วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ.ประกาศ'ไวรัสซิกา'เป็นโรคติดต่อ พบเจอต้องแจ้งจนท.

สธ.ออกประกาศ "ไวรัสซิกา" เป็นโรคติดต่อ พบเจอคนป่วยต้องแจ้งจนท. คุมพิเศษ4กลุ่ม ตั้งครรภ์-ผไข้ออกผื่น-ทารกศรีษะเล็ก-ผู้ป่วยปลายประสาทอักเสบ

กรมควบคุมโรค นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) พร้อมด้วย พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและที่ปรึกษากรมคร. ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา หลังจากที่องค์การอนามัยโรคประกาศให้สถานการณ์ระบาดของโรคนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนพ.อำนวย กล่าวว่า ได้มีการออกประกาศเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกาเพิ่มเติม 2 ฉบับ โดยฉบับแรก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เรื่องเพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญ โดยระบุว่าอาการสำคัญ ได้แก่ มีอาการไข้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ตาแดง บางรายอาจมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย โดยทั่วไปจะมีอาการป่วยประมาณ 1 สัปดาห์ และฉบับที่ 2 ประกาศสธ.เรื่องเพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อต้องแจ้งความ ระบุว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นโรคที่ต้องแจ้งความ เมื่อพบผู้ป่วยต้องรายงานให้สธ.ทราบ

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า ในการเฝ้าระวังป้องกันโรคจะมีการคุมเข้มเป็นพิเศษใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.หญิงตั้งครรภ์ 2.ผู้ป่วยไข้ออกผื่น เป็นกลุ่มก้อน จะมีการลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคทันที 3.ทารกที่คลอดแล้วมีศรีษะเล็ก และ4.ผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ โดยจะเน้น 4 มาตรการ คือ1.การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา2.การเฝ้าระวังทางกีฏวิทยา3.การเฝ้าระวังทารกแรกเกิดที่มีความพิการแต่กำเนิด และ4.การเฝ้าระวังกลุ่มอาการทางระบบประสาทนอกจากนี้ จะมีการเพิ่มความเข้มข้นในการออกไปสอบสวนโรค หากมีผู้ป่วยอาการเข้าข่ายจะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสอบสวนโรคทันทีและอย่างจริงจัง รวมถึง ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศบริเวณสนามบินจะมีการเฝ้าระวังเข้มแข็งในกรณีที่มีผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคแล้วมีอาการไข้ด้วย อีกทั้ง มีการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างนักระบาดวิทยาภาคสนามของประเทศอาเซียนบวก 3 เพื่อปรึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการร่วมกันในการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อซิกา

นอกจากนี้ ประชาชนต้องช่วยกันกำจัดทั้งตัวยุงและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งยุงลายบ้านและยุงลายสวน เพราะหากสามารถกำจัดยุงลายได้จะคุมได้ถึง 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้ซิกาและไข้ปวดข้อชิคุณกุนยา ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินไปในพื้นที่เสี่ยงเมื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทยแล้วมีอาการป่วยเป็นไข้ ออกผื่น ให้แจ้งกรมควบคุมโรค ส่วนหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค

คนไทยป่วยทั้งจากเชื้อใน-นอกประเทศ

“ตั้งแต่ปี2555-2558มีรายงานผู้ป่วย2-5รายทุกครั้งผู้ป่วยจะหายและยุติโรคได้ ไม่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ที่ผ่านมาในประเทศไทยจึงยังไม่ถือว่ามีการระบาดของโรคและขณะนี้ยังไม่ถือว่ามีการระบาด ซึ่งข้อมูลจากการสอบสวนโรคพบว่าผู้ป่วยที่เคยเจอในประเทศไทยมีทั้งที่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ และติดเชื้อจากยุงลายภายในประเทศไทยเอง ซึ่งการที่เจอผู้ป่วยสะท้อนว่าไทยมีระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็งสามารถตรวจจับผู้ป่วยและควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ขอให้ประชาชนมั่นใจระบบป้องกันและควบคุมโรคของไทย ส่วนที่ว่ายุงลายเป็นแหล่งรังโรคหรือมีเชื้อไวรัสซิกามากน้อยหรือรุนแรงแค่ไหนนั้น อยู่ในเรื่องที่กำลังศึกษา โดยได้ประสานความร่วมมือกับภาควิชากีฏวิทยา มหาวิทาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ”นพ.อำนวยกล่าว 

ผู้ป่วยที่รพ.ภูมิพลหายกลับบ้านแล้ว

 พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กล่าวว่า รพ.ภูมิพลมีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาเข้ารับการรักษา 1 ราย เป็นชายไทยอายุประมาณ20กว่าปี เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่24มกราคมที่ผ่านมา ด้วยอาการไข้ มีผื่น ตาแดง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว จากการเจาะเลือดส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าไวรัสซิกา ซึ่งให้การรักษาจนผู้ป่วยอาการดีขึ้น และออกจากโรงพยาบาลแล้ว และโรงพยาบบาลได้มีการเฝ้าระวังโดยงางมาตรการทำลายยุง และแผ่นพับให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากโรคนี้ที่น่าห่วง คือ ทารกที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อซิกา โดยเฉพาะในช่วงที่ตั้งครรภ์อ่อนๆ 12 สัปดาห์ แต่ประเทศไทยยังไม่มีรายงานพบในหญิงตั้งครรภ์

ประสานสูติฯ-อายุรแพทย์เฝ้าระวัง

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า โรคนี้มีการระบาดทั่วไป โดยเฉพาะใน 19 ประเทศแถบทวีปอเมริกา ซึ่งที่ประเทศบราซิล พบผู้ป่วยราว 5 ล้านคน และมีทารกที่คลอดมามีศรีษะเล็กมากกว่า 3,000 คน เฉลี่ย 20 คน ต่อหมื่นประชากร จากเดิมที่มีเพียง 0.5คนต่อหมื่นประชากร จึงมีการศึกษาว่าไวรัสซิกามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งผลออกมาว่าเชื่อมโยงและเกี่ยวกันได้ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงประกาศไม่ให้หญิงตั้งครรภ์เดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาด ทั้งนี้ ตามปกติอาการของผู้ป่วยโรคซิกาจะมีอาการใกล้เคียงกับไข้เลือดออกเดงกี่และไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุณกุนยา คือ มีไข้ ออกผื่นและปวดข้อ จึงต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ(ห้องแลป) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยสามารถดำเนินการตรวจได้

“ได้มีการประสานไปยังราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้เฝ้าระวังทารกแรกคลอดที่มีศีรษะเล็กในประเทศไทย และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศในการหาความเชื่อมโยงโรคติดเชื้อไวรัสซิกาและผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์หากเจาะเลือดตรวจจะไม่สามารถบอกได้ว่าทารกติดเชื้อไวรัสซิกาหรือไม่ เพราะแอนติบอดีจะเหมือนกับโรคไวรัสเดงกี่และไข้สมองอักเสบ จะต้องเจาะน้ำคล่ำจึงจะสามารถตรวจได้”ศ.เกียรติคุณนพ.ประเสริฐกล่าว

ยันป่วยหายเองใน 7 วัน

นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยสำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสซิกาจะมีอาการน้อยและหายเองได้ใน 7 วัน มีจำนวนน้อยมากที่จะต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ที่องค์การอนามัยโลกต้องประกาศให้การระบาดของโรคเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่ได้สนใจว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคนี้มากเท่าไหร่ แต่สนใจและเป็นเรื่องสำคัญเพราะทารกที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อไวรัสซิกาแล้วเด็กพิการ

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสซีกานับเป็นโรคติดต่อต้องแจ้งความลำดับที่ 23 โดยที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความมาแล้ว 22 โรคได้แก่1.อหิวาตกโรค2.กาฬโรค3.ไข้ทรพิษ4.ไข้เหลือง5.ไข้กาฬหลังแอ่น6.คอตีบ7.โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิด8.โปลิโอ9.ไข้หวัดใหญ่10.ไข้สมองอักเสบ11.โรคพิษสุนัขบ้า12.ไข้รากสาดใหญ่13.วัณโรค14.แอนแทร็กซ์15.โรคทริคิโนซิส16.โรคคุดทะราด เฉพาะในระยะติดต่อ17.โรคอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกอย่างเฉียบพลันในเด็ก18.โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง19.โรคไข้ปวดข้อยุงลาย20.ไข้เลือดออก21.โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา และ22.โรคเมอร์ส (MERS)