วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

พระบรมราโชวาทนำชีวิต ‘วรวรงค์ รักเรืองเดช’

วรวรงค์ รักเรืองเดช อดีตนักเรียนทุนอะตอมมิกฟิสิกส์ น้อมนำหลักคำสอนในเรื่องการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนไม่ว่างานใหญ่หรือเล็ก เป็นหลักนำทางชีวิต

“...การทำงานใดๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กควรอย่างยิ่งที่จะตั้งเป้าหมาย ขอบเขต และหลักการไว้ให้แน่นอน เพราะจะช่วยให้สามารถปฏิบัติมุ่งเข้าสู่ผลสำเร็จได้โดยตรงและถูกต้องพอเหมาะพอดี เป็นการป้องกันและขจัดความล่าช้า ความสิ้นเปลือง ความเสียเปล่าทุกอย่างได้สิ้นเชิง และเมื่อปฏิบัติดำเนินงานสู่เป้าหมายนั้น ผู้มีการศึกษาต้องไม่ละทิ้งหลักวิชา ไม่ละทิ้งความคิดพิจารณาตามเหตุผลและความชอบธรรมถูกต้อง...”
คัดตัดตอนจากพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2530
........................................
เมื่อคำถามในเรื่องการน้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสมาใช้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ และนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ชีวิตตนเองและสังคมไทย ถูกโยนให้เป็นการบ้านขบคิดของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรง ดีกรีดอกเตอร์สาขาอะตอมมิกฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยอาริโซนา สหรัฐอเมริกา คำตอบจึงน่าติดตามอย่างยิ่ง


“วรวรงค์ รักเรืองเดช” หรือ “ดร.โอ” ชื่อที่เด็กวิทย์ค่อนประเทศคุ้นเคย เป็นคนไทยคนแรกๆ ที่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงสถานะของอะตอมในรูปแบบต่างๆ ได้รู้ลึกและรู้จริง จากการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเข้าห้องแล็บร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกมาแล้ว ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี


“พระองค์ทรงสอนให้เรามองภาพใหญ่ มองเป้าหมายให้ชัด ให้มีหลักที่แน่นอน ซึ่งผมได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอด เพราะเราต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่ไหน งานทุกงานต้องมีเป้าหมาย ปัญหาที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้น แต่ต้องมีหลักยึดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อไม่ให้ปัญหาหนึ่งไปก่อให้เกิดอีกปัญหาหนึ่ง และทำให้การดำเนินงานไปถึงเป้าหมายมีอุปสรรคมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม”

คนไทยเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ในระหว่างการปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ทรงถือแผนที่ไว้เสมอ เพราะพระองค์ท่านทรงมองภาพรวมของปัญหาในพื้นที่จากแผนที่ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำ การเปลี่ยนทิศทางน้ำจากที่หนึ่ง ย่อมทำให้น้ำต้องไหลไปทางที่อื่น และต้องไม่ไปสร้างปัญหาต่อไป เมื่อเห็นภาพใหญ่ ทำให้การทำสิ่งเล็กๆ มีผลที่ดีตามมา และทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ

"สมัยผมเรียนปริญญาเอกนั้น ต้องทำการทดลองที่ซ้ำซ้อนมาก โดยใช้แสงเลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ ขดลวดแม่เหล็ก มาควบคุมการเคลื่อนที่ของอะตอมของธาตุซีเซียม ที่เขาใช้ทำนาฬิกาอะตอมกัน ซึ่งผมจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยรวมกว่า 300 ชิ้นบนโต๊ะขนาดเพียง 2x5 ตารางเมตร แต่ทุกๆ ครั้งที่ทำการทดลอง ผมมีเป้าหมายชัดคือ ต้องการให้อะตอมเคลื่อนที่ได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น การปรับแก้ค่าเซ็ตติ้งของอุปกรณ์แต่ละชิ้นต้องสอดคล้องกัน เพื่อให้สุดท้ายแล้วอะตอมทำตามที่ผมอยากให้เป็นได้"

หลังจากเรียนจบก็เอามาใช้ตลอด ไม่ว่าการสอนหนังสือ การวิจัย การจัดงานประชุมวิชาการ การให้บริการวิชาการกับสังคม หรือแม้กระทั่งชีวิตครอบครัวเอง เพราะทุกๆ อย่างนั้นล้วนแต่ต้องมีเป้าหมายชัด การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับหลักการที่ยึดไว้ตั้งแต่ต้น ตามเจตนารมย์ที่ตั้งไว้
“ผมเองโชคดีที่ได้ฝึกการมองภาพรวมมาตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตและการทำงานได้ และจะน้อมนำหลักการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ข้อนี้ ไปใช้ในการดำรงชีวิตตลอดไป”


ดร.โอ เปรียบการมองภาพใหญ่แบบนี้อาจเรียกว่าเป็นการ “มองอย่างนกอินทรี แต่ทำอย่างหนอน” ซึ่งเป็นหลักคิดที่ยึดถือมาตลอด เพราะนกอินทรีจะบินสูง มองเห็นภาพรวม และยังมีสายตาอันเฉียบคม มองไกลกว่าตามนุษย์ถึง 5 เท่า ได้กว้างกว่ามนุษย์เกือบเท่าตัว (มนุษย์มองได้กว้าง 180 องศา ขณะที่นกอินทรีมองได้ 270 องศา) และยังเห็นสีได้มากกว่ามนุษย์อีกด้วย ดังนั้น การมองอย่างนกอินทรีคือการมองภาพใหญ่ มองให้ลึก มองให้ครอบคลุม ครอบถ้วนสมบูรณ์


ในขณะที่การทำอย่างหนอนนั้น คือการเลือกทำในสิ่งเล็กๆ แต่ทำจริงๆ เช่น หนอนไส้เดือนจะขุดรูลึกลงไปในดิน ทำประโยชน์โดยใช้เมือกบนตัวที่มีส่วนประกอบของไนโตรเจน อันเป็นแร่ธาตุสำคัญของพืชลงไปในดิน แถมยังทำให้ดินร่วนสมบูรณ์ และยังช่วยนำดินจากด้านล่างมาคลุกเคล้ากับดินด้านบน เป็นการดูแลธรรมชาติอย่างสมบูรณ์
หรือแม้กระทั่งหนอนชนิดอื่นๆ ที่ต้องกินใบไม้ ก็เป็นหนอนที่ทำจริงๆ ทำไม่ใหญ่ แต่ทำจริง น่าชื่นชม


“ผมอยากฝากให้คนรุ่นใหม่ ได้ใช้คติทั้งสองข้อที่กล่าวมา คือ การมองภาพใหญ่ น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ให้โอกาสตัวเองไปอยู่ในที่ไม่เคยอยู่ เรียนรู้กับสถานการณ์ใหม่ ตั้งหลักให้มั่น มีเป้าหมายที่ชัดเจน และจงทำในสิ่งที่ตัวเองสามารถบริหารจัดการได้ และทำให้ดีที่สุด ตามกำลังและความสามารถที่ดี เพื่อพิสูจน์ตัวเอง และจะได้รู้จักตัวเองได้ดียิ่งขึ้น เมื่อทำตรงนั้นได้ น้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ก็จะมีพลัง มีความมั่นใจ พร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้อย่างสบายในอนาคต” 

คำตอบจากนักฟิสิกส์อะตอมที่คลุกคลีกับสิ่งที่เล็กที่สุดและซับซ้อนที่สุด แต่มีวิถีการมองชีวิตประดุจนกอินทรี