ.พจน์ อินทลาภาพร อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวว่า บทเรียนจากการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 รพ.ราชวิถี ซึ่งให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ตั้งแต่กลุ่มที่ไม่มีอาการ กลุ่มมีอาการเล็กน้อย กลุ่มมีอาการปานกลาง และกลุ่มอาการรุนแรงและมีปอดอักเสบ โดยในช่วงที่มีการระบาดของโรคและมีผู้ป่วยมาก ภารกิจหลักของรพ.ราชวิถีคือรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยอาการหนักเป็นลำดับแรกก่อน มีจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 69 ราย ในจำนวนนี้มีปอดอักเสบ 33 ราย คิดเป็น 47.82 % ปอดอักเสบชนิดรุนแรง 10 ราย คิดเป็น 14.49 % รักษาหาย 64 ราย เสียชีวิต 4 ราย เฉพาะในจำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบจากโควิด-19ทั้งหมด 33 ราย รักษาหาย 29 ราย เสียชีวิต 4 ราย
ทีมแพทย์ที่ให้การรักษาได้มีการสรุปบทเรียนตัวอย่างผู้ป่วยบางรายที่ทำให้ประชาชนและสหวิชาชีพต่างๆได้เรียนรู้ รายแรก ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 31 ปี มีไข้หนาวสั่น 11 วัน โดย 5 วันก่อนมารพ.เริ่มไอและเหนื่อยมากขึ้น เข้ารับการรักษาที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งด้วยอาการปอดอักเสบ อีก 2 วันขอกลับบ้าน อีก 1 วันอาการไม่ดีขึ้นเข้ารับการรักษาในรพ.รัฐและส่งต่อมารพ.ราชวิถี และได้รับการยืนยันว่าปอดอักเสบจากโควิด-19 มีการรักษาโดยการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ ร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวีดารุนาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ยาคลอโรควิน และยาอะซิโทรมัยซิน
ที่น่าสนใจของผู้ป่วยรายนี้ คือ หลังรักษา 3 วันด้วยยาดังกล่าว ตรวจไม่พบไวรัส หลัง 5 วัน,7วัน,14วันและ28 วัน ก็ไม่พบไวรัสเช่นกัน สรุปจากผู้ป่วยรายนี้ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์รายแรก ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่ายานี้น่าจะได้ประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยปอดอักเสบจากโควิด-19 จึงเสนอให้นำยาฟาวิพิราเวียร์เข้าสู่แนวทางการรักษา และประเทศไทยสั่งนำเข้ายาชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรายนี้แม้ว่าอายุน้อยความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจะน้อยกว่า แต่รายนี้ก็มีปอดอักเสบและมารักษาล่าช้าถึง 11 วันและมีอาการปอดอักเสบแล้ว
รายที่ 2 ชายไทย อาย 55 ปี ไม่มีโรคประจำตัว มีอาการไข้ ไอมา 13 วันก่อนมารพ. เข้ามาพบแพทย์ด้วยปอดอักเสบ และอีก 4 วันต่อมาผู้ป่วยเสียชีวิต ยังตรวจพบไวรัสในร่างกาย แม้จะให้การรักษาด้วยยาเช่นเดียวกับรายแรกและใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ด้วย แต่ผู้ป่วยรายนี้มีปัจจัยเสี่ยง คือ อายุมากมีความเสี่ยงที่จะอาการรุนแรงจากโรค มีอาการปอดอักเสบ และมาเข้ารับการรักษาล่าช้าถึง 13 วัน ซึ่งแม้ผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัว แต่ถ้าอายุมาก ร่วมกับการมาพบแพทย์ช้า จึงมีโอกาสได้รับการรักษาช้า ดังนั้น ผู้ป่วยที่อายุมากเมื่อมีอาการ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ และไม่ควรปกปิดประวัติว่าไปสัมผัสโรคมาอย่างไร
และรายที่ 3 หญิงไทย อายุ 57 ปี ไม่มีอาการ เพราะตรวจเจอจากการเฝ้าระวังเนื่องจากเผ็นผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยันที่เป็นลูกสาว เข้ารับรักษาด้วยอาการสบายดี จนเข้าสู่วันที่ 5 ของการตรวจพบโควิด-19 จึงมีอาการไข้ ไอ เหนื่อยมากขึ้น และปอดอักเสบ ให้ยาฟาวิพิราเวียร์และยาอื่นๆเช่นเดียวกัน และไข้ขึ้นต่อเนื่องตลอด 7 วันหลังวินิจฉัย เมื่อให้การรักษาแล้วดีขึ้น ไข้ลดลง ปอดอักเสบลดลง บทเรียนคือเฉลี่ยแล้วในกลุ่มที่มีอาการในวันที่ 5-7 มีโอกาสที่จะมีปอดอักเสบ แต่ผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่มีโรคประจำตัว เมื่อพบแพทย์และได้รับการรักษาเร็ว ก็มีโอกาสที่จะรักษาหาย ดังนั้น ประชาชนไม่ควรประมาทควรรับพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการ
ขณะที่ พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า ในส่วนของสถาบันโรคทรวงอกมีการจัดการระบบ โดยเน้นการคัดกรองผู้ป่วยใหม่และผู้ป่วยเก่าที่มีความเสี่ยงในผู้ป่วยที่สงสัยโควิด-19 นอกอาคาร โดยเปิดจุดตรวจในพื้นที่คลินิกไข้หวัด การพัฒนาหอผู้ป่วยเฉพาะกิจที่ได้มาตรฐาน ป้องกันการแพร่เชื้อให้กับประชาชนคนอื่น
สำหรับการรักษา เห็นว่าช่วงต้นมีความรู้เรื่องของการทำท่าคว่ำ ซึ่งจะพบว่าในคนไข้ที่มีปัญหาปอดอักเสบรุนแรงมากค่อนข้างได้ผล จึงมีการพัฒนาประยุกต์ให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ามาในสถาบันโรคทรวงอกและมีปอดอักเสบที่เป็นลักษณะของ2ข้าง คว่ำตั้งแต่เริ่มจะมีอาการหรือเข้ามารักษาในสถาบัน โดยคว่ำให้ได้มากที่สุด หลังจากที่มีการคว่ำคนไข้จนเป็นปกติ คนไข้มีออกซิเจนในเลือดดีขึ้น ทำให้คนไข้ไม่ต้องไปสู่ภาวะของปอดอักเสบรุนแรงจนกระทั่งต้องใส่ท่อช่วยหายใจ รวมถึง ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ตั้งแต่ปอดอักเสบรุนแรงขึ้น อีกทั้ง จากการพบว่าปอดอักเสบของผู้ป่วยโควิด-19จะรุนแรงในช่วง 2 สัปดาห์แรกและจะเบาบางในสัปดาห์ที่ 3 จึงต้องมีการยื้อไว้ไม่ให้ออกซิเจนในเลือดต่ำเกินไป เพราะจะมีผลทำให้ระบบการทำงานอื่นๆของร่างกายหยุดทำงาน ซึ่งเมื่อมีการศึกษาข้อมูลจากต่างประเทศมีการใช้ยากดปฏิกิริยาการอักเสบกลุ่ม tocillizumab จึงนำมาใช้กับผู้ป่วยตั้งแต่ปอดอักเสบรุนแรงมาก เพื่อชะลอโรค ไม่ให้ระบบอื่นของร่างกายหยุดทำงาน จนต้องล้างไต เป็นต้น และด้วยจำนวนแพทย์ของสถาบันมีเพียง 50 คน เพราะฉะนั้น แพทย์ที่ไม่ใช่แพทย์ระบบบทางเดินหายใจก็มาช่วยรักษาด้วย โดยการใช้ใบคำสั่งมาตรฐานเดียว ทำให้กลุ่มคนไข้เดียวกันได้รับการรักษามาตรฐานเดียวกัน ซึ่งง่ายและลดความผิดพลาด
“ขอย้ำว่าการใช้ท่าคว่ำในผู้ป่วยปอดอักเสบนั้น แนะนำในผู้ป่วยปอดอักเสบจากโรคโควิด-19 ที่มีการอักเสบของปอด 2 ข้างเท่าเทียมกัน และมีออกซิเจนต่ำ ซึ่งเมื่อมีอาการอักเสบ ของปอด 2 ข้าง จำนวนถุงลมด้านหลังจะมีมากกว่าด้านหน้า แต่เมื่ออยู่ในท่าคว่ำจะทำให้ถุงลมที่มีมากกว่าในด้านหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนแทน เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนออกซิเจนก็จะดีขึ้น ทำให้คนไข้มีความสบายขึ้น ปริมาณออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น แต่ที่แนะนำเฉพาะในโรคของโควิด-19ที่มีลักษณะของออกซิเจนต่ำและมีปอดอักเสบ2 ข้างร่วมกัน เพราะบางคนอาจจะปอดอักเสบข้างเดียว เป็นเล็กน้อย อาจจะไม่ได้ประโยชน์ของการทำท่าคว่ำ”พญ.เปี่ยมลาภกล่าว






