สรรชาย นุ่มบุญนำ เด็กชายเกเรหลังห้องฝันที่จะเป็นนักดนตรีเท่ๆ กระทั่งค้นพบความสนุกจากการเป็นเซลส์ขายสินค้าและเมื่อได้ลองมาเป็นออแกไนเซอร์กลับพบสุขสนุก ตื่นเต้น ท้าทาย กว่า ส่วนอาชีพนักดนตรีสุดเท่ก็เก็บพับไว้ในกล่องดนตรี
“สรรชาย นุ่มบุญนำ” ออแกไนเซอร์ระดับหัวแถวของไทยมุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์สู่ระดับนานาชาติ ฝากฝีไม้ลายมือผ่านงานยักษ์มากกมาย อาทิ อินเตอร์แมค – ซับคอนไทยแลนด์ 2017 หรืองานแสดงเทคโนโลยีเครื่องจักรกลและงานอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต งาน Asean Sustainable Week งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่สุดในอาเซียน มาพร้อมรางวัลจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ “ทีเส็บ” โดยเป็นหนึ่งในผู้จัดงานที่นำนักธุรกิจเข้าไทยมากที่สุด ประจำปี 2016
เส้นทางความสำเร็จของเขาสรุปได้จากคำๆ เดียวคือ “ความมุ่งมั่น” ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องงาน
“สรรชาย นุ่มบุญนำ” เรียนมาทางด้านดนตรีศึกษา (Music Education) แต่เบนเข็มสู่สายงานด้านการแสดงสินค้าและนิทรรศการได้อย่างสวยงาม ยืนยันได้จากการนั่งตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานแสดงสินค้าชั้นนำของเอเชีย
“ผมเป็นเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนเลย เรียกว่า อยู่ในกลุ่มเด็กเกเรก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้หลงไปกับความฮึกเหิมในวัยรุ่นก็คือ ดนตรี ที่ครอบครัวปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เริ่มจากถูกบังคับให้เข้าคอร์สเรียนเปียโน เพราะคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกชายใช้เวลาว่างเป็นประโยชน์ ดนตรีกล่อมจิตใจได้จริง และหักเหให้ชีวิตผมดีขึ้น เป็นตัวช่วยเหนี่ยวรั้งไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ดี แน่นอนว่าอาชีพในฝันก็อยากเป็นนักดนตรีเท่ๆ ผมตัดสินใจเรียนต่อสาขาวิชาดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กระทั่งจบปริญญาตรี”
ช่วงปลายชีวิตนักศึกษามีโอกาสทำงานพิเศษด้านการขาย ทำให้เริ่มรับรู้ถึงความสามารถพิเศษหรือจุดเด่นในความเป็น “นักเล่าเรื่อง” รู้จักวางสตอรี่เพื่องานขายกระทั่งสามารถเป็นนักขายได้ รวมระยะเวลา 4 ปีที่เป็นพนักงานขายสามารถสร้างยอดขายได้สูงที่สุดของบริษัท
ความที่คิดจะเดินไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด สรรชายเริ่มหันมามองตัวเองและคิดว่า ยังขาดอะไรที่จะทำให้ก้าวหน้าไปได้อีก จึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ออสเตรเลีย โดยที่ไม่มีทักษะภาษาอังกฤษอ่อนด้อยสุดๆ เริ่มจากการเข้าคอร์สเรียนภาษาพร้อมๆ กับมองหาช่องทางเรียนต่อปริญญาโท ผ่านการสอบสัมภาณ์หลายต่อหลายครั้งเพื่อเข้าเรียนด้านการบริหารจัดการ
“ประสบการณ์เป็นปัจจัยที่ทำให้สอบผ่านและเรียนจนจบได้ โดย 70-80 เปอร์เซ็นต์ของวิชาที่เรียนเกี่ยวข้องกับ Event Marketing ซึ่งสามารถนำมาใช้ต่อยอดการทำงาน ตลอดเวลาที่เรียนก็ได้รับการแก้ไขเกรดตลอด เพราะบ่อยครั้งที่อาจารย์ให้คะแนนตกหรือเกือบตก แต่เมื่อผู้อำนวยการมาประเมินอีกครั้งเกรดจะดีขึ้นผิดตา เพราะผู้อำนวยการมองว่า แม้ภาษาอังกฤษไม่ดีแต่ไอเดียและมุมมองการนำเสนอมีความน่าสนใจ ทำให้เมื่อเรียนจบกลับมาทำงานที่ไทยก็ได้รับการเสนองานจากหลายบริษัท"
อุตสาหกรรมบริการหรือ Service Industry เป็นสายงานที่สรรชายชื่นชอบและถนัด เนื่องจากเป็นการให้ในสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังมาก่อน และต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มาตอบความต้องการนี้
"ผมไม่สามารถขาย “สินค้า” ได้ดีเท่าบริการ เพราะสินค้าต่างๆ จะมีคุณสมบัติเป็นที่รับรู้อยู่แล้ว แต่บริการบางอย่างจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบก่อนนำเสนอ เช่น พาเหรดของสวนสนุกต่างๆ ไม่ใช่แค่สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม แต่พาเหรดมีหน้าที่ช่วยให้ลูกค้าที่รอคิวเครื่องเล่นต่างๆ ไม่รู้สึกเบื่อ เช่นเดียวกับงานแสดงสินค้า นิทรรศการหรืออีเวนท์ต่างๆ ถือว่า ท้าทายมาก ต้องคิด สร้างสรรค์ให้ใหม่ สด ตลอดเวลา เพราะจะถูกคาดหวังทั้งจากผู้เข้าร่วมจัดงานและผู้เข้าชมงาน ผ่านกิจกรรมภายในงานที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่า เช่น การเสวนา การจัดเวทีสาธิต รวมถึงการสร้างศูนย์การเรียนรู้ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์"
ดังนั้น การบริหารจัดการความคาดหวังนั้นจำเป็นต้องใช้ทุกศาสตร์เข้ามาผสาน และเป็นดั่งสะพานเชื่อมสู่ความสำเร็จสำหรับโลกธุรกิจอย่างแท้จริง
จากออแกไนเซอร์ที่มุ่งมั่นกับการทำงาน เมื่อถึงเวลาต้องเป็นคุณพ่อดูแลลูกชายวัยซน ก็มุ่งให้สำคัญกับความต้องการของลูก มองสิ่งที่ลูกอยากเป็น อยากทำ แล้วสนับสนุน หากลูกอยากทำอะไรและต้องตัดสินใจ ลูกจะเป็นเจ้าของและรับผิดชอบการตัดสินใจนั้น ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรต้องยอมรับและเรียนรู้ เช่น หากอยากได้ของอะไรก็ต้องศึกษาข้อมูลวิธีใช้งานด้วยตัวเอง อย่ารอถามว่าใช้อย่างไร เทคนิคนี้จะทำให้เห็นคุณค่าและความสำคัญในสิ่งของนั้นๆ เทคนิคเดียวกันนี้เองที่ใช้กับพนักงาน โดยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในการคิดและพัฒนางาน หากประสบความสำเร็จก็จะยิ่งภาคภูมิใจในตัวเอง
สรรชายเติบโตมาจากการเรียนรู้ถูกผิดด้วยตนเอง ทำให้โตมาอย่างแข็งแกร่ง รู้ว่าทุกอย่างต้องทุ่มเทจึงจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เมื่อนำมาสอนลูกก็ต้องคอยแนะแนวทางว่า ทุกอย่างไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด
“ผมเคยพาลูกไปแข่งวาดรูป ก่อนหน้านั้น ซ้อมมาอย่างดี วาดได้สวย แต่เมื่อไปแข่งจริง ทำได้ดี แต่ไม่เสร็จตามเวลาที่กำหนด ก็ต้องกลับมาคุยกันว่า เวลาเป็นเรื่องสำคัญที่ลืมนึกถึง ทำให้ต้องใส่ใจและเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของเวลากับชีวิตจริง ที่อยากให้ลูกเป็นคนตรงเวลา ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด”





