ตามติดชีวิต (สมอง) คนเจ้าชู้

หนูดีแห่งอัจฉริยะสร้างได้มอง “ความเจ้าชู้” ด้วยมุมที่มีความเข้าใจ ความเห็นใจในธรรมชาติมนุษย์ในวัยเด็ก และกลไกการทำงานของสมองที่ซับซ้อน
คนเจ้าชู้มีทุกที่ในโลกใบนี้และตราบใดที่ยังมีมนุษย์ตราบนั้นเราก็จะมีคนเจ้าชู้ค่ะ หลายๆ คนบอกว่า มันเป็นนิสัย เป็นความต้องการที่เห็นแก่ตัว เป็นการเอาเปรียบและทำร้ายคนข้างๆ เป็นความไม่รู้จักพอ และอีกสารพัดคำอธิบาย หรือบางคนอธิบายในเชิงวิวัฒนาการว่า ความเจ้าชู้หรือการมีคู่หลายๆ คนนั้นจำเป็นในเชิงของการสืบต่อเผ่าพันธุ์ เพื่อเป็นหลักประกันว่าสปีชีส์ของเราจะรุ่งเรืองเกรียงไกรตราบนานเท่านาน ด้วยการมีผู้มาสืบสานเผ่าพันธุ์ของเราต่อไป
คำอธิบายและการให้คำจำกัดความของความเจ้าชู้นั้น ก็หลากหลายกันไปตามมุมมองและประสบการณ์ของแต่ละคน สำหรับหนูดีนั้นมีมุมมองของตัวเองเช่นกันในประเด็นนี้ แต่มุมมองนี้มาจากมุมเล็กๆ ของคนเป็นครู เป็นเจ้าของโรงเรียนและเป็นคนที่เรียนมาด้านสมองแถมด้วยประสบการณ์วิชาจิตวิทยาเด็กเบบี๋ รวมกันแล้ว หนูดีมีคำจำกัดความของตัวเองที่ทำให้มอง “ความเจ้าชู้” ด้วยมุมที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเห็นใจในธรรมชาติมนุษย์ในวัยเด็ก แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วเราเองก็มีตัวเลือกว่า สิ่งที่ธรรมชาติให้มานี้จะมีโทษหรือประโยชน์ก็ขึ้นอยู่กับ “ตัวเลือก” ของเราแล้วค่ะ
ในโลกแห่งการทำงานกับเด็กเบบี๋ เรามีคำหนึ่งที่พูดถึงความสามารถของพวกเขาว่า Ability to bond to multiple caregivers. หรือ ความสามารถของเด็กที่จะผูกพันกับคนเลี้ยงดูมากกว่าหนึ่งคน
ความสามารถนี้สำคัญมากๆ ค่ะ มันทำให้เด็กรักคุณครูได้ในที่สุดแม้ว่าในวันแรกของเปิดเทอมเขาจะร้องไห้ตอนโดนยื่นส่งให้เรา เหมือนคุณครูเป็นจิ้งจกตุ๊กแกหรือเป็นผู้ก่อการร้ายก็ไม่ปาน แต่พอเริ่มเล่นเริ่มผูกพันใกล้ชิดกันไป เด็กก็เริ่มยินดีที่จะให้คุณครูโอบกอด ให้พาเดินเล่น พาทำกิจกรรม สอนกันไปเล่นกันไปไม่กี่เดือนเท่านั้นละ คราวนี้ถามว่า “รักคุณครูไหม” คำตอบคือ “รักค่ะ/รักครับ” กันทุกคน
ยิ่งถ้าเราทำดีต่อกัน ทานอาหารด้วยกัน เล่นกันบ่อยๆ ความรักจากหัวใจดวงน้อยๆ ก็ยิ่งเพิ่มพูน พอจะจากกันตอนปลายปีก็มีเศร้าสร้อย เสียใจ อำลา แต่พอเจอคุณครูคนใหม่ เพื่อนใหม่ๆ เท่านั้นละ ก็จะค่อยๆ หายเศร้า ค่อยๆลืมไป และรักครูใหม่ๆ เพื่อนใหม่ได้ไม่ต่างกัน นี่ละค่ะ คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ความสามารถในการผูกพันกับคนเลี้ยง/คนดูแล มากกว่าหนึ่งคน” เป็นของขวัญสำคัญจากธรรมชาติ บางครั้งสิ่งนี้ทำให้เรารักคนสองคน สามคน สี่คนได้เท่าๆ กันอีกด้วย เหมือนกับที่พ่อแม่รักลูกทุกคนเท่ากันแต่รักแตกต่างกันไปตามนิสัยของลูกแต่ละคน พ่อแม่ในปัจจุบันน้อยคนมากที่จะมีลูกรักลูกชัง น้อยบ้านที่จะรักลูกชายมากกว่าลูกสาวจนมอบทุกสิ่งรวมทั้งเงินทองการศึกษาให้ลูกชายเท่านั้น
ดังนั้น ฟังก์ชั่นนี้ของสมองก็ดูแลรับใช้เราทั้งชีวิตนั่นเอง จากวัยเด็กที่ทำให้เรารอดตาย จากการ “ติดแม่แค่คนเดียว” เพิ่มเติมมาเป็น “ติดคุณพ่อ” แล้วก็มา “ติดคุณครู” เรียกว่าด้วยสมองก้อนนี้ทำงานได้แบบนี้ส่งผลให้มนุษย์อย่างพวกเรากลายเป็นคน “หัวใจไม่ขาดรัก” กันเลยทีเดียว รักเขาได้ทั่วไปหมด บางทีคุณอาคุณน้าบางคนไม่ได้เจอบ่อยถ้าซื้อขนมให้ก็รักได้ง่ายๆ นะเออ
ฟังก์ชั่นนี้ของสมองจำเป็นมากสำหรับการอยู่รอดของเรา และภารกิจหลักของสมองก็คือช่วยให้เราอยู่รอดได้นั่นเอง พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วปัญหาคืออะไร ปัญหาจะมาก็เมื่อเรา “หยุด” ฟังก์ชั่นนี้ไม่ได้ค่ะ ระบบหยุดของสมองเรียกกันง่ายๆ ว่า Inhibitation Control System ทำหน้าที่ตรงตามชื่อเลยคือ หยุดให้ทันเมื่อเราคิดจะทำอะไรที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นประโยชน์ในระยะยาว ระบบนี้สำคัญและเราต้องหยุดตัวเองให้ทันก่อนเหตุการณ์ร้ายๆ จะเกิดขึ้น
“การรักง่าย” และ “รักใครก็ได้ที่ดีกับเรา” จะส่งผลในวัยผู้ใหญ่หลากหลายรูปแบบ บางคนพัฒนาสิ่งนี้ไปในเชิงเมตตาและการมอบความรักแบบไม่มีประมาณให้คนอื่นๆ ดูอย่างพระที่เมตตาสูงหลายๆ ท่านก็จะมาในรูปแบบนี้คือ เรานั่งลงใกล้ท่านก็รับได้ถึงกระแสแห่งความรักนี้ได้เลย ถามว่าท่านเจ้าชู้ไหม ตอบได้เลยว่าไม่มีทางเพราะท่านเดินอยู่ในเส้นทางแห่งการหลุดพ้น ฟังก์ชั่นการ “รักได้หลายๆ คน” จึงกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก หากมันตกอยู่ในมือของคนที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็น “เมตตาอย่างไม่มีประมาณ” แต่สำหรับบางคนตกเป็นทาสฟังก์ชั่นนี้และไม่พัฒนาไปในทางที่เหมาะสมกับสมองที่เติบโตขึ้นตามวัย มันก็กลายเป็น “คนเจ้าชู้” รักง่าย หน่ายเร็ว รักคนนั้นเดี๋ยวเปลี่ยนไปรักคนนี้ หรือฮาร์ดคอร์กว่านั้นคือ รักได้หลายคนพร้อมๆ กัน ใช้สมองได้คุ้มเลยค่ะ เพราะสมองอนุญาตให้รักได้หลายๆ คนพร้อมกันอยู่แล้ว ดังนั้น พอออกมาในรูปแบบนี้ก็ไม่ผิดธรรมชาติที่สมองให้มา แต่ถามตัวเองดีหรือยังว่า นี่คือตัวเลือกที่สวยงามที่สุดที่เรากำลังทำกับสิ่งที่ธรรมชาติให้มาเพื่อการอยู่รอดและรอดตายในวัยเด็กหรือเปล่า
เรากำลังเอาความสามารถที่สวยงามมาเปลี่ยนเป็นสิ่งเลวร้ายที่ใช้ทำร้าย ทำลายคนอื่นหรือไม่ เรากำลังปล่อยให้สมองของเราไหลลงสู่ที่ต่ำแล้วนำมันมาทำลายหัวใจคนอื่นหรือเปล่า
สมองของเราฝึกได้ค่ะ เหมือนที่สัตว์ส่วนใหญ่ที่มีสมองในส่วนของอารมณ์และส่วนการคิดเหตุผลนั้นฝึกได้ ดังนั้น ทั้งหมดจึงอยู่ที่ตัวเลือกของเราว่าจะเลือกอะไร จะเดินเส้นทางไหน เรามีตัวเลือกเสมอ และแต่ละตัวเลือกก็จะส่งผลกระทบทั้งต่อตัวเราและต่อคนรอบข้างแตกต่างกันไป
เราสามารถเลือกสร้างสิ่งดีๆ และสิ่งสวยงามจากสมองที่มหัศจรรย์ก้อนนี้ได้ เพราะในที่สุดแล้ว สมองทำให้เราได้ทุกอย่างเหมือนรถดีๆ สักคันที่พร้อมจะพาเจ้านายไปทุกที่ แต่ “คนถือพวงมาลัย” อย่างพวกเราต้องตัดสินใจเองว่า จะขับไปที่ไหน จุดหมายปลายทางเป็นตัวเลือกของเราค่ะ







