พบ เผาป่า และฝุ่นควันจากเพื่อบ้าน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รุนแรง
สถานการณ์ฝุ่นควันขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ในเขตภาคเหนือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีกครั้งในอาทิตย์นี้ หลังจากเผชิญกับความรุนแรงเป็นระลอกนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมเป็นต้นมา โดยข้อมูลจากแอพพลิเคชั่น AirVisual ที่วัดและแสดงผลค่าฝุ่นละอองทั่วโลก แสดงผลสอดคล้องกับข้อมูลที่ประมวลโดยกรมควบคุมมลพิษ
ซึ่งข้อมูลจากแหล่งที่มาทั้งสอง พบว่า ค่าฝุ่นควันขนาดเล็ก PM 2.5 ขยับสูงขึ้นเลื่อมกับค่าฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานคร โดยในช่วงกลางเดือนมกราคม ค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงใน 9 จังหวัดภาคเหนือ จะอยู่ระหว่างค่าที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าที่สูงกว่า 50 มคก./ ลบ.ม. เล็กน้อย โดยสภาพคุณภาพอากาศโดยทั่วไป จะถูกระบุว่า อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก จนถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ค่าฝุ่น PM 2.5 เริ่มเพิ่มขึ้นสูงในช่วงปลายเดือนมกราคมเป็นครั้งแรกในปีนี้ โดยเริ่มไต่ระดับเกิน 100 มคก./ ลบ.ม. ในวันที่ 26 มกราคม และพุ่งสูงสุดถึง189 มคก./ ลบ.ม. ในวันที่ 28 ม.ค. โดยมีพื้นที่ซึ่งเริ่มมีรายงานค่าฝุ่นฯ ที่กระทบต่อสุขภาพในระดับที่เกิน 100 มคก./ ลบ.ม. มากถึง 7 พื้นที่ในวันเดียวกัน ก่อนที่ค่าฝุ่นฯ จะลดระดับลงมาในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ตั้งแต่วันที่ 1 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ก.พ. ค่าฝุ่นฯ ในภาคเหนือไต่ระดับขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือน โดยAirVisual แสดงผลต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. ที่ค่าฝุ่นฯ เริ่มไต่ระดับที่ ตั้งแต่ 85.4 มคก./ ลบ.ม. ไปจนถึงวันที่มีค่าฝุ่นฯ สูงสุดที่ 112.6 มคก./ ลบ.ม.ในวันที่ 28 ก.พ. และยังคงค่าที่สูงไปจนถึงวันที่ 3 มีนาคม ที่ยังเกินค่ามาตรฐาน คือ 61.6 มคก/ ลบ.ม.
ค่าฝุ่นฯ ในเขตภาคเหนือลดลงจากนั้นเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะขยับเพิ่มสูงอีกครั้งวานนี้ (9 ก.พ.) โดยจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นจังหวัดหลักๆในการบันทึก พบค่าฝุ่น PM 2.5 ขยับสูงถึง 102.7 มคก./ ลบ.ม ในช่วงสายของวัน
ลักลอบเผาป่า
สนธิ คชรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษ และอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และมลพิษทางอากาศ ภายใต้คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ค่าฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือเพ่ิมขึ้นสูง โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาว่า สาเหตุหลักคือ การลักลอบเผาป่าและเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทั้งๆที่หลายจังหวัดออกประกาศช่วงเวลาควบคุมการเผา เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ออกประกาศเขตควบคุมการเผาในที่โล่งทุกชนิดระหว่างวันที่ 10 ม.ค. - 30เม.ย. ซึ่งนับเป็นจังหวัดแรกๆ ที่ออกประกาศ แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นคือ หากพื้นที่เกษตรใดมีความจำเป็นต้องเผาโดยแจ้งไว้ก่อนประกาศออก ให้แจ้งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเพื่อเสนอนายอำเภอพิจารณาได้ ทำให้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบมีการเผาตอซังฟางข้าวจนมีค่าฝุ่นในตัวเมืองสูงมากกว่า75 มคก./ลบ.ม.
นายสนธิกล่าวว่า ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกกาลจากหนาวไปร้อน ทำให้อาจยังมีความกดอากาศสูงจากจีนอยู่ แต่แม้จะแผ่วลง ก็ส่งผลให้ลมตะวันออกมีความแรงขึ้นและพัดหมอกควันขึ้นไปทางเหนืออีกระลอก
สภาพพื้นที่ในเขตภาคเหนือ มีลักษณะเป็ฯแอ่งกะทะ ในขณะที่ลมในพื้นที่จะค่อนข้างนิ่ง แม้จะเกืดสภาพฝาชีครอบ แต่สาเหตุสำคัญยังอยู่ที่การเผา ซึ่งหมายถึงการเผาป่าเป็นหลัก ดังที่จะพบได้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณรอบนอกตัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นทางอำเภอแม่แจ่ม ดอยอ่างขาง หรือดอยสุเทพกล้ตัวเมืองก็ตาม
นายสนธิตั้งข้อสังเกตว่า การเผาวัสดุอาจหลุดริอดมาบ้างจากการควบคุมของผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เมื่อเป็นกรณีไฟป่าแล้ว จะอยู่นอกเหนือการสั่งการของผู้ว่าฯ แต่จะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานป่าไม้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ หรือกรมป่าไม้
และเมื่อผสมเข้ากับหมอกควันที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเพื่อนบ้าน ซึ่งเห็นได้จาจุดความร้อนที่เพิ่มขึ้นในเวลานี้ เนื่องจากเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าวโพดซึ่งมีรายงานว่ามีอยู่นับล้านไร่ เพื่อเตรียมเพาะปลูกรอบใหม่ในเดือนหน้านี้ จึงทำให้สถานการณ์ฝุ่นควันในเขตภาคเหนือเร่ิมกลับมาวิกฤตอีกครั้ง
จากการติดตามของคณะอนุกรรมการฯ พบว่า หน่วยงานทหารตามแนวชายแดนมีส่วนสำคัญที่จะเจรจาพูดคุยกับชุมชนตามแนวชายแดนไม่ให้มีการเผา แต่เมื่อถึงฤดูกาลจริงๆ ก็ไม่สามารถควบคุมอีกต่อไปได้ และไม่สามารถเข้าไปจัดระเบียบการเผาให้เลื่อมกันเหมือนการเผาวัสดุเกษตรในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือได้
จึงเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลที่ต้องเจรจากัน ซึ่งที่ผ่านมามักไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจาก บางพื้นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐาล อาทิ พื้นที่ชนกลุ่มน้อย นายสนธิกล่าว
“ก็เป็นเรื่องที่เราต้องมาจัดการปัญหาภายนให้ได้มากที่สุด ปัญหาที่เห็นในเวลานี้คือการเผาป่า ที่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ทำอย่างไรที่จะควบคุมให้ได้” นายสนธิกล่าว
นายสนธิแนะว่า ในระยะสั้น การควบคุมไฟป่าให้เร็วที่สุด เป็นสิ่งที่ต้ิองดำเนินการโดยเร่งด่วน โดยจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ช่วยให้เข้าถึงไฟได้รวดเร็ว อาทิ การใช้เฮลิคอปเตอร์ขนน้ำช่วยดับไฟ มากกว่าการใช้กำลังพลเดินเท้าเข้าดับไฟ เป็นต้น
ในระยะยาว นายสนธิกล่าวว่า จำเป้นต้องที่การวางระบบป้องกันไฟป่าในพื้นที่ผ่านการแต่งตั้งอาสาสมัครในพื้นที่ที่จะช่วยด฿แลไฟป่าและให้ความรู้แก่คนในพื้นที่
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรของคนในพื้นที่สูง ซึ่งยังคงปลูกพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดกันเป็นจำนวนมาก ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งจัดการ เพื่อช่วยลดปัญหาไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือที่มีความรุนแรงในระยะยาว
ภาพ/ จนท. อส. เร่งทำแนวกันไฟในป่าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน อาทิตย์ที่ผ่านมา






