วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

สธ.คุมเข้มทุกด่าน เพิ่มช่องทางโซเชียลให้คำปรึกษา COVID-19

สธ.คุมเข้มทุกด่าน เพิ่มช่องทางโซเชียลให้คำปรึกษา COVID-19

กระทรวงสาธารณสุข ยังคงตรวจเข้มระบบคัดกรองคนเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งด่านท่าอากาศยาน ท่าเรือ พรมแดนทางบก และตรวจคนเข้าเมือง พร้อมเปิดช่องทางโซเชียลมีเดียให้ข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-19 หลังสายด่วน 1422 มีคนโทรจำนวนมาก

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 มีนาคม 2563 นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19(COVID-19) ว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 2 ราย ถือเป็นรายที่ 49 และ 50 โดยทั้ง 2 รายเป็นกลุ่มเดียวกับที่ผู้ป่วยรายที่ 45 (แถลงเมื่อวันที่ 5 มีนาคม) ซึ่งเดินทางไปอิตาลีด้วยกัน 6 คน สำหรับอีก 3 ราย ตรวจไม่พบเชื้อ ขณะนี้อยู่ในระบบการเฝ้าระวังติดตามของกรมควบคุมโรคแล้ว

158356582441

รายที่ 1 เป็นชายชาวไทยอายุ 40 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 5 มีนาคม เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งด้วยอาการไข้ ส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้ง 4 คนในครอบครัวไม่มีอาการป่วย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อ

รายที่ 2 เป็นชายชาวไทย อายุ 40 ปี อาชีพพนักงานบริษัท มารับการตรวจที่สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค ด้วยอาการเจ็บคอ ไม่มีไข้ ส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี ไม่มีผู้สัมผัสใกล้ชิด

สำหรับกรณีหญิงไทย อายุ 30 ปี ที่เป้นแรงงานนอกระบบจากเกาหลีใต้ ตรวจพบอาการไข้ ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 ผลการตรวจซ้ำ ทางห้องปฏิบัติการทั้ง 2 แห่งตรวจไม่พบเชื้อ สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 1 ราย ที่รักษาตัวอยุ่ที่สถาบันบำราศนราดูร ตรวจไม่พบเชื้อแล้ว ขณะนี้อาการอยู่ในภาวะวิกฤต

โดยสรุปวันนี้ มีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 31 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 18 ราย เสียชีวิต 1 ราย

158356566316

ผู้ป่วยสะสมในประเทศไทยขณะนี้ 50 ราย สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 1 ราย ที่รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร ตรวจไม่พบเชื้อแล้ว แต่ยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม – 6 มีนาคม มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 4,234 ราย คัดกรองจากทุกด่าน 175 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 4,059 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วและอยู่ระหว่างติดตามอาการ 2,508 ราย ส่วนใหญ่เป็ไข้หวัดตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 1,726 ราย ขณะนี้ ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 25 ของโลก

ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลก ใน 93 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ 1 เรือสำราญ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม – 7 มีนาคม 2563 (07.00 น.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 100,779 ราย เสียชีวิต 3,412 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย 80,675 ราย เสียชีวิต 3,042 ราย

“กระทรวงสาธารณสุขยังคงเข้มระบบคัดกรองคนเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ผลการคัดกรองทุกด่าน ทั้งด่านท่าอากาศยาน ท่าเรือ พรมแดนทางบก และตรวจคนเข้าเมือง เฉพาะวันที่ 5 มีนาคม 2563 คัดกรองไปแล้ว 79,669 ราย สะสมตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม – 6 มีนาคม 2563 รวม 4,358,884 ราย เป็นผู้อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง (PUI) 4,234 ราย” ปลัด สธ. กล่าว

นายแพทย์สุขุม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการในช่วงเวลานี้ อาจกระทบต่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น การเดินทาง การกักกันตนเองที่บ้าน การลดกิจกรรมทางสังคม พบแพทย์ทันทีเมื่อป่วย และการเลือกใช้หน้ากากอนามัยให้เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ ลดความเสี่ยงที่เกิดการแพร่กระจายเชื้อในวงกว้าง

158356580859

ด้าน นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศ เขตสุขภาพที่ 10 กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ประชาชนทั่วไปมีความตื่นตัว สนใจสอบถามขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับรื่องโรคสายด่วน 1422 จำนวนมาก จากแต่เดิมคู่สายที่เข้ามาจากหลักร้อยสายต่อวัน ขยับเป็นระดับพัน ตอนนี้เกือบ 2,000 สายต่อวัน ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 มีนาคม 2563 มีประชาชนสอบถามรับคำปรึกษาเกี่ยวกับโรคนี้เกือบ 20,000 สาย
ทางกระทรวงสาธารณสุข จึงได้เพิ่มช่องทางให้ความรู้ ให้คำปรึกษาประชาชนเรื่องโควิด-19 ที่ช่องทางทวิตเตอร์ , เฟซบุ๊ค , ไลน์ออฟฟิเชียล , Tiktok “ไทยรู้ สู้โควิด” และ ไลน์ ออฟฟิศเชียล แชทบอท 1422 “Kor-Ror-OK” ประชาชนสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวแทนสายด่วน 1422 เพื่อการเข้าถึงข้อมูล ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับคำแนะนำประชาชน ขอให้ประชาชนทั่วไปดูแลสุขภาพ ให้หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนอยู่แออัด หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ และใช้มาตรการ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และส่วนหน้ากากผ้าเพื่อป้องกันโรค ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข อย่าเชื่อข่าวลือจากทุกทาง “เช็กก่อนแชร์” งดแชร์ข้อมูลผู้ป่วยทางสื่อออนไลน์ และมาจากแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่หลาย เกิดความตระหนก และมีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ รวมถึงติดตามข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุข ตวจสอบข่าวลวงได้ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม www.antifakenewscenter.com