น้าเมฆ-ธนะชัย ชายที่มีหนังสือนิทานเป็นอาวุธ

น้าเมฆ-ธนะชัย ชายที่มีหนังสือนิทานเป็นอาวุธ

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ต้องการทำหนังสือสักเล่มรับขวัญลูกคนแรก กลับกลายเป็นการค้นพบ‘สิ่งที่ใช่-สิ่งที่ชอบ’ นำมาพร้อมซึ่งความสุขอันยิ่งใหญ่

สายตานับร้อยคู่ของเด็กๆ หยุดไว้กับชายคนหนึ่งที่มีหนังสือนิทานภาพสีสันลวดลายสะดุดตาอยู่ในมือ กำลังขยับลีลาท่าทางถ่ายทอดจากตัวละครในหนังสือ และน้ำเสียงที่สะกดสรรพสิ่งรอบข้างให้หยุดฟังอย่างตั้งใจ ไม่เพียงแต่เด็กเล็กเท่านั้นแต่ยังรวมถึงคุณครูและพ่อแม่ที่ยกสารพัดเหตุผลมาอ้างเพื่อให้ได้อยู่ฟังนิทานด้วย พร้อมกับปล่อยความคิดย้อนสู่วัยเด็กที่ยาวไกล
          8 ปีกับการสัญจรเล่านิทานในโรงเรียนเด็กอนุบาลจนถึงประถม ทั้งในเมืองกรุง ขึ้นดอยเข้าป่าไปตามโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เข้าโรงพยาบาลไปสร้างเสียงหัวเราะให้กับเด็กป่วย เด็กกลุ่มพิเศษ เด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ “ธนะชัย สุนทรเวช” หรือ “น้าเมฆ” ชื่อที่เด็กๆ คุ้นเคย บอกว่า รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและคำพูดที่ไร้เดียงสา คือที่สุดของที่สุดแห่งความสุข


๐ วัยเด็กของคุณต้องเป็นหนอนหนังสือแน่ๆ?
ไม่ใช่เลยครับ ผมโตมากับทีวี แทบจะไม่อ่านหนังสือเลยหรือจะอ่านบ้างก็การ์ตูนญี่ปุ่น มาเริ่มอ่านจริงจังแล้วก็รับรู้ถึงความสนุกของตัวหนังสือก็ตอนเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ด้วยความเหงา อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีอะไรทำ ก็เลยอ่านเยอะมาก แต่ถ้าย้อนไปในวัยเด็ก แก๊งของผมก็มีทั้งเด็กที่โตกว่า เด็กที่เล็กกว่า ผมก็เหมือนกับเป็นหัวหน้าแก๊งคือ เป็นคนคิดกิจกรรมว่าวันนี้จะเล่นซนอะไร
คิดว่าถ้าเรียนครูคงใช่เลย แต่ตอนนั้นไม่ทราบ ก็เลยทำให้เข้าใจว่า ทุกวันนี้ทำไมสื่อสารกับเด็กได้ดี ทำไมเด็กถึงเชื่อฟัง อีกอย่างคือ ผมมีความสามารถทางการอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ก็เลยเป็นนักเล่านิทานที่จะปลูกฝังในสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็กของผมก็คือ นิสัยรักการอ่าน ให้กับลูกชาย (ดช.ไทแทน) และเด็กอื่นๆ

๐ นักเล่านิทานเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันหรือไม่?
ไม่มีอยู่ในหัวเลย ผมเรียนจบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ ปริญญาโทด้านระบบบริหารคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (เอ็มไอเอส) เพื่อนที่เรียนรัฐศาสตร์มาด้วยกันนั้น บ้างก็รับราชการ บ้างก็มุ่งเส้นทางสายการเมือง ทุกคนมีเส้นทางของตัวเองที่ต้องการให้สังคมดี ประเทศชาติดี ผมก็มีเส้นทางของตัวเอง สิ่งที่ทำนี้ก็ช่วยประเทศได้เหมือนกัน

๐ เริ่มทำหนังสือนิทานได้อย่างไร?
เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว คุณเอ๋ย-นวิษฐา ภรรยาของผมกำลังตั้งครรภ์ ตอนนั้นก็มีข้อมูลแนะนำให้อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง จะทำให้เป็นเด็กอารมณ์ดีมีพัฒนาการ ผมก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่พอเล่าทุกวันก็เป็นเรื่องยากละ ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร ครั้นจะเป็นเรื่องน้ำท่วมรถติดเหตุบ้านการเมืองก็ไม่น่าจะใช่
ก็เลยรู้ว่าจำเป็นต้องพึ่งหนังสือนิทาน ผมกับภรรยาก็ไปงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ มีหนังสือเด็กเยอะมากจนเลือกกันไม่ถูก เลยเหมาซื้อกลับบ้านหลายเล่มมาก ตอนนี้ก็ยังไม่มีระบุว่าหนังสือนี้เหมาะสำหรับวัยอายุเท่าไร ผมก็อ่านทุกเล่มที่ซื้อมา อ่านไปอ่านมาก็เลยชอบแล้วก็อยากทำนิทานรับขวัญลูกที่จะเกิดมา แม่เอ๋ยก็โอเคด้วย
เล่มแรกชื่อ “สีสนุก” เป็นนิทานภาพเล่าเรื่องสี แม่สี การผสมสี ชวนเด็กๆ มาระบายสี เพราะว่าตอนนี้ผมสอนเกี่ยวกับเว็บไซต์ก็มีเรื่องสีด้วย เลยประยุกต์เนื้อหาที่สอนผู้ใหญ่มาทำให้ง่ายขึ้นสำหรับเด็ก แล้วก็เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานกับโรงพิมพ์ก็เลยต้องตั้งสำนักพิมพ์ชื่อ ก้อนเมฆ มาจากชื่อผมเอง

๐ เล่มอื่นๆ ก็ตามมาเป็นติดลมบน?
หนังสือที่ทำส่งประกวดแล้วได้รางวัลด้วย เลยเป็นกำลังใจให้เรา(น้าเมฆ-แม่เอ๋ย) ทำเล่มต่อๆ มา รวม 24 เล่มใน 8 ปี จากที่ตั้งใจจะทำปีละเล่ม ก็กลายเป็นกลางปีวันเกิดลูกชายมี 1 เล่มให้ไปแจกเพื่อนๆ แล้วก็ทำอีกเล่มแจกเป็นของขวัญปี ทุกเล่มได้แรงบันดาลใจมาจาก ดช.ไทแทน แล้วขยายไปหาเด็กบ้านอื่น
ยกตัวอย่างเรื่อง “จับกินให้หมดเลย” ตอนนั้นเป็นปีที่ 3 ของการทำหนังสือ ช่วงนั้นลูกก็เป็นวัยกำลังหัดเดินหัดวิ่งแล้วก็เริ่มพูดคำสั้นๆ มีคำหนึ่งที่ติดปากคือ ไม่กิน เวลาป้อนผักป้อนข้าวก็บอกว่าไม่กิน แล้วก็วิ่งหนีไปเลย ผมก็มาคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ลูกไม่ปฏิเสธการกินผัก
เล่มนี้แหละที่มีคุณแม่บ้านหนึ่งจดหมายมาขอบคุณ เพราะว่า ลูกมีพัฒนาการช้า 2 ขวบก็ยังไม่พูด คุณพ่อก็อ่านนิทานเล่มนี้ให้ฟัง อยู่มาวันหนึ่งลูกก็พูดคำแรกว่า “อร่อยปล่อยตัวได้” ซึ่งเป็นประโยคซ้ำๆ ในหนังสือ ซึ่งเป็นแพทเทิร์นของหนังสือเด็กเล็ก พอประโยคแรกหลุดออกมาแล้ว หลังจากนั้นลูกก็พูดสื่อสารได้ ครอบครัวนี้ก็ใช้นิทานเล่มอื่นๆ พัฒนาทักษะของลูกมาเรื่อยๆ
ผมคุยกับแม่เอ๋ยว่า เราจะทำอาชีพนี้กันนะ แค่เด็กคนเดียวก็คุ้มสำหรับการทำหนังสือนิทาน ที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งพูดได้ เปลี่ยนพฤติกรรมได้ ทั้งที่ความจริงแล้วเห็นผลได้ตั้งแต่พัฒนาการของลูกเราแล้ว เมื่อช่วยเด็กคนอื่นได้เราก็ยิ่งโอเค

๐ จากทำหนังสือแล้วมาเป็นนักเล่านิทานได้อย่างไร?
มาจากกิจกรรมที่โรงเรียนของลูก อยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียน โดยไม่ได้บังคับว่าต้องทำอะไร บางบ้านก็มาสอนเด็กทำขนม บ้านผมทำหนังสือนิทานก็เลยไปเล่านิทานให้เพื่อนลูกฟังดีกว่า เขาก็ให้เวลา 1 ชั่วโมง เด็กๆ ก็สนุกสนานกันมาก คุณครูก็เห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เลยเปลี่ยนให้มาเล่าใต้ตึกที่มีเด็กๆ ทุกชั้นมานั่งฟัง คือสะกดเด็กอยู่ เงียบทั้งโรงเรียน (หัวเราะ) จากวงเล็กๆ ก็เริ่มขยายออกไปเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

๐ ไทแทนโตมาพร้อมนิทาน เขาเป็นเด็กอย่างไร?
เราอยู่ด้วยกันทุกวันก็ไม่ทราบว่าเขาเป็นอย่างไร แต่จากคำบอกเล่าของเพื่อนผมก็ว่า ไทแทนเหมือนมีวัยวุฒิสูง ใช้คำศัพท์เหมือนคุยกับผู้ใหญ่ ครูวิชาเรียงความภาษาไทยก็บอกว่า การเรียบเรียงคำค่อนข้างดีสำหรับ ป.2-3 คงเป็นสิ่งที่เขาสะสมมาจากการฟังบ่อยๆ อ่านบ่อยๆ เขาก็จะมีเรื่องเล่าของเขาที่น่าสนใจ แต่ผมก็ไม่ได้หวังให้ลูกต้องมาแต่งมาเล่านิทานเหมือนผม คืออยากทำอะไรก็ทำเลย
ที่ชัดเจนคือไทแทนมีนิสัยรักการอ่าน สามารถอยู่ในห้องสมุดได้เป็นชั่วโมงๆ ผมจึงอยากเชียร์พ่อแม่ให้ใช้หนังสือนิทานเริ่มปลูกฝังตั้งแต่อยู่ในท้อง ไม่ต้องรอให้ลูกอ่านเองได้แล้วค่อยซื้อ มันช้าเกินไปนะ เด็กที่ได้ฟังมากๆ ก็จะได้ทักษะการฟัง จดจำได้เยอะ มีคลังคำศัพท์แปลกๆ ที่ได้จากนิทาน
ถ้าเป็นหนังสือภาพ เขาก็จะได้เห็นภาพ เห็นตัวอักขระ มีการตีความแปลความ มันเป็นเรื่องจินตนการค่อนข้างมาก จึงส่งผลดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเพิ่งทราบ ผมกับแม่เอ๋ยไม่เก่งเลขทั้งคู่ แต่ไทแทนเรียนเลขได้คะแนนดีมากๆ ผมจึงมั่นใจว่าเป็นผลจากการปลูกฝังให้รักการอ่านตั้งแต่ยังเด็ก


๐ คิดอย่างไรกับที่ว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย?
น่ากลัวมาก สิ่งพิมพ์ต่างๆ เริ่มปิดตัวลง แต่ผมกลับคิดว่านิทานจะไม่ตาย หรือถ้าตายก็เป็นลำดับสุดท้าย เพราะว่าถึงยังไงเด็กกับนิทานก็หนีกันไม่พ้น แม้จะมีสื่อดิจิทัลแต่ก็เทียบไม่ได้กับนิทานที่เป็นเล่ม ให้ความสัมพันธ์ ให้ประโยชน์ไม่เหมือนกัน มีงานวิจัยมาแล้วว่า เด็กที่โตมากับสื่อดิจิทัลมีพัฒนาการเรียนรู้ทางภาษาช้ามาก เพราะเป็นการเรียนรู้ช่องทางเดียว ผ่านแล้วผ่านเลย ถ้ามีคำถามก็ตอบให้ไม่ได้ แต่นิทานเป็นภาษาที่พ่อแม่เป็นคนอ่าน ลูกไม่เข้าใจก็ถามกลับมาได้ มีการพูดคุยกัน
สื่อดิจิทัลยังทำให้เด็กสมาธิสั้นและอดทนต่ำ เพราะว่าทุกอย่างสไลด์ได้หมด เด็กสมัยนี้ที่เลี้ยงมาด้วยแทบเล็ตก็จะมีบุคลิกอย่างหนึ่ง แต่จะดีกว่าไหมถ้าพ่อแม่ชะลอให้เขาได้ทั้งสองสื่อ ได้ใช้หนังสือด้วย แล้วในชีวิตประจำวันก็ใช้แทบเล็ตด้วย แทนที่หนังสือก็ไม่อยากจับเลย แล้วก้มหน้าสไลด์หน้าจออย่างเดียว
นี่ก็เป็นประเด็นที่อยากฝากถึงพ่อแม่ว่า นิทานเล่มก็จำเป็นด้วย ได้ผิวสัมผัส ได้ความอบอุ่น เด็กนั่งตักพ่อแม่ นอนซุกข้างๆ เปิดนิทานอ่านไปด้วยกัน มันเป็นความประทับใจ อารมณ์น่าจะแตกต่างกว่าการโยบแทบเล็ตให้ลูกแล้วบอกว่าไปมุมโน้นนะ เปิดดูเงียบๆ

๐ ผลงานล่าสุดในปีนี้?
ถือเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในครอบครัว เป็นผลงานต่อเนื่องจากปีที่แล้ว สำนักพิมพ์ก้อนเมฆได้รับคัดเลือกจากรัฐบาลฮอกไกโดให้แต่งนิทานส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นเกาะใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น เป็นจังหวัดค่อนข้างใหม่มีอายุประมาณ 150 ปีเท่านั้นเอง รัฐบาลจึงอยากจะโปรโมทและเชิญชวนคนไทยไปเที่ยว
ตัวเกาะอยู่ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น มีชนพื้นเมืองเดิมชื่อ ไอนุ เมืองหลวงชื่อซับโปโร ประชากรประมาณ 5 ล้านคนเท่านั้น ขณะที่พื้นที่กว้างใหญ่มาก ชาวเมืองจิตใจดีมาก ไฮไลท์อยู่ที่เมืองเคมบูจิ ประชาชนไม่ถึง 5 พันคน มีหอสมุดภาพใหญ่ที่สุดของประเทศ รวมหนังสือภาพประมาณ 6 หมื่นเล่ม ที่นั่นเขาจัดประกวดนิทานทุกปีจึงเป็นที่รู้จักเฉพาะคนในแวดวงวรรณกรรมเท่านั้น
ผมมีเพื่อนที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมานานจนได้เป็นทูตวัฒนธรรม ได้ชักชวนให้ผมส่งผลงานไปประกวดบ้าง ปรากฏว่าได้รับคัดเลือก รัฐบาลของเขาก็ส่งเจ้าหน้าที่มาสัมภาษณ์ถึงเมืองไทย แล้วก็เทคแคร์ดีมากในทุกๆ เรื่องระหว่างที่ผมเดินทางไปสำรวจข้อมูล 7 วัน 7 เมืองบนเกาะฮอกไกโดก็นำมาถ่ายทอดเป็นนิทานภาพ
หนังสือมีชื่อว่า “สวัสดีฮอกไกโด” วางเค้าโครงเป็นการผจญภัยของครอบครัวช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของบ้านเรา สุดท้ายปลายทางของหนังสือเล่มนี้ก็จะไปอยู่ที่หอสมุดภาพในเมืองเคมปูจิ แต่ในวันอาทิตย์ที่ 14 นี้มีงานเจแปนเอ็กซ์โปที่พารากอน ผมมีกิจกรรมขึ้นเวทีเล่าถึงหนังสือนี้และการใช้ชีวิต 7 วันบนเกาะนั้นด้วยครับ
ปิดฉากการสนทนากับคำถามที่ว่า ความสุขของนักเล่านิทานคืออะไร น้าเมฆ-ธนะชัย ตอบชัดเจนว่า ก็คือการเล่านิทานและเป็นความสุขที่ได้รับในทันทีทันใดจากรอยยิ้มและแววตาที่ส่งคืนมา ขณะที่ทุกคนเหนื่อยล้าจากการทำงานมาก แต่สำหรับเขาแล้วยิ่งเหนื่อยยิ่งสุขแล้วกลายเป็นพลังที่ไม่รู้จบ