สธ.นำวิธีตรวจแล็บโควิด-19 ด้วยการ“ขากเสลด” มาเสริมค้นหาคนติดเชื้อ
ข้อดีรวดเร็ว-ประหยัดทรัพยากร-มีประสิทธิภาพ-เพิ่มความปลอดภัยบุคลากร ย้ำไม่ได้ใช้แทนวิธีเดิม มุ่งเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเป็นกลุ่มก้อน คนเข้าไทย-ผู้สัมผัสผู้ป่วย-ชุมชน-แรงงานต่างด้าว
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2563 ที่สถาบันบำราศนราดูร นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า โรคโควิด-19หลังรับเชื้อราว 7 วันจึงจะมีอาการ และอีก 7 วันหลังจากนั้นจึงจะมีภูมิคุ้มกันขึ้น ในการค้นหาผู้ติดเชื้อจึงใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ห้องแล็บ)มี 2 วิธี คือ 1.การตรวจหาเชื้อด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 หรือเรียกว่าวิธี RT PCR ซึ่งทำได้รวดเร็วและเป็นวิธีมาตรฐาน และ2.การตรวจหาภูมิคุ้มกัน หรือ Rapid Test กว่าที่จะตรวจเจอผลเป็นบวกจะต้องใช้เวลาหลังผู้ป่วยมีอาการแล้ว 7 วันขึ้นไป แม้วิธีการในการตรวจจะทำได้เร็วเพราะตรวจโดยการเจาะเลือด แต่การตรวจหาโรคจะทำได้ช้ากว่าวิธีแรก เพราะฉะนั้นการตรวจคัดกรองและค้นหาผู้ป่วยที่กำลังแพร่เชื้อจึงใช้วิธีRT PCR และเป็นวิธีมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า การตรวจด้วยวิธีRT PCRนั้นจะต้องเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากการกวาดหลังคอหรือหลังโพรงจมูกของผู้ที่ต้องตรวจ เรียกว่าสวอป(Swab) ซึ่งจะต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ใส่ชุดป้องกัน(PPE)เต็มที่ในการเก็บตัวอย่าง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้รับโจทย์จากกรมควบคุมโรค ในการหาวิธีตรวจเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ ไว ราคาถูก ทำได้สะดวก จึงได้ร่วมกับสถาบันบำราศนราดูร ในการทำสอบการตรวจด้วยการใช้เสมหะจากคอผู้ป่วย โดยให้ผู้ป่วยขากเสลดออกมาเองเพื่อส่งตรวจในห้องแล็บ ไม่ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นคนดำเนินการ ซึ่งหลายประเทศใช้ เช่น ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา
ผลพบว่าการตรวจยืนยันการติดเชื้อจากตัวอย่างที่ได้จากการขากเสลดและจากการสวอปเชื้อ มีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน โดยหากตรวจตัวอย่างจากการสวอปเจอคนติดเชื้อ 100 คน ส่วนการตรวจตัวอย่างจากการขากเสลดจะเจอราว 90 คน ถือว่ามีประสิทธิภาพ lสอดคล้องกับการวิจัยของโรงพยาบาลรามาธิบดี
“สิ่งสำคัญของการเก็บตัวอย่างด้วยวิธีการขากเสลดคือคนตรวจเองจะต้องเข้าใจว่า การเก็บตัวอย่างไม่ได้ใช่น้ำลาย จึงไม่ใช่แค่การถมน้ำลายใส่กระป่อง แต่จะต้องขากให้เสลดที่อยู่หลังคอออกมา ก็จะทำให้การตรวจด้วยการขากเสลดให้ผลประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการสวอปเชื้อ ซึ่งวิธีการนี้ประชาชนและสถานพยาบาลต่างคุ้นชินอยู่แล้วเพราะเป็นวิธีเดียวกับการเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อวัณโรค รวมถึง สิ่งที่ต้องระวังคือในการเก็บเสลด ห้ามบ้วนปาก ห้ามแปรงฟัน หรือกินอะไรก่อนการเก็บตัวอย่าง 1- 2 ชั่วโมง หาเก็บได้ตอนตื่นนอนใหม่ๆได้จะยิ่งดี”นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า อุปกรณ์การเก็บเสลดจะประกอบด้วยกระป๋องเก็บเสลด ถุงซิปล็อค 3 ถุง พาราฟิล์มใช้พันเพื่อปิดฝาอีกรอบป้องกันไม่ให้น้ำลายข้างในหลุดเลอะเทอะออกนอกกระป๋อง และอาหารสำหรับเก็บตัวอย่างไวรัส วิธีการเก็บเสมหะคือ ล้างมือให้สะอาดก่อนเก็บน้ำลาย เขียนชื่อติดกระป๋อง เปิดฝากระป๋องเทอาหารสำหรับเก็บตัวอย่างไวรัสลงในกระป๋อง ขากเสลดในขณะที่สวมหน้ากากอนามัยอยู่ เปิดหน้ากากอนามัยบางส่วน ใส่เสลดที่ออกมาในกระป่องที่เตรียมไว้ และสวมหน้ากากทันที ปิดฝากระป๋องให้สนิท ใช้ทิชชู่เช็ดทำความสะอาดด้านนอกกระป่อง พันปิดฝากระป๋องด้วยพาราฟิล์ม นำกระป๋องใส่ในถุงซิปล็อค3ชั้น ล้างมือให้สะอาดและเช็ดมือให้แห้ง เก็บใส่กล่องรักษาอุณหภูมิที่มีเจลเก็บความเย็นและนำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 5 ชั่วโมง
“วิธีการตรวจนี้แตกต่างจากวิธีเดิมเพียงแค่ขั้นตอนของการเก็บตัวอย่างที่เดิมใช้บุคลากรทางการแพทย์เป็นคนสวอปเชื้อ แต่วิธีนี้ใช้การขากเสลดของผู้ตรวจเอง ขั้นตอนหลังจากได้ตัวอย่างเป็นเสลดมาแล้วนั้น การตรวจในห้องแล็บจะเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเช่นเดิม แต่มีข้อดีคือตรวจได้จำนวนมาก มีประสิทธิภาพ ประหยัดทรัพยากรในการเก็บตัวอย่าง และจะทำให้สามารถใช้ศักยภาพของห้องแล็บได้มากขึ้น เพราะในแต่ละรอบของการตรวจวิเคราะห์หาสารพันธุกรรมจะมีตัวอย่างใส่ไปได้จำนวนมาก เพราะมีตัวอย่างที่จะตรวจส่งเข้ามาได้มากขึ้นจากการที่เก็บตัวอย่างได้จำนวนมากภายใน 1 วัน อย่างไรก็ตาม ใช้วิธีการนี้เป็นการเสริมการคัดกรองเท่านั้น ไม่ได้นำมาใช้แทนวิธีเดิมแต่อย่างใด”นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาส กล่าวด้วยว่า กรมยังได้ร่วมกับสถาบันบำราศนราดูร เจาะเลือดผู้ป่วยยืนยันเป็นโควิด-19เพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกัน โดยเจาะเลือดหลังมีอาการ 7 วัน พบภูมิคุ้มกันขึ้นแค่ 17% ถือว่าน้อยมาก สอดคล้องกับรามาที่ทำ เจาะหลังมีอาการ 8-14 วัน ภูมิคุ้มกันขึ้น 42% เจาะเลือดหลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ พบภูมิคุ้มกันขึ้น 85 % แต่ส่วนใหญ่เชื้อก็จะหมดไปด้วย ดังนั้น การตรวจด้วยวิธีRapid Testนั้นประโยชน์ในการวินิจฉัยและคัดกรองจึงไม่มี องค์การอนามัยโลกจึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีการนี้ในการตรวจคัดกรองคนติดเชื้อ เพราะไม่มีความไว ตรวจจับโรคได้ช้า
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า โดยปกติการส่งตัวอย่างตรวจเพื่อยืนยันเชื้อในห้องแล็บ แยกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ต้องสงสัยในการสอบสวนโรค ซึ่งส่วนใหญ่จะมีไข้ มีอาการในระบบทางเดินหายใจ เกือบทั้งหมดจะพบในสถานพยาบาล 2.ผู้สัมผัสเสี่ยงทั้งที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ 3.การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในบางพื้นที่ที่มีความจำเป็น เช่น จ.ภูเก็ตที่มีผู้ป่วยสะสมมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ และ4.การค้นหาผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการอยู่ในชุมชน มีการทยอยดำเนินการในเขตบางเขนและคลองเตยของกรุงเทพฯ
การตรวจแล็บด้วยการเก็บตัวอย่างจากการขากเสลดนั้นจะนำมาใช้ในกรณีการเก็บตัวอย่างกลุ่มเสี่ยงเป็นกลุ่มก้อนในกลุ่มที่ 2-4 อาทิ กลุ่มคนในชุมชนที่อาจจะเจอคนที่มีความยุ่งยากในการเก็บตัวอย่างจากหลังโพรงจมูก กลุ่มคนที่เดินทางเข้าประเทศพร้อมกันจำนวนมากบริเวณสนามบินหรือด่านพรมแดนต่างๆ กลุ่มผู้ไม่มีอาการในชุมชน บางกลุ่มเสี่ยง เช่น แรงงานต่างด้าวที่อยู่กันอย่างแออัดในจ.สมุทรสาคร ภาคใต้ตอนบน และกรุงเทพฯ และคนที่มีความเสี่ยงแต่ไม่สะดวกเก็บตัวอย่างด้วยการสวอป เช่น บุคลากรทางการแพทย์ และสื่อมวลชนภาคสนาม เป็นต้น
“ข้อดีของการเก็บตัวอย่างด้วยวิธีนี้ คือ 1.เก็บตัวอย่างง่ายกว่า เพราะวิธีนี้ผู้ตรวจเก็บเองแต่การสวอปต้องให้คนอื่นเก็บ 2.ลดการใช้ชุดป้องกัน(PPE) เพราะการสวอกเชื้อต้องให้บุคลากรทางการแพทย์ใส่ชุดป้องกันเต็มที่ ขณะที่ประเทศไทยยังมีชุดนี้จำกัดแต่เพียงพอใช้ในประเทศ 3.ราคาลดลง และ4.รวดเร็ว จะทำให้สะวดกมากขึ้นในการใช้เก็บตัวอย่างในบางกลุ่มที่ไม่สะดวกในการเก็บด้วยวิธีปกติแบบเดิม วิธีขากเสลดก็จะใช้เป็นการเสริม แต่ไม่ได้นำมาใช้ทดแทนแบบเดิมแต่อย่างใด จะพิจารณาใช้ตามความเหมาะสมและจำเป็นในกลุ่มเสี่ยงเป้าหมาย”นพ.สุวรรณชัยกล่าว
นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถาบันบำราศฯมีความหวังมาก เพราะที่ผ่านมาใช้ทรัพยากรในการเก็บตัวอย่างด้วยการสวอปเชื้อติดเป็น 1ใน 3 ของค่าตรวจแล็บ ถ้าใช้ตัวอย่างจากการขากเสลดที่มีการพิสูจน์แล้วประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ก็จะทำให้ผู้ตรวจเก็บตัวอย่างเอง บุคลากรทางการแพทย์ไม่ต้องเก็บให้ก็จะลดการใช้ชุดPPEลงได้ และตรวจได้ปริมาณมาก ค่าใช้จ่ายก็จะลดลง ความปลอดภัยของบุคลากรเพิ่ม






