โรคที่เกิดกับมนุษย์ออฟฟิศ

โรคที่เกิดกับมนุษย์ออฟฟิศ

การทำงานนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้ ด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง

โดยปกติมนุษย์เราทำงานวันละ 8 -10 ชั่วโมง หรือใช้เวลาไปกับการทำงานประมาณ 2,000 ชั่วโมง ใน 1 ปี นั่นหมายความว่าคนเราใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่หมดไป กับการทำงาน

ซึ่งพฤติกรรมในการทำงานนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้ ด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง ล้วนมีส่วนทำให้พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคนเปลี่ยนไป อีกทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การรับประทานอาหาร และการนอนไม่เป็นเวลาเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายต้องแบกรับความเครียด ซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว เว็บไซต์ จ๊อบไทยดอทคอม จึงมาเผยโรคที่มักจะเกิดจาก 4 สัมผัสของเหล่าพนักงานออฟฟิศให้ ได้ทราบกัน

ปัจจุบันพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่มักจะต้องทำงานผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งการทำงานที่ต้องใช้ตา เพ่งมองสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานาน มักจะทำให้เกิดปัญหาด้านสายตาตามมา นั่นก็คือ

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome - CVS)


กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง โดยไม่พักสายตา
จุดสังเกต: ดวงตาล้า ดวงตาแห้ง รู้สึกแสบตา และดวงตาไม่สามารถสู้แสงหรือโฟกัสได้ ทั้งนี้อาจมีอาการปวดหัว คอ และบ่าร่วมด้วย
 สาเหตุ: การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีหน้าจอสว่างมากเกินไป การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ใกล้และเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการพักสายตา รวมถึงการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในระดับที่ไม่เหมาะสมกับระดับสายตา
การป้องกันและการรักษา: ควรจะพักสายตาบ่อยๆ และหมั่นกระพริบตา อีกทั้งปรับความสว่างของแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ศูนย์กลางหน้าจอควรต่ำกว่าระดับสายตา 4-5 นิ้ว หรือประมาณ 15 – 20 องศา และควรวางห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว ทั้งนี้หากยังมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา นอกจากสายตาแล้ว มือก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่พนักงานออฟฟิศต้องใช้งานแทบทั้งวัน จึงทำให้เกิดโรคที่เกิดจากการใช้งานมือเป็นเวลานานเช่นกัน คือ โรคการกดทับเส้น


ประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome – CTS)
กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือคนที่ใช้ข้อมือหนัก
จุดสังเกต: มักจะมีอาการชา หรือปวดที่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ลามไปถึงหัวไหล่ โดยอาการมักจะเกิดตอนที่ใช้ข้อมือหนักๆ จนทำให้กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ไม่สามารถกำมือได้ แน่น
 สาเหตุ: การใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ มีการใช้ข้อมือหนักๆ เช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือตอนควบคุมเมาส์โดยข้อมือเสียดสีกับพื้นโต๊ะตลอดเวลา
 การป้องกันและการรักษา: หากอาการยังไม่รุนแรง เบื้องต้นให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้มือ หาอุปกรณ์มารองรับ ทำการประคบร้อน กดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับ เส้นประสาท หรือยืดเส้นประสาท แต่หากเริ่มมีอาการหนักขึ้นอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา
รวมไปถึงการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานของพนักงานออฟฟิศ ก็ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับคอและหลังได้

 โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) โรคยอดฮิตของคนทำงานออฟฟิศ
กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือคนที่มีพฤติกรรมชอบบิดคอ หมุนคอ
 จุดสังเกต: ปวดบริเวณคอ ไหล่ และบ่า บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมกันจนทำให้อาการหนักขึ้น คือลามไปกดทับเส้นประสาท ทำให้อาการปวดลามไปถึงแขน เริ่มมีอาการ
ชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหากไปกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้รู้สึกปวดหัว ปวดกระบอกตา และรู้สึกบ้านหมุน
 สาเหตุ: มีพฤติกรรมการใช้คอและกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ผิดลักษณะ เช่น การบิดคอ การนั่งก้มหน้าทำงานเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
 การป้องกันและการรักษา: หากต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหมั่นยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ ไม่ควรโน้มศีรษะอ่านหนังสือเป็นเวลานานเพราะ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานหนักกว่าปกติ แต่ควรยกหนังสือให้ตั้งขึ้นในระดับสายตาแทน ในกลุ่มคนที่อาการยังไม่รุนแรงสามารถรักษาด้วยการทานยา ทำกายภาพ บำบัด หรือรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง


อย่างไรก็ตาม นอกจากความเจ็บป่วยทางร่างกายแล้วความเครียดและภาวะกดดันจากการทำงาน ยังอาจทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจและสมอง โดยที่คนทำงาน มักไม่รู้ตัวได้เช่นกัน เช่น

โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน

กลุ่มที่ต้องระวัง: ทุกคน
 จุดสังเกต: ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้นาน ความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่างๆ ลดลง รวมถึงมีอาการเครียด กังวล และคิดถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แสดงออก
สาเหตุ: สภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้นและวุ่นวาย ต้องรับผิดชอบและทำงานหลายอย่างพร้อมกับในเวลาเดียว
 การป้องกันและการรักษา: พักผ่อน หรือเปลี่ยนอิริยาบถหากรู้สึกว่าทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงพยายามจัดลำดับ ความสำคัญ แบ่งเวลาให้กับการทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากรู้สึกไม่ดีขึ้นควรไปปรึกษาจิตแพทย์

สุดท้ายนี้ อย่าทำงานบนความเคยชิน และละเลยต่ออาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่อาจตามมาก็คือการถูกคุกคามด้วยโรคต่างๆ ลองให้เวลากับตัวเองสักนิด หันกลับมา สำรวจความผิดปกติของร่างกาย ว่าร่างกายของเราเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้มาใส่ใจดูแลตัวเองบ้างหรือยัง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์จ๊อบไทย ดอทคอม ยังมีบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์สำหรับคนทำงานอีกมากมาย อาทิ 7 วิธีปลุกพลังในตอนเช้าของคุณ นอนไม่ตรงเวลาภัยเงียบของคนรุ่นใหม่ และ พฤติกรรมที่จะทำให้คุณจะเสียใจเมื่อก้าวเข้าสู่วัย 30 เป็นต้น


ที่มา : เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com)