วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้รัฐเร่งจัด 'นักโภชนาการโรงเรียน' เหมือนญี่ปุ่น

นักวิชาการ จี้รัฐเร่งจัด “นักโภชนาการโรงเรียน” เหมือนญี่ปุ่น ดูแลคุณภาพอาหารนักเรียน เหตุโภชนาการไม่เหมาะสมกระทบีพัฒนาการเด็ก

ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการ ในฐานะที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่นจะมีนักโภชนาการประจำโรงเรียนแห่งละ 1 คน เพื่อทำหน้าที่ดูแลอาหารให้มีคุณภาพตามหลักโภชนาการเพื่อเสริมศักยภาพทางด้านร่างกาย และการเรียนการสอนของเด็กนักเรียน แต่ในส่วนของประเทศไทยตนได้พยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้มานานขอให้มีนักโภชนาการอย่างน้อยอำเภอละ 1 คน หมุนเวียนไปให้ความรู้เรื่องโภชนาการที่ถูกต้องตามโรงเรียนต่างๆ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ 

ล่าสุดได้หารือกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเพื่อดำเนินการเป็นโครงการนำร่องในการเอานักโภชนาการของโรงพยาบาลออกไปให้ความรู้เรื่องโภชนาการที่ถูกต้องแก่แม่ครัว และครูที่โรงเรียน ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถเดินหน้าได้ในเร็วๆ นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการอบรมนักโภชนาการของโรงพยาบาลกว่า 30 คน เพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องการสื่อสารการให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้

ดร.สง่า กล่าวอีกว่า เมื่อเทียบเรื่องคุณภาพอาหารกลางวันของนักเรียนในปัจจุบันกับเมื่อ10ปีก่อนถือว่าดีขึ้นบ้าง มีการเพิ่มงบประมาณจาก 13 บาท เป็น 20 บาทต่อหัวประชากรนักเรียน คุณภาพของเมนูอาหารดีขึ้นบ้างโดยมีผักเป็นส่วนประกอบในทุกมื้อ มีผลไม้ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ และลดเรื่องหวาน มัน เค็ม ลงบ้าง อีกทั้งบางแห่งยังมีการใช้โปรแกรมคำนวณประเภทอาหารที่ควรทำในแต่ละมื้อในระยะเวลา1เดือน ของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล 

"เชื่อว่าจนถึงวันนี้หากรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังทำอยู่แค่นี้ ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องโภชนาการเด็ก ก็จะไม่สามารถบรรลุนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพเด็กไทยได้ในทุกด้าน ใน 10 ปีข้างหน้า ทั้งเรื่องสรีระที่ระบุว่าผู้ชายต้องสูงเฉลี่ย 180 เซนติเมตร ผู้หญิงต้องสูงเฉลี่ย 170 เซนติเมตร เพราะเรื่องโภชนาการเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าอาหารไม่คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมก็จะกระทบกับพัฒนาการทางด้านร่างกาย และการเรียนรู้ต่างๆ"ดร.สง่ากล่าว 

ดร.สง่า กล่าวด้วยว่า เห็นว่ามีสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันอยู่ 6 ประการ คือ 1.ให้มีนักโภชนาการประจำอยู่ทุกโรงเรียน 2.บุคลากรของโรงเรียนต้องได้รับการอบรมเพิ่มศักยภาพให้สามารถประกอบอาหารที่มีคุณภาพมากกว่านี้ 3.แต่ละโรงเรียน แต่ละจังหวัดต้องประกาศเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งทำ 4.เอาเรื่องการทำเกษตรเพื่ออาหารกลางวันเข้ามาในโรงเรียนเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว

5.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลต้องมีส่วนร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ร่วมกับโรงเรียนในการส่งเสริมให้นักเรียนในพื้นที่ได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ มากกว่าการเป็นหน่วยงานกลางที่รับงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทย และไปส่งต่อที่โรงเรียนเท่านั้น และ6.ดึงผู้ปกครองเข้ามาร่วมในการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของนักเรียนให้ได้ โดยเฉพาะพฤติกรรมการรับประทานขนมกรุบกรอบต่างๆ ซึ่งปัจจุบันได้รับความร่วมมือน้อยมาก ในขณะที่การปรับเปลี่ยนตรงนี้จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังจากที่โรงเรียนและที่บ้าน