ไม่ว่าวัคซีนโควิด-19 จะสำเร็จเมื่อใด มนุษย์ยังต้องอยู่ร่วมกับไวรัสร้ายและต้องปรับตัวเข้ากับมันให้ได้ ระหว่างนั้นการให้วัคซีนสังคมจะเป็นปราการป้องกันให้ผู้คนและเศรษฐกิจเดินหน้าไปอย่างบอบช้ำน้อยที่สุด
ขณะนี้ทั่วโลกกำลังใจจดใจจ่อรอผลการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ เมื่อเที่ยงวานนี้ (5 พ.ค.) ทั่วโลกติดเชื้อกว่า 3.5 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 251,000 คน ยุโรปเป็นทวีปที่ระบาดหนักที่สุด ประชาชนเสียชีวิตแล้วราว 145,000 คน สหรัฐ 68,700 คน รวมกันแล้วคิดเป็นกว่า 85% ของผู้เสียชีวิตทั้งโลก ดังนั้นหากพัฒนาวัคซีนได้นอกจากช่วยปกป้องชีวิตชาวโลกได้แล้ว บริษัทที่คิดค้นได้ก่อนย่อมมีโอกาสทำเงินมหาศาล
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ระบุ ขณะนี้มีวัคซีนตัวเลือก (candidate vaccine) 8 ตัวอยู่ในขั้นทดลองทางคลินิก มีทั้งจากจีน สหรัฐ อังกฤษ และการพัฒนาร่วมกันระหว่างหลายๆ ประเทศ ส่วนการพัฒนาวัคซีนของไทยโดยบริษัทไบโอเนท-เอเชียกำลังเร่งสรุปผลในหนูทดลอง เพื่อเตรียมทดลองในมนุษย์ปลายเดือนนี้ แน่นอนว่าการพัฒนาวัคซีนต้องมีทุน
เมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค.) มีข่าวดีนิดหน่อยที่ว่า องค์การอนามัยโลก สหภาพยุโรป (อียู) ร่วมกับนานาประเทศจัดประชุมสุดยอดผ่านระบบออนไลน์กับผู้นำกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ระดมเงินบริจาคได้กว่า 8 พันล้านดอลลาร์ สำหรับพัฒนาวัคซีน วิจัยด้านการวินิจฉัยและรักษาโรคโควิด-19
ระหว่างรอวัคซีนที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญบอกว่ากว่าจะได้ใช้ก็คงเป็นปีหน้า เพราะต้องมั่นใจจนถึงที่สุดว่าปลอดภัยพอจะใช้กับประชาชนในวงกว้าง ตอนนี้ยาต้านไวรัส “เรมเดซิเวียร์” ของบริษัทจิลีด ไซอึนส์ อิงค์ ที่ใช้รักษาการติดเชื้ออีโบลากำลังมาแรง หลังการทดลองนำโดยรัฐบาลสหรัฐได้ผลเป็นที่น่าพอใจผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) อนุมัติให้มาใช้ในภาวะฉุกเฉินเพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด-19
เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นที่ต้องการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติยาเรมเดซิเวียร์ภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ทางการอังกฤษ แคนาดา เยอรมนี และฝรั่งเศสก็ไปในแนวทางเดียวกัน
ข้อน่าสังเกตคือ ทั้งวัคซีน (ที่กำลังจะมี) และยารักษา ล้วนส่งผลเฉพาะตัวผู้ป่วย แล้วสังคมล่ะต้องมีวัคซีนด้วยหรือไม่? ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ที่ยิ่งใช้นานยิ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ ยุโรปผ่อนคลายจริงจังในสัปดาห์นี้เช่นเดียวกับไทย แต่ภาพคนไปกลุ้มรุมซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้างใหญ่ หรือภาพผู้โดยสารบีทีเอสแออัดบนสถานีเพราะความล่าช้าของขบวนรถ ก่อให้เกิดคำถามว่า social distancing หายไปไหน แล้วแบบนี้จะเสี่ยงให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อหรือไม่
คำตอบไม่ใช่การกล่าวโทษประชาชนคนไทยว่าไม่มีวินัย ไม่ดูแลตัวเอง แต่ต้องย้อนกลับไปถึงนโยบายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนว่าได้เตรียมการรองรับสถานการณ์แบบนี้ไว้บ้างหรือไม่ ยิ่งนายกรัฐมนตรีขู่ว่า ถ้ามีภาพแบบนี้อีกจะถูกปิดไม่ให้ขายอีกต่อไป ยิ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนโยบาย หรือการที่คนต้องไปแออัดกันที่สถานีบีทีเอสก็เพราะบริษัทสั่งให้ไปทำงาน ทั้งๆ ที่ใจจริงแล้วคนเหล่านั้นอาจจะยังอยาก work from home ต่อไปอีกก็ได้
เราเห็นว่า ไม่ว่าวัคซีนโควิด-19 จะสำเร็จเมื่อใด มนุษย์ยังต้องอยู่ร่วมกับไวรัสร้ายและต้องปรับตัวเข้ากับมันให้ได้ ระหว่างนั้นการให้วัคซีนสังคมจะเป็นปราการป้องกันให้ผู้คนและเศรษฐกิจเดินหน้าไปอย่างบอบช้ำน้อยที่สุด นโยบายที่ปฏิบัติได้จริงจากภาครัฐต่อเนื่องถึงภาคเอกชนคือวัคซีนสำคัญสำหรับป้องกันสังคมไทยในขณะนี้







