รพ.สวนปรุงห่วงผู้หญิง อายุแค่18ปีบำบัดติดสุราเพิ่มขึ้น

รพ.สวนปรุง ร่วมกับ วัดหัวริน จัดบรรพชาให้กับผู้ป่วยติดสุราโดยใช้ธรรมะกล่อมเกลาจิตใจ ห่วงผู้หญิง อายุแค่18ปีบำบัดติดสุราเพิ่มขึ้น
นายแพทย์ปริทรรศ ศิลปกิจ รักษาราชการแทน ผู้อํานวยการโรงพยาบาลสวนปรุง เปิดเผยว่า ปัญหาด้านสุขภาพจิตจากสุรา เป็นกลุ่มโรคใน 5 อันดับแรกของผู้ป่วยนอก และเป็นกลุ่มโรคในอันดับ 2 ของผู้ป่วยใน ที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลสวนปรุง ในแต่ละปีมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาปัญหาสุขภาพจิตจากสุรา โดยเฉลี่ยวันละ 11 คน ใน จำนวนนี้มี 3 คน จะมาด้วยอาการประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง อาละวาด ทำร้ายตนเอง ซึ่งจะมีเข้ามารับการรักษามาที่สุดในช่วงหลังออกพรรษา และ หลังสงกรานต์ ช่วงอายุที่เข้ารับการรักษามากที่สุดคือช่วงอายุ 35-44 ปี ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของวัยทำงาน และอายุน้อยที่สุดที่เข้ารับการรักษาคือ 18, 20 และ 21 ปี โดยมีแนวโน้มเป็นเพศหญิงเพิ่มมากขึ้น และอายุที่เข้ารับการบำบัดเริ่มที่จะน้อยลง
จากสถิติผู้เข้ารับการบำบัดรักษาปัญหาสุขภาพจิตจากสุรา ปี 2557 มีจำนวนผู้ที่เข้ารับการรักษา จำนวน 4,307 คน รับไว้เป็นผู้ป่วยใน 1,465 คน แยกเป็นเพศชาย 1,313 คน เพศหญิง 96 คน ช่วงอายุมากที่สุด35-39 ปี อายุน้อยที่สุดที่เข้ารับการรักษาคือ 18 ปี เป็นเพศหญิง ในปี 2558 มีจำนวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษา 4,268 คน เป็นผู้ป่วยใน 1,409 คน เป็นเพศชาย 1,346 คน เพศหญิง 119 คน ช่วงอายุมากที่สุด 40-44 ปี อายุน้อยที่สุดคือ 20 ปี เป็นเพศชาย 3 คน
ในปี 2559 มีจำนวนผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาแล้ว 1,697 คน รับไว้เป็นผู้ป่วยใน 589 คน เป็นเพศชาย 560 คน เป็นเพศหญิง 38 คน ช่วงอายุมากที่สุด 35-39 ปี อายุน้อยที่สุด 21 ปี เป็นเพศชาย 1 คน จากการติดตามผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาบำบัดไปแล้วประมาณ ร้อยละ 35 สามารถเลิกดื่มสุรา และประมาณร้อยละ 30 ยังคงกลับไปดื่มหนักเหมือนเดิม ที่เหลือเป็นกลุ่มลดปริมาณการดื่มลง จากการสอบถามผู้ป่วยที่กลับมาดื่ม ได้รับคำตอบว่ายังมีความอยากดื่มและไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้ ไม่มีงานทำ ครอบครัวไม่ยอมรับ มีการจัดการแก้ปัญหาโดยใช้อารมณ์ ไม่สามารถจัดการปัญหาได้จึงหาทางออกโดยการดื่มแอลกอฮอล์
ทางโรงพยาบาลสวนปรุงจึงได้พยายามหาวิธีการช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการบำบัดในโรงพยาบาลแล้ว เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วย การบวชเพื่อศึกษาธรรมะ และปฏิบัติธรรม เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้นำมาเสนอแก่ผู้ป่วย ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมาในปี 2558 ได้ส่งผู้ป่วยไปบวชเรียนที่วัดหัวริน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่จำนวน 15 คน ปัจจุบันยังคงบวชเรียนอยู่จำนวน 6 รูป มีผู้ที่กลับมาดื่มและกลับมารักษาซ้ำจำนวน 2 คน มีกลับไปดื่มลดลง โดยไม่กลับมารักษาซ้ำ จำนวน 6 คน และมีผู้ที่ไม่ดื่มและทำงานได้ 1 คน
สำหรับในปี 2559 มีผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดจากโรงพยาบาลและเข้าร่วมโครงการบวชแล้วจำนวน 9 คน โดยบวชไปแล้ว 8 คน และอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมอีก 1 คน ในจำนวนนี้มี 1 คน ที่ลาสิกขาเพื่อกลับไปทำงานและไม่กลับมาดื่ม การดำเนินโครงการจิตอาสาพาผู้ติดแอลกอฮอล์บวช จึงถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการดำเนินการ โดยจะดำเนินการต่อไป
การจัดตั้งโครงการนี้ขึ้นมา เบื้องต้นได้มีการประสานกับระหว่างโรงพยาบาลในเครือข่าย ในการจัดกิจกรรมเพื่อบำบัดผู้ป่วยติดสุราเพื่อต้องการให้ผู้ช่วยได้ใช้ธรรมะเข้ามากล่อมเกลาจิตใจให้ลดละเลิกจนประสบผลสำเร็จ จากการติดตามกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการ มีบางรูปที่บวชเรียนแล้วไม่ลาสิกขาจนได้รับการสนับสนุนให้เป็นเจ้าอาวาสวัดในจังหวัดทางภาคเหนือ
การดูแลผู้ป่วยหลังจากที่ทางโรงพยาบาลบำบัดอาการเรียบร้อยแล้ว โดยใช้เวลาในการบำบัดประมาณ 1 เดือน การที่ผู้ป่วยจะกลับเข้าสู่สังคมที่ต้องกลับไปพบกับวิถีชีวิตแบบเดิม ส่วนใหญ่จะกลับมาติดสุราเหมือนเดิม ดังนั้นการสร้างโครงการบวชผู้ป่วยติดสุราขึ้นมาจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยที่ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง รวมทั้งครอบครัวจะต้องให้โอกาสและมีความเข้าใจผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้
สำหรับข้อสังเกตผู้ใกล้ชิดมีอาการเริ่มติดสุราหรือยังนั้น โดยสังเกตอาการ 3 ใน 7 ข้อ ดังนี้คือ 1. มีการเพิ่มปริมาณการดื่มมากขึ้น 2. มีอาการทางร่างกายเมื่อไม่ได้ดื่ม 3. ควบคุมการดื่มไม่ได้ 4. มีความต้องการที่จะเลิกดื่มแต่ไม่สําเร็จ 5. หมกมุ่นอยู่กับการดื่มสุรา 6. มีความบกพร่องในหน้าที่การงาน 7. ยังคงดื่มต่อเนื่องทั่งที่มีผลเสียเกิดขึ้น
การติดสุรานั้นเป็นโรคที่รักษาได้หายได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยจิตใจของผู้ป่วยเข้ามาช่วยในการรักษา รวมทั้งชุมชน สิ่งแวดล้อม และครอบครัว เป็นปัจจัยรองที่จะทำให้ผู้ป่วยหันกลุ่มไปดื่มสุราอีกหรือไม่ การที่ผู้ป่วยดื่มสุรามาเป็นระยะเวลานาน การให้หยุดดื่มแบบกะทันหัน อาจจะปรับตัวไม่ทัน และส่งผลต่ออาการที่รุนแรงมากขึ้นเป็นระยะ คือช่วงระยะ 7-12 ชั่วโมงแรก หลังหยุดดื่ม มีอาการมือสั่น ตัวสั่น หงุดหงิด อาเจียน ปวดศีรษะ หลัง 24 ชั่วโมง เริ่มมีอาการสั่น กระสับกระส่าย หัวใจเต้นแรง เหงื่อออกมาก ความดันสูง หูแว่ว ประสาทหลอน กลัว ระแวง หลัง 48-72 ชั่วโมง หรือ 2-3 วัน อาจเกิดอาการชักแบบลมบ้าหมู อาเจียน ท้องเสีย มีไข้สูง หูแว่วหรือเห็นภาพหลอนมากขึ้น มึนงง สับสน บางรายที่มีอาการรุนแรง หากเข้ารับการรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้ใกล้ชิดหากพบว่าคนในครอบครัวมีอาการติดสุรา ให้พามาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาตามขั้นตอนที่เหมาะสม การเข้ารับการรักษาเร็วจะทำให้เกิดความเสียหายน้อยลง
ที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจว่าผู้ที่ดื่มสุราไม่ใช่ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการรักษา และไม่เข้าใจว่าปัญหาการดื่มสุราเป็นปัญหาร้ายแรง โดยเข้าใจว่าการติดสุราสามารถที่จะเลิกเองได้ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด และส่งผลมาถึงระบบการรักษาผู้ป่วยสุราไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันหลายหน่วยงานเริ่มให้ความสำคัญ และสนใจพัฒนาระบบการรักษาผู้ป่วยติดสุรามาอย่างต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนการบำบัด ปัจจุบันโรงพยาบาลของรัฐเริ่มให้ความสำคัญและมีระบบบริการผู้ป่วยติดสุรา โดยคาดว่าในปีหน้า การบำบัดผู้ป่วยติดสุราจะถูกบรรจุอยู่ในระบบการให้บริการของแต่ละโรงพยาบาลของรัฐบาล อย่างไรก็ตามบางโรงพยาบาลได้มีการดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว แนวโน้มผู้ติดสุราจะมีโอกาสเข้ารับการบำบัดรักษาได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้จำนวนผู้ป่วยติดสุราลดลงได้ เนื่องจากจะเริ่มมีช่องทางให้เข้ารับการบำบัดรักษามากขึ้น
ด้าน พระครูวิวิธประชานุกูล เจ้าอาวาสวัดหัวริน และ ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูและปฏิบัติธรรมชัยมงคลประชานุกูล อ.แม่วาง จ. เชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการช่วยเหลือสังคมด้วยการจัดบรรพชาให้กับผู้ป่วยติดสุรา ร่วมกับโรงพยาบาลสวนปรุง ได้ดำเนินการผ่านมา 5 ปีแล้ว ก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมกับรพ.สวนปรุง ทางวัดได้ดำเนินการจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน และ โรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงมา กว่า 30 ปี โดยเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยโรคเอดส์ และเริ่มขยายเข้าไปในกลุ่มผู้ติดสุรา โดยเบื้องต้นได้เข้าร่วมกิจกรรมกับโรงพยาบาลจอมทอง
หลังจากนั้นได้ขยายโครงการออกไปนอกพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อต้องการให้ธรรมะเข้าไปช่วยบำบัดจิตใจของผู้ป่วยให้ลดละเลิกการติดสุรา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเป็นผู้รับเป็นผู้ให้ด้วยการบวชเข้ามาปฏิบัติธรรม ณ ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยพุทธอุทยานธรรมชัยมงคลประชานุกูล ที่ก่อสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งได้จัดกิจกรรมไว้รองรับ ทั้งการปฏิบัติธรรม สนทนาธรรม พัฒนาตกแต่งและก่อสร้างศูนย์เพิ่มเติม และออกเยี่ยมเยียนกลุ่มผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำธรรมะไปบำบัดผู้ป่วยให้มีความสบายใจมากขึ้น และมีโอกาสได้เข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปด้วย







