ล้วงความคิด พัชร สมะลาภ ฉบับเต็มรวมทั้งการทำงานในองค์กรใหญ่ซึ่งมีทั้งผู้บริหารอาวุโสและคนทำงานรุ่นใหม่ได้ในกรุงเทพธุรกิจกายใจ 19 มิ.ย.นี้
จากเด็กชายที่ใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาตั้งแต่อายุ 12 ปี และเป็นเด็กเอเชียเพียงคนเดียวในโรงเรียน เขาผลักดันให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับได้ด้วยการเล่นกีฬา ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขันและการเอาชนะ มาถึงวันนี้ พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ดูแลสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ และรักษาการผู้บริหารสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัท ธนาคารกสิกรไทย มาไกลกว่าการเป็นเด็กชายที่ชอบเอาชนะคนอื่นแล้ว แต่เขามุ่งเอาชนะตัวเองมากกว่า
การเติบโตมาในโรงเรียนชายล้วนที่เน้นด้านกีฬา พัชรจึงเล่นกีฬาหลายอย่างตั้งแต่ฟุตบอล บาสเกตบอล ปิงปองและแบตมินตัน การนับแต้มเพื่อผลแพ้ชนะเป็นการวัดผลที่ชัดเจน ประกอบกับเรียนในโรงเรียนที่เน้นด้านตัวเลขตลอดมา พัชรจึงรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับตัวเลข นี่คือเหตุผลที่ทำให้เขามุ่งหน้ามาในสายการเงิน
“ผมเป็นคนที่สบายใจกับตัวเลข ตัวเลขเป็นสิ่งที่นับได้ มีความชัดเจน ผมสะสมความคิดด้านเหตุผลมาตลอด โตมาแบบมีหลักการว่าถ้าทำสิ่งนี้จะได้สิ่งนี้ ชอบวางแผน ไม่ค่อยอาศัยฝั่งความรู้สึก ตอนโตจึงรู้ว่าเหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน”
เพราะใช้ชีวิตในสังคมอเมริกันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อกลับมาทำงานที่เมืองไทย ซึ่งมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมสูงมาก คนที่มีสมองฝั่งเหตุผลชัดเจนจึงต้องปรับตัวขนานใหญ่
“ปรับตัวเยอะมากครับ เพราะตอนเรียนเมืองนอก คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ไปด้วย เราก็ต้องดูแลตัวเอง จึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูง สังคมไทยเป็นแบบพี่น้องครอบครัว แต่เมืองนอกไม่ใช่ ต่างคนต่างต้องทำให้เต็มที่ แล้วด้วยความเป็นคนที่เล่นกีฬาเยอะ ก็ชอบการแข่งขัน พอมีแพ้ชนะ คนที่แพ้จะรู้สึกไม่ดี ฉะนั้น เราก็ค่อยๆ ปรับ”
จากสายงานการเงินการลงทุน มาดูแลสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นการทำงานกับคนมากมาย ทำให้ความคิดบางอย่างต้องเปลี่ยนไป
“ในสายการเงินมีถูกผิดชัดเจน แต่พอมาทำงานกับคนเยอะขึ้น ก็พบว่าการบริหารคนไม่มีถูกผิด มีแต่ข้อดีข้อเสีย เราต้องพยายามสมดุล คำว่าถูกผิดชัดเจนมันหายไป ผมก็ค่อยๆ ปรับตัวจากคนที่มองโลกเป็นขาวกับดำ แต่ยิ่งโตขึ้นทุกอย่างก็มีแต่ความเทา
“ตอนเรียนมีแต่ว่าต้องทำ 1 2 3 แล้วจะได้ผลแบบนี้ แต่พอมาเจอผู้ประกอบการซึ่งเป็นลูกค้าที่มีพื้นฐานต่างกัน จึงได้รู้ว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็มีหลายทาง แต่ละคนมีจุดแข็งของตัวเอง ตอนเด็กๆ ผมเป็นที่ตัดสินคน คนนี้เก่ง คนนี้ไม่เก่ง แต่เดี๋ยวนี้ยอมรับคนเยอะขึ้น ณ วันนี้ สำหรับผมใครเป็นอย่างไรก็ไม่เป็นไรครับ ผมคุยกับลูกน้อง ทีมงาน กับใครก็ตาม จะพยายามบอกเขาว่าคนเราทุกคนไม่ต้องเหมือนกัน เป็นอย่างที่ตัวเองเป็น ไม่พยายามไปบอกใครว่าต้องเป็นเหมือนคนนี้ หรือวิธีนี้เท่านั้นถูก”
คนที่ชอบแข่งขันมีอยู่หลายแบบ แข่งขันกับคนอื่นเพื่อรางวัลที่คนอื่นมอบให้ หรือแข่งขันกับตัวเองเพื่อให้ได้เป้าหมายที่พึงพอใจเฉพาะตน พัชรเป็นอย่างหลัง เขาชอบท้าทายเพื่อไปให้ถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเอง ในช่วงนี้การวิ่งกำลังเป็นเป้าหมายของเขา
“ผมเล่นกีฬาทีมเวิร์คมาตลอด แต่ช่วงหลังทีมค่อยๆ หดไปเรื่อยๆ มาตีกอล์ฟก็เหลือ 4 คน จนมาวิ่งนี่เหลือคนเดียวเลย เพราะพอชีวิตเรามีอะไรเยอะ การที่จะต้องชวนคนมาเจอพร้อมกันในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ยาก เลยมาวิ่งเพราะสะดวกที่สุด แต่พอวิ่งไปสักพัก อินเนอร์ที่ชอบแข่งขันก็กลับมา ผมว่าวิ่งเป็นการแข่งขันกับตัวเองที่สนุกที่สุดแล้ว ไม่ต้องเอาชนะใคร และสามารถเติมเต็มความพอใจให้กับแรงขับเคลื่อนที่ชอบแข่งขันอยู่ตลอดเวลาด้วย”
และเมื่อตั้งใจจะวิ่งให้ดีเพื่อแข่งกับขีดความสามารถของตัวเองแล้ว พัชรจัดการวางแผนซ้อมวิ่งอย่างจริงจัง กลายเป็นว่ากีฬาที่เคยทำเล่นๆ กลับทำให้ชีวิตโดยรวมมีวินัยยิ่งขึ้น เพราะต้องจัดระเบียบชีวิตให้เวลากับการวิ่งสม่ำเสมอ
เป้าหมายของเขาก็มีทั้งการลงฟูลมาราธอน (42 กิโลเมตร) และวิ่งฮาล์ฟมาราธอน (21 กิโลเมตร) ในเวลาที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำได้ดี แต่ถามว่าเขาเสพติดการวิ่งไหม พัชรไม่คิดเช่นนั้น และลึกไปกว่านั้น พัชรบอกว่าเขาชอบทดสอบขีดที่ตัวเองสามารถไปให้ถึง ว่าที่สุดคือจุดไหน การทดสอบนี้จะเกิดขึ้นกับสิ่งอื่นๆ ก็ได้ ไม่ใช่แค่การวิ่งเท่านั้น
“ผมเคยเล่นโยคะ โยคะก็มีการแข่งขันกับตัวเองนะ คือมีบางจุดที่ถ้าเราทำผ่านไปคือความเจ็บ ก็ต้องพยายามผ่านไปให้ได้ ไปให้ถึงจุดที่เราเต็มที่ที่สุดแล้ว มันคือเส้นไหน ผมชอบเทสต์เส้นนั้น อยากรู้ว่าเต็มที่ของเราคือจุดไหน
กับการวิ่ง ผมก็พยายามทดสอบขีดของเราว่าไปไกลแค่ไหน อย่างวิ่ง 1 กิโลเมตรให้ได้ภายใน 5 นาที ซึ่งต้องใช้ใจล้วนๆ เราทำได้ดีหรือไม่ดีก็ต้องใช้ใจกว่าครึ่ง เพราะจริงๆ ร่างกายเราเหนื่อยมากๆ เช่น พออัตราการเต้นหัวใจไปถึง 170 ร่างกายจะเริ่มหยุด เราก็ต้องฝืนไม่ให้หยุด สู้กับตัวเองตลอดเวลา ผมชอบความรู้สึกนี้ พอสู้ได้จะรู้สึกดีใจและภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าและทำได้”
* อ่านบทสัมภาษณ์คุณพัชร สมะลาภ ฉบับเต็มรวมทั้งประเด็นการทำงานในองค์กรใหญ่ซึ่งมีทั้งผู้บริหารอาวุโสและคนทำงานรุ่นใหม่ได้ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน 2559





