แพทย์โครงการฯ เพื่อชาวชนบทลาออกสูงถึง 18 % เหตุไปเรียนต่อ-ดูแลครอบครัว-ทำอาชีพอื่น สธ.เร่งปรับหลักสูตร
ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ให้โอวาทและมอบสัมฤทธิบัตรแก่บัณฑิตแพทย์โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท ปีการศึกษา 2558 รุ่นที่ 16 จำนวน 1,034คนว่า แพทย์ที่ปฏิบัติงานในชนบทเป็นผู้ที่ดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ห่างไกลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ขณะนี้จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ของสธ.ยังขาดแคลนมาก สธ.ได้เร่งการผลิตแพทย์เพิ่ม โดยตามแผนปีการศึกษา 2556–2560 จะมีแพทย์ที่จบการศึกษาทั้งหมด 13,819 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์จากโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท จำนวน 5,001 คน ซึ่งขณะนี้ พบว่าแพทย์ในโครงการนี้ส่วนใหญ่ประจำอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด เกือบร้อยละ 50
"โครงการนี้ดำเนินการมาแล้ว 22 ปี มีแพทย์ในโครงการลาออกจากสธ.ประมาณร้อยละ 18 ส่วนใหญ่ต้องการไปเรียนต่อ ดูแลครอบครัวและประกอบอาชีพอื่น ดังนั้น สธ.จึงได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนของแพทย์ชนบทชั้นปีที่ 4–6 ให้ทำงานร่วมกับชุมชนมากขึ้น สร้างจิตสำนึกรักชุมชนเพื่อที่จะให้แพทย์ทำงานในชุมชนได้ยาวนานขึ้นและในปี 2561–2570 ได้เตรียมวางแผนผลิตแพทย์สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาแพทย์ของโครงการดังกล่าวเพื่อให้มีการกระจายแพทย์ทั่วประเทศอย่างทั่วถึง”
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า การรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานชดใช้ทุน 3 ปี สำหรับแพทย์โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทและปฏิบัติงานชดใช้ทุน 12 ปี สำหรับแพทย์โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน ตามสัญญาที่ให้ไว้กับสธ.และเมื่อกลับไปปฏิบัติงานในอำเภอ หรือจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาทำให้แพทย์กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ห่างไกล จึงขอให้ทุกท่านตั้งใจปฏิบัติงานให้เต็มกำลัง ความรู้ ความสามารถ ที่สำคัญจะต้องศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอไปตลอดชีวิตของการเป็นแพทย์ เนื่องจากวิทยาการต่างๆ รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากเราหยุดการเรียนรู้ หยุดการศึกษาค้นคว้า ก็จะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น
ด้านพญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัดกสธ. กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทตั้งแต่ปีการศึกษา 2538–2556 มีผู้เข้ารับการศึกษาจำนวน 13,186 คน สำเร็จการศึกษาแล้ว 15 รุ่น จำนวน 5,926 คน ในปีการศึกษา 2558 สำเร็จการศึกษาเป็นรุ่นที่ 16 จำนวน 1,034 คน กลับไปปฏิบัติงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 352 คน ภาคใต้ 208 คน ภาคเหนือ 89คน ภาคกลาง 211 คน ภาคตะวันออก 116 คนและภาคตะวันตก 58 คน





