วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นอนกรน มหัตภัยร้ายสู่โรคระบบประสาท

แพทย์เผยโรคนอนกรน มหัตภัยร้าย เสี่ยงสู่โรคระบบประสาท

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของมูลนิธิเพื่อโรคระบบประสาทแห่งประเทศไทย จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้และแนวทางการป้องกันหรือดูแลตนเองที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบประสาท โดยมุ่งให้กลุ่มผู้สูงอายุได้รู้หลักการดูแลตนเอง รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มวัยทำงาน ให้หันมาดูแลและใส่ใจญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด อันจะช่วยให้สามารถหาทางป้องกันและรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งการรู้จักเตรียมพร้อมในการสังเกตหรือดูแลตนเองให้ห่างไกลจากการเป็นโรคระบบประสาทก่อนจะเข้าสู่ช่วงสูงวัย

ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ หัวหน้าสาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และประธานมูลนิธิเพื่อโรคระบบประสาทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าโรคทางระบบประสาทจะมีกลุ่มเสี่ยงสูงอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่หากคนวัยทำงาน หรือคนรุ่นใหม่ ละเลยต่อการดูแลตนเองก็อาจสุ่มเสี่ยงเข้าสู่ภาวะการเป็นโรคระบบประสาทได้ในอนาคตเช่นกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของมูลนิธิฯ จึงได้จัดกิจกรรม “โรคระบบประสาทเพื่อประชาชน” ระหว่างวันที่ 18 - 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ด้วยนิทรรศการให้ความรู้จากชมรมและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้แก่ ชมรมโรคเส้นประสาทร่วมกล้ามเนื้อและเวชศาสตร์วินิจฉัย สมาคมดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย ชมรมการนอนหลับผิดปกติ ชมรมศึกษาโรคปวดศรีษะ ชมรมโรคพาร์กินสันไทย ชมรมโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สมาคมโรคลมชัก สมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย และสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งการตรวจเช็คสมรรถภาพหรืออัตราเสี่ยงของโรคระบบประสาทฟรี อาทิ การตรวจวัดและวิเคราะห์อาการสั่นในผู้ป่วยพาร์กินสัน การอัลตร้าซาวด์บริเวณหลอดเลือดใหญ่ที่คอเพื่อดูความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง การตรวจวัดไขมันและดัชนีมวลกาย เพื่อทดสอบอัตราเสี่ยงสู่การเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน เป็นต้น

ด้าน พ.อ.พิเศษ ดร.น.พ.โยธิน ชินวลัญช์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านอายุรกรรมสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้กล่าวถึงหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจภายในงาน เรื่อง “มหัตภัย โรคนอนกรน” ว่า การนอนหลับเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของมนุษย์ ที่ทำให้ร่างกายได้พักฟื้นจากความเหนื่อยล้าจากการทำกิจกรรมตลอดวันที่ผ่านมา ดังนั้นหากเราสามารถนอนหลับได้ปกติก็จะมีสุขภาพที่ดี ในทางตรงกันข้าหากใครที่มีปัญหาการนอน ไม่ว่าจะเป็นการนอนกรน นอนไม่หลับหรือปัญหาง่วงนอนมากเกินไป ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยมีข้อมูลพบว่าการนอนหลับผิดปกติที่พบบ่อย คือ โรคนอนกรน ประมาณ 40% ของผู้ป่วยทั้งหมด ต่อมาจึงเป็นภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ( 30 %) ซึ่งคนที่มีภาวะนี้มักเริ่มต้นมากจากอาการนอนกรน

โรคนอนกรน สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ เนี้อเยื่อในลำคอมากเกินไปจากพันธุกรรมจนทำให้เกิดการสั่นในขณะนอนหลับ การอุดตันในทางเดินหายใจจากผลข้างเคียงของโรคภูมิแพ้และต่อมทอนซิลโต กล้ามเนื้อหย่อนลงไปจากอายุที่เพิ่มขึ้น โรคอ้วน การดื่มสุรา-ยาบางชนิดที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง การสูบบุหรี่ เป็นต้น โดยสามารถแบ่งการนอนกรนออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้

การนอนกรนธรรมดา เกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเวลานอนหลับสนิท กล้ามเนื้อจะคลายตัว รวมทั้งกล้ามเนื้อบริเวณช่องคอด้วย ทำให้ลิ้นและลิ้นไก่ ตกไปทางด้านหลัง โดยเฉพาะในท่านอนหงายทำให้ทางเดินหายใจส่วนนี้ตีบแคบลง เวลาหายใจเข้าผ่านตำแหน่งที่แคบจะทำให้มีการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อนหรือโคนลิ้น ทำให้เกิดเสียงกรนขึ้นแต่ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญให้ผู้ที่อยู่ใกล้ ทั้งนี้สามารถรักษาได้โดยการควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการนอนหงาย การดื่มแอลกอฮอล์ ยานนอนหลับหรือ ยากล่อมประสาทก่อนนอน ส่วนการักษาในทางการแพทย์ คือ การใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Somnoplasty) เพื่อทำให้เนื้อเยื่อบริเวณลำคอทางเดินหายใจหดตัวลง การใช้แสงเลเซอร์ (Laser Surgery) ผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อในลำคอที่ขวางทางเดินหายใจ รวมไปถึงการใช้เครื่อง Nasal CPAP ให้ช่วยขยายทางเดินหายใจช่วงบนในขณะหลับ ซึ่งจะช่วยลดการหยุดหายใจขณะหลับและทำให้การหยุดหายใจมีความรุนแรงลดลง

การนอนกรนที่เป็นอันตราย เกิดจากการที่มีทางเดินหายใจแคบมากเวลานอนหลับ จึงทำให้มีเสียงกรนที่ไม่สม่ำเสมอ โดยมีเสียงที่ดังและค่อยสลับกันเป็นช่วงๆ และจะกรนดังขึ้นเรื่อยๆ จนมีช่วงหยุดกรนไปชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการหยุดหายใจที่ทำให้เกิดอันตรายเนื่องจากระดับออกซิเจนในเลือดแดงจะลดต่ำลง จนอาจก่อให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด หัวใจ และสมอง หากว่าไม่มีลมผ่านจมูกหรือปากตั้งแต่ 10 วินาทีขึ้นไปจะเรียกว่าการหยุดหายใจในขณะหลับ (sleep apnea ) ซึ่งอาการดังกล่าวนี้จะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นโดยอาการสะดุ้งตื่นโดยการสั่งของสมอง อาจเหมือนสำลักน้ำลายตนเอง หรือคล้ายการหายใจอย่างแรงเหมือนขาดอากาศนต้นฌH ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตโดยเฉียบพลัน แต่ส่งผลเรื้อรังต่อร่างกาย โดยสามารถพบได้ในเพศชาย ประมาณ 4% และในเพศหญิงประมาณ 2% เฉพาะอย่างยิ่ง ในวัยกลางคนและคนที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน เป็นต้น สำหรับการวินิจฉัยที่แม่นยำในปัจจุบัน คือ การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ซึ่งสามารถวิเคราะห์การทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายระหว่างการนอนหลับ เช่น ระบบการหายใจ, ระดับออกซิเจนในเลือด, การทำงานของคลื่นไฟฟ้าสมอง, คลื่นไฟฟ้า หัวใจและกล้ามเนื้อ รวมถึงพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นขณะหลับ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนและตัดสินใจในการรักษาได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้การรักษามีหลากหลายวิธี อาทิ การปรับพฤติกรรมด้วยการลดน้ำหนัก การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาจนถึงวิธีทางการแพทย์อย่างการใช้เครื่อง Nasal CPAP ซึ่งให้ผลการรักษาสูงถึง 70% การใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรม (Oral appliances) ที่ให้ผลการรักษาประมาณ 50 % เป็นต้น

“การการนอนกรนสามารถพัฒนาเข้าสู่ภาวะการหยุดหายใจในขณะหลับ ซึ่งจะทำให้เกิดสภาวะการขาดออกซิเจนที่ค่อยๆ ส่งผลร้ายแก่ร่างกายและการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ร่างกายอ่อนเพลีย ความสามารถในการจำลดลง คุณภาพชีวิตลดลง ไม่มีสมาธิในการทำงาน และมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางระบบประสาท อย่างโรคหลอดเลือดในสมองหรืออาจจะนำไปสู่ภาวะความจำเสื่อมได้ในอนาคต” พ.อ.พิเศษ ดร.น.พ.โยธิน กล่าวเพิ่มเติม