รัญชิดา กมลฉัตรนิธิ เธอคือสาวน้อยมหัศจรรย์

เธอคือเด็กวัยรุ่นที่กำลังได้รับความสนใจจากทุกสื่อ ด้วยความมุมานะทำงานตั้งแต่ยังอายุน้อย เพื่อช่วยเหลือครอบครัว กระทั่งสร้างรายได้ทะลุล้าน
เรากำลังทำความรู้จัก “มิลค์-รัญชิดา กมลฉัตรนิธิ” นักเรียนหญิงวัยมัธยมปลายที่มหัศจรรย์สุดๆ ด้วยเส้นทางชีวิตที่แตกต่างจากเพื่อนวัยเดียวกัน เพียงเพราะต้องการแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยเริ่มทำธุรกิจหารายได้จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตตั้งแต่อายุ 14 ปี ขณะเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญภาวะเศรษฐกิจขาลง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจก่อสร้างของครอบครัว
แม้จะเป็นนักธุรกิจเงินล้าน (หลายล้าน) แต่เธอก็ยังเป็นเด็กสาวที่ให้ความสนใจสิ่งรอบข้างตลอดเวลาขณะที่กำลังสนทนา ณ สตูดิโอ NOW26 ทั้งยังเล็งมุมเป้าหมายในพื้นที่ไว้เสร็จสรรพสำหรับการเชลฟี่ และสิ่งสำคัญที่ไม่ลืมว่าเธอยังเป็นเด็กสาวธรรมดาก็คือ คุณพ่อพลอธิปและคุณแม่ธัญพิชชาตามมาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ในช่วงปี 2554 ประเทศไทยเผชิญภาวะเศรษฐกิจขาลง ซึ่งกระทบต่อกิจการรับเหมาก่อสร้างของครอบครัวกมลฉัตรนิธิ รัญชิดาในวัย 14 ปีรับรู้ปัญหาอย่างเงียบๆ และคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะช่วยเหลือครอบครัวได้
“เรารู้ว่ามีคนที่อยู่ในโลกออนไลน์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องการหาอะไร ก็เลือกเข้ามาดูในอินเทอร์เน็ตก่อน ทำให้มองว่า การโปรโมทผ่านโลกออนไลน์ถือเป็นช่องทางใหม่ที่มีโอกาสสูง” จากความคิดนี้นำไปสู่การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง วางท่อ เดินสายไฟ ของครอบครัวในโลกออนไลน์ กระทั่งมีผู้ติดต่อว่าจ้างจำนวนมาก
ความสำเร็จนี้เปิดประตูสู่การหารายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยในช่วงปิดเทอมจึงเกิดไอเดียจะขายของออนไลน์ เริ่มจากเสื้อผ้าของตัวเองก่อนจากที่ได้เห็นการถ่ายรูป บรรยายสินค้า ก็มาเปิดร้านออนไลน์ของตัวเองผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊ค สร้างรายได้และฐานลูกค้าไว้ไม่น้อย แต่ขายได้มากแค่ไหนก็ไม่มีเงินเก็บ เพราะเธอยังชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ จึงเริ่มคิดหาวิธีสร้างรายได้ก้อนใหญ่ขึ้น ทุนทรัพย์ก้อนแรกขอจากคุณพ่อ 3,000 บาท แล้วตรงไปประตูน้ำเพื่อซื้อเสื้อผ้ามาขาย
จากเด็กสาวที่เล่นอินเทอร์เน็ต เล่นเกมส์ ในช่วงเวลาว่าง ก็เปลี่ยนวิถีชีวิตสู่แม่ค้าหน้าใหม่ เมื่อเธอมุ่งมั่นกับการทำธุรกิจเล็กๆ ขายเสื้อผ้าออนไลน์และออฟไลน์ให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรู้จัก ทั้งเพื่อนพี่น้องที่โรงเรียน
“ในช่วงแรกตลาดออนไลน์ยังไม่บูมมาก ร้านหนูถือเป็นเจ้าแรกๆ พอเราเริ่มโปรโมทให้กับคนรู้จักที่โรงเรียน ด้วยความที่มีเพื่อนเยอะ รู้จักคนเยอะ ก็จะแนะนำกันไปเรื่อยๆ คนก็เข้ามาเป็นลูกค้าต่อเนื่อง เพราะเสื้อผ้าที่เลือกมาก็เน้นสไตล์ของเราซึ่งก็เป็นเทรนด์ที่วัยรุ่นนิยมใส่อยู่แล้ว นอกจากนี้ก็เริ่มคิดวิธีการขายใหม่ เริ่มเปิดสั่งแบบพรีออเดอร์ เพื่อที่จะไม่ต้องซื้อของมาเก็บไว้เยอะ ลดเสี่ยงของค้างสต็อก ทุนจม”
เรื่องการบริหารจัดการสต็อกสินค้าได้รับคำแนะนำจากคุณพ่อนั่นเอง จากสินค้าที่เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นวัยรุ่นก็ขยับขยายสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในช่วง ม.3 เมื่อเทรนด์การขายครีมบำรุงผิวกำลังมา สื่อออนไลน์ก็ยิ่งมาแรงบวกกับตัวเองก็เริ่มรักสวยรักงามด้วย ผลก็คือการตอบรับที่ดีมาก จากช่วงแรกที่ขายครีมและเสื้อผ้าควบคู่กันไปด้วย ก็กลายมาเป็นการขายครีมเท่านั้นเพราะไม่มีเวลาที่จะไปรับเสื้อผ้ามาขาย
เมื่อตลาดความสวยความงามเริ่มมา ขายแบรนด์คนอื่นมานาน รัญชิดามองไกลถึงการสร้างแบรนด์ตัวเอง แต่การเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยอดขายไม่ได้สวยงามเหมือนแบรนด์ที่ติดตลาด เธอจึงต้องคอยปรับแก้ไปทีละจุด
โลกออนไลน์ถือเป็นแหล่งความรู้ที่รัญชิดาเลือกเก็บเกี่ยวข้อมูลและประสบการณ์ เธอใช้วิธีลองผิดลองถูกหลายครั้ง เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจของตัวเองทั้งเรื่องของการตลาด การสร้างแบรนด์ การวางระบบตัวแทนจำหน่าย ไปจนถึงการเก็บฟีดแบคเพื่อใช้เป็นแนวทางการโปรโมทสินค้า
แต่ธุรกิจคือบทเรียน เด็กน้อยต้องเผชิญกับปัญหานานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น การโกง การปลอมสินค้าหรือภาวะที่ขายดีจนของขาดตลาด สร้างความวุ่นวายไปชั่วขณะ
“ตอนถูกโกง หนูเจ็บใจมาก ถึงจะเป็นเงินแค่ 3 หมื่นบาทสำหรับคนอื่น แต่สำหรับหนูมันเป็นเงินก้อนใหญ่มากพอที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง หนูรู้หมดว่าคนที่โกงเป็นใคร อยู่ที่ไหน แต่พอไปแจ้งตำรวจ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็ทำอะไรไม่ได้”
ปัญหาทำให้คนแกร่งขึ้น เพราะเธอยิ่งสู้ จนสามารถสร้างฐานลูกค้าได้มากมาย สร้างยอดขายเป็นหลักหมื่นยูนิตต่อเดือน เงินหมุนเวียนหลักล้านบาทต่อเดือน ครอบครัวก็มีสถานะดีขึ้นมาก คุณพ่อคุณแม่เข้ามาช่วยทำธุรกิจเต็มตัว เจ้าของแบรนด์ตัวน้อยก็สบายใจขึ้นที่เห็นบุพการีสบายใจ ทำงานไม่หนักเหมือนตอนทำงานรับเหมาก่อสร้าง ในขณะเดียวกันพี่สาวที่ทำงานประจำด้านการเงินก็เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาเรื่องการตลาดและโปรโมชั่นต่างๆ
เม็ดเงินก้อนใหญ่ที่เป็นรายได้เข้าบ้านนั้น เธอค่อยๆ เก็บหอมรอบริบและนำไปใช้หนี้ค่าบ้านมูลค่าราว 1.5 ล้านบาทได้ในที่สุด “4 ปีของการธุรกิจถือว่าอยู่ตัวแล้ว มียอดขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เราก็ไม่ประมาทนะ วางแผน B เอาไว้ถ้าตลาดอิ่มตัว ทั้งเรื่องของการปรับสูตร ปรับบรรจุภัณฑ์ รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา เพราะคนชอบของใหม่ ชอบลอง เราก็ต้องเตรียมของใหม่ที่จะโตตามวัย”
หากถามถึง “ไอดอล” ทางธุรกิจ รัญชิดานิ่งคิด ก่อนตอบว่า ไม่มี เพราะวิธีคิดวิธีทำงานของเธอนั้นมองดูจากสิ่งที่คนอื่นทำอยู่ แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี นำมาปรับใช้กับงานของตัวเอง เช่น เมื่อครั้งไปเที่ยวประเทศเกาหลีใต้ที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องสำอาง ก็ไปเก็บข้อมูล ดูส่วนประกอบใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ บรรจุภัณฑ์ที่แปลกตา
"อยากจะแนะนำว่าคนที่คิดจะขายของ ต้องคิดก่อนว่าเราจะขายอะไร จะขายใคร มีจุดเด่นกว่าแบรนด์อื่นตรงไหนและที่สำคัญต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้าค่ะ ใจแลกใจถึงจะประสบความสำเร็จค่ะ ยังไงเป็นกำลังใจสำหรับคนสู้ชีวิต ไม่เริ่มต้นสร้างชีวิตวันนี้แล้วจะเริ่มเมื่อไหร่ ไม่มีคำว่าสายหากเรายังไม่ได้ลอง”
การทำงานตั้งแต่ยังเด็กทำให้สงสัยว่าชีวิตในสไตล์เด็กวัยรุ่นจะหายไป แต่รัญชิดากลับไม่เป็นเช่นนั้น เธออยู่กับเพื่อนแทบจะตลอด ด้วยพ่อกับแม่เห็นว่า ลูกสาวมีภาระหน้าที่รับผิดชอบมาก จึงจัดเตรียมพื้นที่พร้อมรับรองเพื่อนๆ ให้มาเจอที่บ้าน ไม่ให้ขาดความสนุกของวัยรุ่นวัยเรียนเลย
“เวลาเรียนก็เรียนตามปกติ หลังเลิกเรียนจะเป็นเวลาจัดการสินค้าคือแพ็คของเตรียมส่ง ช่วงทำงานนี้แหละ ที่บ้านครอบครัวช่วยกัน เราก็ได้พูดได้คุย เรื่องโน่นนี่นั่นกับครอบครัวบ้าง ก็ทำให้มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น หรือก็จะเป็นเวลาที่เพื่อนๆ มาคุย มาช่วยกัน ทำเสร็จเราก็ช่วยกันติว ตอนนี้ก็เรียนไม่ตกได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่าทุกเทอม เช่นเดียวกับวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะเป็นวันพักผ่อน ไปเที่ยวกับเพื่อนหรือไปดูหนัง กินข้าวกับครอบครัว”
งานหนักงานเหนื่อยแต่สาวน้อยยังสนุกกับงาน เพราะข้อดีก็มีมาก นอกจากรายได้ที่ทำให้ครอบครัวสบายขึ้น ยังรู้จักผู้คนหลากหลายขึ้น สร้างคอนเนคชั่นมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็ยิ่งต้องวางตัวให้เหมาะสม คิดและตั้งสติก่อนโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียในเรื่องที่จะกระทบต่อตัวเอง ครอบครัวและสังคม
ทุกวันนี้เธอยังคงสนุกกับการทำธุรกิจควบคู่กับหน้าที่นักเรียนซึ่งสำคัญเช่นกัน โดยตอนนี้เรียนอยู่ชั้น ม.6 สายศิลป์-จีน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
“ตอนนี้เป็นช่วงที่จะก้าวสู่การเลือกเรียนต่อในคณะที่ชอบ หรือคณะที่ใช่ ตอนแรกก็ลังเล เพราะอยากเป็นผู้กำกับ อยากเรียนด้านภาพยนตร์ แต่เมื่อได้มาทำงาน ทำให้รู้ว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจมากที่สุด จึงตั้งใจจะเรียนด้านธุรกิจอย่างจริงจัง เพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจในอนาคต”
นอกจากนี้ยังมีแผนจะพัฒนาตัวเอง โดยการเข้าคอร์สเสริมทักษะความรู้ทั้งด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์และภาษาอังกฤษ เพราะมองถึงการทำตลาดอาเซียนในยุคเออีซี และยังจะพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อนาคตของสาวน้อยเงินล้าน คือการเป็นเจ้าของธุรกิจโรงงานรับจ้างผลิตที่เกี่ยวกับความสวยความงาม ซึ่งเป็นแนวที่ชอบ อีกทั้งผู้บริโภคยังใส่ใจเรื่องนี้ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
“คือเงินมันไม่ใช่ทุกอย่าง แต่เงินมันทำให้ทุกคนกลับมารวมกันได้ จากที่เหมือนแพจะแตก ต้องไปคนละทิศทาง แต่พอลุกขึ้นมาได้ ทุกคนก็กลับมา คุณพ่อคุณแม่ก็ดีใจกับความสำเร็จของเรา ท่านร้องไห้และขอบคุณที่เรานำครอบครัวกลับมาได้ ภาพความตื้นตันในวันที่แอบไปปลดหนี้ที่ธนาคาร ยังคงจำได้ถึงวันนี้ แต่จริงๆ ชีวิตเราประสบความสำเร็จเพราะครอบครัวให้โอกาส คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นต้นแบบ ป้า พี่สาว ก็ภูมิใจที่มีวันนี้ แต่เราจะไม่ประสบความสำเร็จเลยถ้าไม่มีพวกเขาคอยช่วยเหลือให้กำลังใจแนะนำ”
จากเด็กสาวที่มุมานะ สร้างธุรกิจเล็กๆ ด้วยเงินทุน 3,000 บาท ในตอนนี้ธุรกิจของเธอหล่อเลี้ยงครอบครัว สร้างรายได้เดือนละ 7 หลักให้กับตัวเองและครอบครัว ที่สำคัญคือ ความสำเร็จและความภูมิใจในวินาทีที่เดินออกจากธนาคารเมื่อเม็ดเงินที่ได้สามารถปลดหนี้ค่าบ้านทั้งหมดได้ในที่สุด
“ตอนนี้หนูมีความสุขกับตัวเอง ครอบครัวเราก็มีความสุข มีงานทำที่เหนื่อยน้อยลง หนูมีเป้าหมายใหม่คือ อยากซื้อบ้านอีกหลังที่จะเปิดเป็นร้านอาหารให้คุณพ่อ คิดว่าปีหน้าจะทำให้ได้” คำตอบทิ้งท้ายการสนทนาของเด็กสาววัยมัธยมปลายในวันนี้







