ไฮโซหน้าหวานใช้ชีวิตกินง่ายอยู่ง่าย ฝากท้องไว้กับอาหารกล่องสำเร็จรูปและฟาสต์ฟู้ด สิ่งที่ตามมาคือ น้ำหนักพุ่งกระฉูดและโรคแพ้อาหารขั้นรุนแรง
ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่รีบเร่ง บ่อยครั้งจึงต้องพึ่งพาฟาสต์ฟู้ดและอาหารกล่องสำเร็จรูป สิ่งที่ตามมาคือ น้ำหนักที่พุ่งกระฉูดแถมยังเป็นโรคแพ้อาหารขั้นรุนแรง
แต่ด้วยความมุ่งมั่น “คุณขวัญ-ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์” เซเลบสาวหน้าหวานก็สามารถลดน้ำหนักและลดอาการแพ้อาหารได้โดยไม่ใช้ยา จึงเป็นแบบอย่างสำหรับผู้ที่ปัญหาน้ำหนักเกินและอาการแพ้ที่เกิดจากการบริโภคอาหารเกินขนาด
ในวัยเด็กของ ม.ล.พลอยนภัสและพี่น้อง ไม่เคยป่วยถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดูแลเรื่องอาหารการกินของคุณแม่ ลูกทุกคนจึงแข็งแรงมาก แต่หลังจากแยกออกมาสร้างครอบครัวของตัวเองกับ “อภิชาติ ลีนุตพงษ์” ความใส่ใจเรื่องอาหารก็ลดลง เนื่องจากมีพ่อบ้านทำหน้าที่ทำความสะอาดบ้านกับซักรีด แต่ไม่ได้ทำกับข้าว
จากเดิมเคยมีคุณแม่กับแม่บ้านคอยดูแลอาหารทุกมื้อ ทำให้เริ่มไม่ใส่ใจอาหารในแต่ละมื้อโดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะไม่มีคุณแม่คอยควบคุม ทำให้ร่างกายเริ่มไม่แข็งแรงเหมือนก่อน เริ่มจากปวดท้อง หลังจากหายปวดท้องก็ไม่ได้ดูแลตัวเองมากนัก
“ส่วนใหญ่รับประทานอาหารนอกบ้าน อยากอะไรก็รับประทาน ซึ่งแน่นอนว่าหลีกเลี่ยงผงชูรสไม่ได้ จากเดิมไม่เคยรับประทานผงชูรสเลย เรียกได้ว่า ใช้ชีวิตแบบคนเมือง ที่ไม่มีแม่บ้าน ซื้ออาหารกล่องใส่ไมโครเวฟรับประทานทุกวัน ร่างกายเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ตกกลางคืนระหว่างเตรียมการสอนก็ยังมีขนมขบเคี้ยวตลอดเวลา แถมยังไม่ออกกำลังกาย”
ผลที่ตามมาคือ น้ำหนักเพิ่มโดยไม่รู้ตัว พอมีลูกก็ตัดสินใจลาออกจากอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ ย้ายกลับมาอยู่ใกล้กับบ้านแม่ ชีวิตเหมือนจะดีขึ้น แต่ยังซื้ออาหารนอกบ้านมากิน โดยไม่รู้ว่าเป็นโทษ เพราะส่วนใหญ่มักใส่ผงชูรส
"หลังจากคลอดลูก ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป ทุกอย่างแย่ไปหมด ระบบของร่างกายเพี้ยน เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคแย่ๆ ที่สะสมมา เช่น รับประทานผงชูรส ของเค็ม จนเกิดอาการแพ้ขึ้นผื่น กลายเป็นจ้ำๆ สีแดงจากขาลามมาถึงแขน ช่วงแรกรับประทานยาแก้แพ้แต่ไม่ได้ผลจึงไปหาหมอ แต่ไม่หายขาด”
ครั้งแรกคิดว่า เกิดจากยุงกัดหรือไปสัมผัสอะไร กระทั่งไปตรวจภูมิแพ้จึงพบว่า มีอาการแพ้อาหารขั้นรุนแรงทั้ง นม เนย ไข่ ผักบุ้ง หอย ปลาหมึก พิซซ่า สปาเก็ตตี้ โดยรวมคือของทั้งหมดที่เธอกินซ้ำๆ เป็นประจำ
เมื่อทราบผลตรวจจากคลินิกภูมิแพ้ เธอจึงเลิกรับประทานอาหารทุกอย่างที่ทำให้เกิดอาการแพ้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จ้ำสีแดงตามแขนขายุบลง น้ำหนักที่ขึ้นถึง 85 กิโลกรัมก็เริ่มลดลง ต่อมาก็สมัครเข้าฟิตเนส แต่น้ำหนักลงได้แค่ 3-5 กิโลกรัมเท่านั้น จึงหันมาคุมเรื่องอาหาร
ล่าสุดน้ำหนักของ ม.ล.พลอยนภัสเหลือ 48 กิโลกรัม เธอมองว่า ผอมเกินไป น้ำหนักที่เหมาะสมควรจะอยู่ประมาณ 52 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับความสูงที่ 166 เซนติเมตร ถือว่าสัดส่วนกำลังดีกับความสูงระดับนี้ ส่วนเรื่องอาหารนั้นเมื่อควบคุมให้ดี ก็สามารถกลับมารับประทานได้แต่ในปริมาณน้อย ส่วนอาการแพ้อาหารนั้นก็ยังแพ้ยีสต์เหมือนเดิม ขณะที่นมเนยไข่สามารถรับประทานได้แต่ในปริมาณจำกัด
“เราก็ต้องคิดหาเทคนิคการกินให้ปลอดภัย คือสลับเมนูรับประทาน งดเมนูซ้ำเดิมๆ โดยเว้นช่วงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ทำให้รู้สึกดีขึ้นเพราะชีวิตมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ใช่โน่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ ทำให้เวลาไปออกงานกาล่าดินเนอร์มักจะมีปัญหา เพราะรับประทานอะไรแทบไม่ได้ แค่ไปงานเพื่อแสดงความยินดีเท่านั้น ไม่สามารถอยู่ร่วมปาร์ตี้ได้อย่างมีความสุขเหมือนกับคนอื่น ทำให้การใช้ชีวิตเวลาเข้าสังคมลำบากขึ้น”
สำหรับผู้มีปัญหาน้ำหนักเกิน เธอแนะนำว่า ถ้าเรา(จิต)ใจเข้มแข็งพอสามารถลดน้ำหนักได้ โดยไม่ต้องเสียเงินเข้าคอร์ส อ้างอิงตัวอย่างจากตัวเธอเองที่สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 20 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 ปี ด้วยการไม่รับประทานแป้ง ของหวานหรือเติมน้ำตาลในเครื่องดื่ม เลือกรับประทานเฉพาะเนื้อสัตว์ ผัก ดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก รับประทานผลไม้รสเปรี้ยวไม่หวาน
นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายเสริมเพื่อให้ร่างกายกระชับทุกส่วน การออกกำลังกายของเธอคือการเล่นโยคะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เนื่องจากเหมาะกับพฤติกรรมตนเองคือเป็นคนช้า การเล่นโยคะทำได้สะดวก เพราะใช้พื้นที่ไม่เยอะมาก โดยจะมีครูมาสอนให้ที่บ้านทำให้ไม่เสียเวลาเดินทาง สามารถอยู่กับลูกได้





