เนตรนิภา สิญจนาคม ใช่เลย!สาวออร์กาไนเซอร์

เนตรนิภา สิญจนาคม จากเด็กกิจกรรมในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ได้ค้นพบและทำในสิ่งที่รัก นั่นคือธุรกิจออร์กาไนเซอร์ ที่ให้ทั้งความสนุกและเงินทอง
การรู้ว่าเรารักและชอบที่จะทำอะไร แล้วพยายามสร้างความสำเร็จด้วยสิ่งที่รัก จากนั้นรางวัลชีวิตซึ่งเป็นชื่อเสียงเงินทองก็จะหลั่งไหลมามากมาย และที่สำคัญที่สุดคือ ความสุขในทุกลมหายใจ คนน้อยนักที่จะค้นพบและได้ทำในสิ่งที่รัก แต่หลังจากสนทนากับ “เนตรนิภา สิญจนาคม” ก็สัมผัสได้ว่า เธอคือนักธุรกิจและผู้บริหารที่มีความสุขที่สุดเพราะได้ทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ
หลายคนน่าจะเคยเยี่ยมชมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ หรือ Thailand Research Expo ใช้พื้นที่ชั้น 22 และ 23 ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ มีบูทแสดงผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์มากกว่า 600 ผลงานจาก 190 หน่วยงาน กับยอดผู้เข้าชมงานกว่า 4.5 หมื่นคน ตลอด 5 วัน เมื่อ ส.ค.ที่ผ่านมา ออร์กาไนเซอร์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จคือ บริษัท เซ็นทรัม จำกัด หรือชื่อที่คุ้นเคยคือ “เซ็นทรัม ออร์กาไนเซอร์” บริหารและก่อตั้งโดยเนตรนิภา หากเทียบกับคนมาถึงตอนนี้ก็เข้าวัยบรรลุนิติภาวะ 20 ปีบริบูรณ์ เป็นธุรกิจที่มั่นคง ไม่เคยหยุดนิ่งและพร้อมที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่ตลอดเวลา
เพื่อนในวัยเรียนหรือผู้ที่รู้จักเธอมายาวนานคงไม่แปลกใจกับอาชีพออร์กาไนเซอร์ของเธอ เพราะในวัยเรียน เนตรนิภาคือเด็กกิจกรรมตัวแม่ สนุกกับการทำกิจกรรมตลอด 6 ปีในชีวิตความเป็นเด็กมัธยมในโรงเรียนสตรีวิทย์ ต่อเนื่องมาจนถึงเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างที่เรียนนั้น เธอก็เริ่มทำงานหาประสบการณ์ กระทั่งปี 4 มีโอกาสได้ทำงานที่บริษัทโปรโมชั่น จัดอีเวนท์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้ามาในสายงานอีเวนท์และขยับขยายมาทำงานประจำในสายงานนี้
“งานนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราชอบ และทำให้ได้ใช้สิ่งที่เรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย ทั้งงานศิลปะ การเขียนแบบ และการที่เราเริ่มจากศูนย์ทำให้เรียนรู้ทุกอย่างทั้งทำมัลติวิชั่น เขียนแบบ ตัดต่อ แม้กระทั่งทำฉาก ทำพรีเซนเทชั่น ฯลฯ ทำงานอยู่ 3-4 ปีมีโอกาสพบคนที่ใช่และแต่งงานสร้างครอบครัว กระทั่งตั้งครรภ์จึงตัดสินใจลาออก”
ในปี 2540 ภาวะเศรษฐกิจเป็นช่วงฟองสบู่เฟื่องฟูสุดๆ งานเกี่ยวกับพรีเซนเทชั่นหนาแน่นมาก เงินสะพัด ทุกคนใช้เงินกันเป็นว่าเล่น งานแต่งงานบางคู่จ้างทำพรีเซนเทชั่นเป็นหลักล้านบาท เนตรนิภาแม้จะเป็นคุณแม่ลูกอ่อนก็ตัดสินใจเปิดบริษัทในชื่อ เซ็นทรัม เธอสนุกกับการทำงานควบคู่กับการเลี้ยงลูกน้อย เมื่อฟองสบู่แตก งานอีเวนท์ยกเลิกระนาวจนไม่เหลือในมือแม้แต่งานเดียว
“เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับบริษัทที่เริ่มต้นใหม่อย่างเรา แต่ข้อดีของเราคือ ปรับตัวเร็ว กล้าที่จะเปลี่ยนตัวเองจากงานด้านพรีเซนเทชั่นเป็นงานด้านโปรโมชั่น คืองานกลุ่มส่งเสริมการขาย ทำบูทสินค้าในห้างสรรพสินค้าหรือโมเดิร์นเทรด ทุกเรื่องมีวัฏจักร ธุรกิจอีเวนท์ก็เช่นกัน ในช่วงฟองสบู่แตกก็ดิ่งลงเหวและค่อยๆ ไต่ระดับจนโตขึ้นไปสูงสุด แล้วค่อยๆ ดรอปในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งตอนนี้ กำลังขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าจะโตขึ้นในอนาคต”
คุณสมบัติเด่นของเด็กกิจกรรมคือ การคิดแก้ปัญหาและมองหาสิ่งใหม่ตลอดเวลา เนตรนิภานำคุณสมบัติดังกล่าวมาใช้กับธุรกิจของเธอเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ ทำให้ตอนนี้เซ็นทรัมมีงานบริการอยู่ 3 ส่วนคือ งานส่งเสริมการขายซึ่งมีการเติบโตสูงมาก แต่คู่แข่งก็มากเช่นกัน, งานด้านนิทรรศการและงานด้านการประชุมสัมมนา
นอกจากการเป็นผู้บริหาร เนตรนิภายังสวมหมวกของภรรยาที่ต้องดูแลสามีและลูกอีก 2 คน จึงหลีกเลี่ยงการนำงานกลับไปทำที่บ้านในช่วงเย็น ในขณะที่เสาร์-อาทิตย์ เป็นเวลาเต็มที่ของครอบครัว เมื่อมีหลายสิ่งในมือที่ต้องดูแล หลายคนอาจมองเป็นเรื่องยาก เรื่องยุ่ง แต่สำหรับเธอ กลับมองทุกอย่างให้สนุก อยู่กับทุกเรื่องด้วยความรัก รักงาน รักบริษัท รักครอบครัวแล้วทำทุกอย่างด้วยความสนุกและมีความสุข
แต่ถ้าเหนื่อยมากก็หยุด หยุดเพื่อที่จะถามตัวเองว่า อะไรจำเป็น อะไรสำคัญ โชคดีที่เรามีครอบครัวที่ดี ตรงไหนที่ไม่ไหว สามีก็จะเข้ามาช่วย ตรงไหนที่ทำได้ เขาก็จะเป็นกำลังใจ เหนื่อยตอนไหนก็จะหายใจลึกๆ แล้วเดินหน้าต่อ ทำงานอย่างสนุกเต็มที่ แต่เนตรนิภาก็ยังมีเวลาเผื่อไว้ดูแลตัวเอง ทุกครั้งที่ว่างจะเข้าฟิตเนสและเล่นโยคะ
ทุกคนต้องเผชิญความเครียด แต่ทุกอย่างมีทางออก ดังนั้น การฝึกจิตจึงสำคัญ ตัวเธอเองนั้นพยายามฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันมากที่สุด อยู่กับความเป็นจริง เช่น หากพรุ่งนี้เป็นวันเปิดงานใหญ่ แต่เราเครียดมาก ก็ต้องมาคิดว่า เครียดทำไม พรุ่งนี้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้ เราควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อให้สิ่งที่ออกมาในวันพรุ่งนี้ดีที่สุด จะได้ไม่เสียใจ
“ต้องพยายามลดความโกรธของตัวเองให้น้อยลง เดิมเราทำงานกับคนหลายประเภท บางครั้งงานไม่พร้อมก็โมโห โกรธ แต่ตอนนี้เราลดลง โกรธเมื่อใดหายใจลึกๆ แล้วเดินเข้าห้องพระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ถามตัวเองว่า โกรธใคร โกรธอะไร แก้ได้ไหม เราก็จะเย็นลง”




