ชมพลอย หลีระพันธ์ ฉันคือเย็นตาโฟทรงเครื่อง

ชมพลอย หลีระพันธ์ ฉันคือเย็นตาโฟทรงเครื่อง

ปาล์ม-ชมพลอย หลีระพันธ์ ทายาทคนเล็กของมัลลิการ์ อินเตอร์ฟู๊ด ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย โปรดการเล่นกีฬาและกิจกรรมแอดเวนเจอร์

ภาพ ทวีชัย จันทะวงค์

ปาล์ม-ชมพลอย หลีระพันธ์ ทายาทคนเล็กของมหาเศรษฐีพันล้าน คุณแม่ (มัลลิการ์) เป็นเจ้าของธุรกิจอาหารในเครือมัลลิการ์ อินเตอร์ฟู๊ด ที่มีร้านในเครือจำนวนมากล้วนถูกปากถูกใจนักชิมทั้งไทยและต่างประเทศ เริ่มจากชื่อร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง อ.มัลลิการ์, เรือนมัลลิการ์, ร้านอาจารย์มัลลิการ์, ปาป้า ปอนด์, ปังยิ้ม และแบรนด์คุ้มกะตังค์ แค่เพียงโปรไฟล์ของธุรกิจครอบครัวก็ยืนยันความมั่งคั่งในทรัพย์สินที่มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร


๐ ถามถึงหน้าที่การงาน?
ตอนนี้เข้ามาสานต่อกิจการครอบครัวอย่างเต็มกำลังในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ ช่วยคุณแม่ในเรื่องการบริหารจัดการระบบซัพพลายเชน รวมทั้งดูแลฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และตรวจสอบคุณภาพ ส่วนพี่ชาย (ชยพล) นั่งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด
หน้าที่หลักของปาล์ม ดูเรื่องระบบครัวกลางในการกระจายวัตถุดิบไปสู่สาขาต่างๆ ให้มีมาตรฐาน คุณภาพ รสชาติคงที่และสร้างความรวดเร็วมากที่สุด รวมถึงการคิดวิธีการถนอมอาหารให้นานขึ้น ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้มาจากการเรียนด้านฟู้ดไซน์ และซัพพลายเชน รวมทั้งประสบการณ์ที่เรียนรู้วิธีการทำงานของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีระบบการบริการจัดการที่ได้มาตรฐาน เริ่มจากร้านเพื่อสุขภาพและความงาม (บู๊ทส์) มีหน้าที่บริหารจัดการสต็อกสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์วิตามินและยา ต่อมาย้ายไปอยู่ที่ซีพีออลล์ ทำงานด้านการตลาดในกลุ่มอาหารแช่แข็ง ก่อนไปทำงานด้านการจัดการซัพพลายเชนให้กับแบรนด์ซิซซ์เล่อร์ในเครือไมเนอร์กรุ๊ป
ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก ใช้เวลาเก็บเกี่ยวความรู้สามปีกว่า เป็นความตั้งใจเสาะหาประสบการณ์ให้กับตนเอง จะได้รู้หลักการทำงานที่เป็นระบบ มีมาตรฐานและประสิทธิภาพ จึงเรียนรู้การเป็นลูกน้องลูกจ้างก่อนจะมาทำหน้าที่ผู้บริหาร เพราะตอนนั้นโดยส่วนตัวคิดว่าถ้าเรียนจบแล้วทำงานบริษัทของเราเลย พนักงานอาจจะคิดว่าเราเป็นคุณหนู ทำงานไม่เป็น เราจึงขอไปเป็นลูกน้องคนอื่นก่อน เพื่อให้เข้าใจการทำงานต่างๆ เสียก่อน


๐ แล้วนำมาใช้กับกิจการครอบครัวได้หรือไม่?
สิ่งสำคัญที่นำกลับมาต่อยอดคือ ใช้ระบบ “ครัวกลาง” มาควบคุมคุณภาพสินค้าจากศูนย์กลางจุดเดียว แล้วกระจายไปยังร้านสาขาต่างๆ ที่ปัจจุบันมีกว่า 29 จุดทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐาน สะดวกต่อการขนส่ง และยังลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย
แต่ช่วงแรกๆ ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมการทำงานจะไม่เหมือนกัน เพราะจากที่เราซึมซับมารู้สึกว่า ทุกคนทำงานช้า ไม่เป็นระบบไม่มีประสิทธิภาพ จากนั้นเริ่มพัฒนาในหลายๆ ส่วนให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ในช่วง 6 เดือนแรกที่เข้ามาทำงานก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน
ที่สำคัญย่อมมีความคิดเห็นขัดแย้งกับคุณแม่บ้าง แต่สุดท้ายก็สามารถหาจุดตรงกลางร่วมกันได้ สิ่งที่เรียนรู้มาไม่สามารถที่นำมาใช้กับธุรกิจที่บ้านได้ 100% ต้องปรับใช้ตามความเหมาะสม เช่น การทำครัวกลาง เพื่อลดขั้นตอนการทำงานในแต่ละสาขา สร้างระบบการจัดเก็บ การขนส่งที่ดี จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น


๐ เรียนรู้อะไรจากคุณแม่บ้าง?
คุณแม่บอกว่ากว่าจะมาเป็นร้านเย็นตาโฟยอดนิยม ที่ได้รับการยอมรับอย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านบททดสอบมากมาย เพราะความตั้งใจของคุณแม่ต้องการจะช่วยเหลือลูกน้องที่มีฝีมือในการทำเย็นตาโฟให้มีรายได้ ซึ่งตอนนั้นรสชาติยังไม่ถูกปากผู้บริโภคเท่าไร ต้องปรับสูตรน้ำซุป และเครื่องปรุงใหม่ทั้งหมด
หลังจากที่ได้ทำการปรับสูตรใหม่แล้ว ก็ได้รับการต้อนรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จึงได้ขยายสาขาเพิ่ม แต่ประสบกับปัญหาหลายอย่างทำให้ปิดกิจการ แต่คุณแม่ก็ไม่ละความพยายามที่จะเปิดร้านขึ้นมาใหม่ และตั้งใจให้ร้านมีคอนเซปต์ที่แตกต่าง แต่คงไว้ซึ่งรสชาติและเอกลักษณ์แบบไทยๆ
ปาล์มจึงคิดว่าตนเองน่าจะเป็นเหมือนเย็นตาโฟทรงเครื่อง เพราะเป็นคนชัดเจนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เหมือนเมนูหลักที่เป็นจุดขายที่คนรู้จัก เพราะมีการผสมผสานและคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเข้ามาอยู่ในชามเดียวกัน (หัวเราะ)
ปาล์มเป็นคนใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังทุกขั้นตอนในชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าในแต่ละก้าวที่เดินจะเสริมสร้างให้ปาล์มเป็นคนที่มีศักยภาพมากขึ้น มีคุณภาพและเป็นคนดีของสังคม ที่ผ่านมาก็วางแผนและทำทุกอย่างทั้งเรื่องการเรียนและการทำงาน ห้สามารถมาช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่ จึงสามารถดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สิ่งเหล่านี้ได้มาจากสายเลือดและการซึมซับจากสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การวางแผนและการใช้ชีวิต


๐ เห็นได้จากวิชาที่เลือกเรียน?
ค่ะ ตัดสินใจเลือกเรียนฟู้ดไซน์หลักสูตรอินเตอร์จากมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อที่จะได้มาช่วยคุณแม่บริหารร้านอาหาร จากเดิมที่เคยฝันอยากเป็นจิตแพทย์ดูแลเด็กออทิสติก แต่เมื่อเห็นท่านเหนื่อยกับการทำงานจึงเปลี่ยนใจมาเรียนฟู้ดไซน์แทน จากนั้นก็ต่อยอดด้วยการเรียนฟู้ดซัพพลายเชนที่ประเทศอังกฤษ ดูแลกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อลดขั้นตอนการทำงานหน้าสาขาลง
และตอนนี้กำลังศึกษาเพิ่มด้านบริหารจัดการจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ล้วนแต่เป็นการเรียนรู้เพื่อนำมาใช้กับการทำธุรกิจครอบครัวอย่างแท้จริง


๐ ถูกเลี้ยงดูมาในสไตล์ไหน?
สมัยก่อนตอนเด็กๆ ที่บ้านสอนให้ลูกไม่คิดอยู่ในกรอบ โดยส่งไปเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศทุกปีเพื่อให้เรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตนเองตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตอนนั้นไม่รู้ตัว ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ รู้จักช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน เพราะถ้าอยู่ที่บ้านจะมีพี่เลี้ยงทำให้ทุกอย่าง
ขณะที่โรงเรียนสาธิตเกษตรอินเตอร์จะสอนให้กล้าแสดงออก แต่วิธีการเรียนการสอนไม่ใช่ แบบโรงเรียนอินเตอร์แบบฝรั่ง เพราะยังคงสอนพุทธศาสนา สอนกิริยามารยาทแบบไทยเด็กจึงมีสัมมาคารวะ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณแม่ให้ความสำคัญมาก แต่ถึงปาล์มจะมีบุคลิกเป็นคนนอบน้อม ขี้เกรงใจ แต่ก็กล้าแสดงความคิดเห็น ช่วงที่เรียนท่านให้เงินจำนวนหนึ่งใช้แต่เราไม่ได้ฟุ่มเฟือย
ปาล์มไม่ใช่ผู้หญิงที่รักสวยรักงามเท่าไร ไม่ใช่สัตว์สังคมเท่าไร (หัวเราะ) ปาล์มไม่ชอบอยู่ในที่คนเยอะๆ ไปงานได้แต่ไม่ใช่แนว ไม่ติดของแบรนด์เนม


๐ ชอบออกกำลังกายด้วย?
ค่ะ ชอบออกกำลังกายมาก ชอบเล่นเทนนิส ตอนเด็กๆ คุณพ่อสอนเล่นกอล์ฟแต่สุดท้ายรู้ว่าชอบเทนนิสมากกว่า ส่วนพี่ชายชอบปั่นจักรยาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังการออกกำลังกายตั้งแต่เด็กให้เล่นกอล์ฟ ตีเทนนิส ตอนเรียนอเมริกาลงเล่นบาส ฟุตบอล สมัยก่อนปาล์มเคยเตะบอลกับพี่ชาย แต่อากาศหนาวเลยเปลี่ยนไปเล่นบาส สุดท้ายเล่นเทนนิส
พอกลับมาเรียนมัธยมปลายเมืองไทยก็เรียนเทนนิสทุกวันจนได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ไปแข่งได้เหรียญทองประเภททีม แต่หลังจากนั้นไม่ได้ลงแข่งอะไรอีก เน้นเล่นเพื่อออกกำลังกาย ไม่เน้นแข่งขัน จนกระทั่งปวดหลังก็ลองมาเล่นโยคะ
ปกติใช้เวลาช่วยเย็นให้กับการผ่อนคลาย ไปออกกำลังกายหรือไม่ก็ไปดูหนัง จากเดิมทุกเย็นต้องไปออกกำลังกาย ถ้าไม่โยคะก็เล่นเทนนิสหรืออยู่ในฟิตเนสวันละ 2 ชั่วโมง วิ่ง 1 ชั่วโมง เล่นเวท 1 ชั่วโมง ส่วนช่วงไหนที่ปวดหลังจะหันมาเล่นโยคะ แต่ช่วงนี้มีเวลาน้อยเพราะต้องเรียนเอ็มบีเอที่ศศินทร์ด้วย การออกกำลังกายจะเหลือสัปดาห์ละ 2-3 วัน
ที่ชอบเล่นมากคือเทนนิส เพราะได้ออกแรง ชอบเสียงของลูกเทนนิส นอกจากโยคะก็มีชกมวย ดำน้ำปีละครั้งสองครั้ง ปาล์มชอบทำกิจกรรมและกีฬาแนวแอดเวนเจอร์ต่างๆ ความจริงอยากเดินป่า แต่คุณแม่ไม่อนุญาต


๐ วางเป้าหมายให้กับชีวิตอย่างไร?
ปาล์มเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ ทำแล้วต้องดี ไม่ให้คนเขาสามารถมาว่าได้ เส้นทางชีวิตถือว่าค่อนข้างสมบูรณ์นะ ตั้งแต่เด็กก็เรียนดี สามารถเข้าเรียนในสาขาวิชาที่ตั้งใจไว้จนกระทั่งกลับมาทำงานที่บ้าน จึงไม่ได้วางแผนอะไรเป็นพิเศษอีกต่อไป ที่เหลือจากนี้จะเป็นสิ่งที่อยากทำตามโอกาสและจังหวะเวลาที่เข้ามาในชีวิต ส่วนอนาคตคงเป็นเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำธุรกิจครอบครัวดีขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนเรื่องคนรู้ใจ ตอนนี้มีเพื่อนชายคนสนิทที่กำลังเรียนรู้กันอยู่ เขามีลักษณะคล้ายกับพี่ชาย คือเป็นคนอบอุ่น รักครอบครัว เป็นคนดี ใส่ใจคนรอบข้าม เป็นสไตล์แฟมิลี่แมน ซึ่งเป็นเทรน์ความนิยมที่กำลังมา ( หัวเราะ)
....นี่คือจังหวะชีวิตของ "ชมพลอย หลีระพันธ์" ทายาทคนเล็กของมัลลิการ์ อินเตอร์ฟู๊ด ค้นพบเป้าหมายชีวิตและมุ่งมั่นไปตามเส้นทางนั้นอย่างเต็มใจบนพื้นฐานความรักและความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัว ปัจจุบันความฝันของเธอมาถึงจุดหมายแล้วในวัยเพียง 20 นิดๆ