วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ.เร่งตรวจคนติดโควิด-19ไม่มีอาการใน 77 จังหวัด

สธ.เร่งเฝ้าระวังกลุ่มติดเชื้อไม่มีอาการ สุ่มตรวจคัดกรองกลุ่ม-สถานที่เสี่ยง 77 จังหวัด อย่างน้อย 400 คนต่อจังหวัด เฉพาะกทม.15,000 คน สร้างความมั่นใจประชาชน ก่อนผ่อนปรนระยะสีเขียว เผยอัตราค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก ภาพรวมพบเพียง 0.5 %

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การตรวจทางห้องปฏิบัติการโรคโควิด-19 จะมีการดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1.การตรวจสำหรับการวินิจฉัย ดูแลรักษา และสอบสวนโรค  มีการตรวจแล้ว แยกย่อยเป็น 1.1การตรวจในผู้สงสัยติดเชื้อทั้งที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ สถานพยาบาล และชุมชนตั้งแต่เดือนม.ค.เป็นต้นมา มีการตรวจได้เดือนละมากกว่า 6 หมื่นราย ครอบคลุมคนไทยต่างชาติ 

และ1.2การสอบสวนระบาดวิมยา กรณีพบผู้ป่วยยืนยัน โดยจะดำเนินการในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่เป็นผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ ,การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก(Active Case Finding)ที่จะดำเนินการในพื้นที่ที่มีการระบาดและพบผู้ป่วยต่อเนื่อง เพื่อค้นหาผู้ป่วยที่มีอาการน้อย นำเข้าสู่การแยกกักเพื่อตัดวงจรการแพร่โรค เช่น จ.ภูเก็ต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระบี่หรือบางจุดของกทม. ราว7,900 รายพบติดเชื้อ 44 ราย คิดเป็น 0.55 % และการค้นหาผู้ติดเชื้อในชุมชน เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อที่อยู่ในชุมชนโดยที่ไม่มีอาการ ในพื้นที่ กทม. ตรวจ 3 พันกว่ารายเจอติดเชื้อ 1 ราย และ3จังหวัดชายแดนใต้ พบประปรายในอัตราต่ำกว่า 1% เว้นบางพื้นที่ 


นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า เมื่อมีมาตรการผ่อนปรนกิจการ/กิจกรรมบางอย่างตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา จึงจะดำเนินการตรวจในระยะ 2 คือ การตรวจเพื่อเฝ้าระวังและค้นหาในกลุ่มประชากรเสี่ยง หรือสถานที่เสี่ยง วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเฝ้าระวัง ให้มั่นใจในการควบคุมป้องกันโรค สำหรับการดำเนินการตามมาตรการผ่อนปรนและการควบคุมโรคในระยะยาว และเพื่อให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และกรุงเทพฯใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลในการเฝ้าระวัง ซึ่งประชากรกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ต้องขัง ผู้ต้องกัก คนขับหรือพนักงานประจำรถสาธารณะ พนักงานไปรษณีย์ พนักงานส่งของ กลุ่มแรงงานต่างด้าวในแคมป์ก่อสร้าง ที่อยู่ในหอพักเดียวกันจำนวนมาก และกลุ่มอาชีพเสี่ยงอื่น เช่น แม่ค้า/พ่อค้าหรือพนักงานขายของในตลาด/ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น และสถานที่เสี่ยง ที่มีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก ได้แก่ ชุมชนแออัด ศาสนสถาน สถานีขนส่งผู้โดยสาร และสถานีรถไฟฟ้า จะเริ่มดำเนินการโดยเร็ว ส่วนระยะ3.การตรวจเพื่อวัตถุประสงค์อื่นยังไม่ดำเนินการ 


ตั้งแต่ม.ค.-4พ.ค.2563 จำนวนตรวจทางห้องแล็บของไทยอยู่ที่ 230,000 คน คิดเป็น 3,421 คนต่อล้านประชากร ซึ่งมีเป้าหมายจะตรวจให้ได้ 6,000 รายต่อล้านประชากร หรือ 400,000 คน จึงจะต้องตรวจเพิ่มอีก 170,000 คน แยกเป็นการตรวจในกลุ่มผู้ต้องสงสัยติดเชื้อเพื่อวินิจฉัย 85,000 คน และเฝ้าระวังและค้นหาในประชากรกลุ่มเสี่ยงตามระยะที่2 85,000 คน โดยกระจายตรวจทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัดภายใต้การกำหนดประชากรกลุ่มเสี่ยและสถานที่เสี่ยงของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ดำเนินการสุ่มตรวจอย่างน้อยจังหวัด 400 คน ส่วนกรุงเทพฯดำเนินการกว่า 15,000 คน ใช้การเก็บตัวอย่างจากการขากเสลด และตรวจโดยการรวมกลุ่มตัวอย่าง(Pool Sample) ด้วยวิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมRT PCR ที่เป็นการตรวจมาตรฐาน


“การตรวจเพื่อเฝ้าระวังเชิงรุกนี้เป็นการค้นหาผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ ไม่ได้เป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยและรักษาโรค แต่เป็นการตรวจเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน หากเจอผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการก็จะนำเข้าสู่การแยกกักและดูแล ซึ่งจากค่าเฉลี่ยเมื่อพบเชื้อแล้วจะตรวจไม่เจอเชื้ออยู่ที่ 10 วัน แต่ขึ้นกับบุคคลด้วย เป็นการตัดวงจรการแพร่เชื้อ โดยจะดำเนินการให้ทันกับการเตรียมการผ่อนปรนกิจการสีเขียวในระยะต่อไป”นพ.สุวรรณชัยกล่าว