ทายาทอดีตผู้บริหารสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ขยับมาทำสิ่งพิมพ์แนวไลฟ์สไตล์ตามความชอบส่วนตัว ก่อนจะลงตัวกับธุรกิจคาเฟ่ขนมหวานสุดฮิต After You
ทายาทอดีตผู้บริหารสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ขยับมาทำสิ่งพิมพ์แนวไลฟ์สไตล์ตามความชอบส่วนตัว ก่อนจะลงตัวกับธุรกิจคาเฟ่ขนมหวานสุดฮิต After You “หมิง-แม่ทัพ ต.สุวรรณ” หนุ่มนักออกแบบที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์บริหารจัดการองค์กรในฐานะ “แม่ทัพ” เขาดูแลทั้งเรื่องคน บัญชี บริหารสต็อกรวมถึงตรวจสอบคุณภาพ ฯลฯ
ส่วนการคิดค้น สร้างสรรค์เมนูขนมหวานต่างๆ เป็นของลูกพี่ลูกน้อง เมย์-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ แต่ก่อนจะเป็นคาเฟ่ขนมหวานที่ฮิตติดลมบน สองพี่น้องเคยเจ็บตัวกับธุรกิจอาหารทะเลมาก่อน จนต้องแยกย้ายกันไปทำอย่างอื่น ก่อนที่จะกลับมาจับมือกันอีกครั้งกับไอเดียร้านขนม
"ผมจบมาทางด้านการออกแบบ ไม่ได้จบมาทางสายบริหารจัดการโดยตรง แต่ครอบครัวทำธุรกิจค้าขายก็เลยมีโอกาสเรียนรู้ โดยเฉพาะการจัดการร้านคือ เข้าใจการเคลื่อนไหวของมนุษย์ เพราะต้องออกแบบ จัดวางพื้นที่ต่างๆ ของร้านให้มีประสิทธิภาพที่สุด ต้องเข้าใจการเดิน การลุกนั่ง ท่าทางในการกิน เพื่อบริหารจัดการพื้นที่และองค์ประกอบของร้านให้เหมาะสมและตอบโจทย์ลูกค้า”
ปริญญาตรีด้านอินทีเรียดีไซน์จาก School of Visual Arts และปริญญาโทด้าน Industrial Design จาก Pratt Institute สหรัฐอเมริกา พร้อมประสบการณ์การทำงานในบริษัทออกแบบที่นิวยอร์คอีกกว่า 3 ปี กลายเป็นอาวุธเสริมแกร่งให้กับนักบริหารหนุ่มรายนี้
เมื่อเขามองว่า สิ่งที่ช่วยได้ในการทำงานคือ ทักษะการจัดการอย่างมีระเบียบ ก็สามารถประยุกต์ใช้บริหารจัดการร้านขนมหวาน ในขณะเดียวกัน ทักษะทางด้านศิลปะก็นำมาใช้ได้ ช่วยในการออกแบบ วางผัง ธีมของร้าน ในขณะเดียวกันก็ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบางอย่างได้ด้วย
ประยุกต์จากธุรกิจต้นแบบ
ต่อมาแม่ทัพก็มาศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะการศึกษาโมเดลธุรกิจอาหารที่ชอบ ซึ่งมีทั้งแบรนด์ระดับโลก และแบรนด์ของไทย โมเดลที่น่าสนใจมากคือ แมคโดนัลด์ที่มีการบริหารจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นต้นแบบของตัวเองเลยทีเดียว
“ระบบการจัดการของธุรกิจอาหารที่แมคโดนัลด์ทำ จากการเผชิญปัญหาและแก้ไขเสร็จไปเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว เรากลับไปมอง ศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้กับร้านขนมของเราได้ และพยายามที่จะไปให้ถึงจุดที่เหมือนกับธุรกิจต้นแบบ”
ไม่ใช่แค่เทรนด์หรือกินเป็นแฟชั่น แต่คุณภาพและความสำเร็จของร้านอาฟเตอร์ยูก็พิสูจน์แล้ว การขยายสาขาทั่วกรุงเทพและปริมณฑลนั้น เขายืนยันว่า ไม่น่าห่วง สามารถขยายเพิ่มได้เป็นเท่าตัว
แต่ที่มองไว้คือ การขยายสาขาในต่างจังหวัดซึ่งมีเงื่อนไขและความต้องการที่แตกต่าง จึงต้องคิดโมเดลธุรกิจที่เหมาะกับพฤติกรรมของคนต่างจังหวัด โดยมีแผนจะเดินหน้าขยายไปในจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ
“อนาคต ผมก็อยากเห็นธุรกิจที่โตขึ้น หรือสามารถขยายไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งก็เป็นความฝันที่วางไว้ ก็หวังไปให้ถึงจุดสูงสุดด้วยแบรนด์ไทยที่เป็นที่รู้จักบนเวทีโลก”
ขณะที่นักธุรกิจรุ่นใหม่หลายคน ตั้งเป้า “เกษียณตัวเอง” ให้เร็วขึ้นเพื่อใช้ชีวิตแบบสโว์ไลฟ์ แต่เขาไม่เคยคิดเรื่องนี้ ด้วยมองว่า การทำงานไม่มีวันสิ้นสุด
“การเกษียณในมุมมองของผมมาจาก 2 สาเหตุคือ สุขภาพ และความต้องการใช้ชีวิต ซึ่งส่วนตัวผมยังสนุกกับการทำงาน ศึกษาธุรกิจและนำมาปรับใช้พัฒนาตัวเอง พัฒนาร้าน หากถึงวันที่ความสามารถของผมไม่ถึงแล้ว จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาทำแทน ก็คงต้องไป แต่หากเป็นเรื่องสุขภาพก็คงต้องรีบดูแลตนเองตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เราสามารถทำงานที่เรารักได้นานขึ้น พยายามสร้างให้เกิด Work-Life Balance”
ปั่นๆๆ ภารกิจชาร์จพลัง
วัยเด็กของแม่ทัพ เขายอมรับว่า ไม่ตั้งใจเรียนเท่าไหร่นัก เพราะยังไม่มีเป้าหมายที่แน่นอนว่า จะเรียนต่อทางด้านไหน อยากเรียนอะไร ก็จะติดเพื่อน พากันเที่ยวเล่น แม้กระทั่งตอนที่มาเรียนต่อด้านออกแบบก็ไม่ได้ชอบมาตั้งแต่แรก แต่อาศัยที่ตัวเองชอบวาดรูป และคิดว่าจะเรียนจบได้ง่ายๆ แต่พอได้ไปเรียนจริง บอกได้เลยว่า ไม่ง่าย
อาศัยที่เขาชอบวาดรูปจึงเป็นแรงผลักดันให้ตั้งใจเรียนจนจบ หลังจากนั้นก็ทำงานตามสายงานที่เรียนมาก ก็สนุกกับการทำงาน ทำให้มีเวลาอยู่บ้านไม่มาก เวลาที่มีให้กับตัวเองคือ วิ่งออกกำลังกายหรือไปเจอเพื่อน กินข้าว สังสรรค์กัน แต่ตอนนี้ กิจกรรมที่แม่ทัพอินจัดคงหนีไม่พ้นการปั่นจักรยาน ที่มีทั้งปั่นซ้อมที่บ้านและไปออกทริป
“ต้องบอกว่า เป็นช่วงที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพ เพราะต้องดูแลน้องๆ พนักงานที่อายุน้อย พลังมาก เวลาไปตรวจงาน ตัวเราก็ต้องมีพลังให้มากกว่า ตอนนี้ปั่นจักรยานมา 3-4 ปีแล้ว ชอบขึ้นเขาทั้งเขาใหญ่และเขาเขียว เพราะชอบความท้าทาย โหดๆ
ที่ชอบที่สุดมี 2 ที่คือ เขาใหญ่ ที่รถน้อย เวลาไปปั่นจักรยานจะมีแต่เสียงโซ่รถกับเสียงแมลงในป่า เป็นความผ่อนคลายด้วยธรรมชาติบำบัดที่ดีต่อใจ อีกที่หนึ่งคือ ดอยอินทนนท์ ที่ท้าทายมากจากเส้นทางที่เต็มไปด้วยโค้งและความลาดชัน เรียกว่า ปั่นจนหมดแรงก็ยังไม่จบซักที”
แน่นอนว่า จักรยานก็เหมือนของเล่น ตอนนี้มี 4-5 คันแล้ว คันที่ชอบที่สุดเป็นรถแบรนด์สวีเดนชื่อ Ridley ที่ชอบในความเบา ความเร็ว และไม่ค่อยมีใครใช้ ในขณะที่อาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญ แม้ตอนนี้จะไม่ค่อยได้ทำอาหารกินเองนัก แต่สมัยอยู่ต่างประเทศชอบทำอาหาร
* เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2559





