‘เดอะกุ่ย’ สุภาพบุรุษชุดชมพู

‘เดอะกุ่ย’ สุภาพบุรุษชุดชมพู

สีสันของเสื้อผ้าที่ 'เดอะกุ่ย - ยุทธพงษ์ ชัชวาลวรรณ' สวมใส่อาจฉูดฉาดจนทุกคนสะดุดตา แต่ถ้าค้นลึกไปข้างในอาจพบสีขาวแห่งรสพระธรรม

ในวงการจักรยาน ชายหนุ่มหน้าตี๋ในชุดสีชมพูควบขี่จักรยานล้อโตสีหวานไม่แพ้เสื้อผ้าคงเป็นภาพคุ้นตากันอยู่บ้าง นั่นคือส่วนเสี้ยวหนึ่งที่หลายคนมองเห็น ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ เดอะกุ่ย - ยุทธพงษ์ ชัชวาลวรรณ ทายาทร้านจักรยานดังแห่งสุไหงโกลกเป็น ไม่ใช่แค่นักปั่นที่แต่งตัวหลุดโลกหรือเป็นพ่อค้าจักรยาน (ปัจจุบันเป็นตัวแทนจำหน่ายจักรยานยี่ห้อ XDS) ทว่าในความแปลกที่มองเห็นด้วยตาเปล่ายังแฝงด้วยความแตกต่างที่คนหนุ่มสาวส่วนมากไม่มี นั่นคือมีแสงแห่งธรรม
ที่สำคัญ บางแง่มุมยังสะท้อนตัวตนและชีวิตสุดขีดได้ดีทีเดียว...

“ผมเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฮอลแลนด์ 6 เดือน หลังจากลองไปทำงานห้าปีพอดีเป๊ะ ตอนที่ทำงานก็สนุกนะ โชคดีที่เพื่อนร่วมงานเฟรนด์ลี่มากเลย พอครบห้าปีเพื่อนชาวฮอลแลนด์ที่เรียนมาด้วยกันชวนไปเที่ยวที่นั่น ชวนแล้วก็ไม่ได้ไปสักที จนหลังๆ เขาเริ่มรำคาญก็เลยพูดว่าเมื่อไรเอ็งจะไปสักที (พูดเป็นภาษาอังกฤษ) ผมก็เลยลาออกแล้วไปเลย ไปอยู่บ้านเพื่อน มีรถให้ใช้ อยากไปไหนก็ไปได้ เราก็หาข้อมูลเพราะว่าเราอยากปฏิบัติธรรม การที่เราลาออกก็เพราะตั้งใจอุทิศตัวไปอยู่กับธรรมะ เพราะเราเห็นว่ามีประโยชน์มาก ใช้ได้ทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นอานิสงค์ของการถือศีล การนั่งสมาธิแล้วมีชีวิตที่เรียบง่าย ราบรื่น สิ่งนี้อาจพิสูจน์ไม่ได้ ที่พิสูจน์ได้คือเวลานั่งเราไม่รู้หรอกว่าสงบหรือไม่สงบ แต่เวลาออกมาชีวิตมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นพรรคพวกที่ได้เจอกัน สิ่งที่กังวลก็จะมีบางอย่างมาทำให้ผ่านพ้นได้ ทำอะไรก็สำเร็จ นี่มันดั่งความลับของจักรวาลเลยมั้ง เราเป็นคนที่เชื่อคนยากมาก แต่ทุกอย่างในพระไตรปิฎกเราทำแล้วมันจริงหมด เกิดแก่เจ็บตายก็เป็นอย่างนั้นจริง ไม่ผิดศีลมันก็ดีจริงๆ ด้วย”

ตอนนี้ศึกษาธรรมอย่างจริงจัง?
“ที่เข้าไปเรียนนี่ไม่ได้หวังเอาใบปริญญา ไม่ได้กะจบเลย ที่เข้าไปมีจุดประสงค์หนึ่งคือหาโอกาสเข้าวัด ได้พบปะกับพระบ้าง มีโอกาสสนทนาธรรม ในคอร์สมีให้เราไปปฏิบัติธรรม 45 วัน สิ่งเหล่านี้เราอยากทำเป็นปกติ เราเลยไปสมัครเรียน ไม่ได้กะได้ปริญญาเอกเลย”

เรียนที่ไหน?
“ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คนธรรมดาสมัครเรียนได้ ตอนนั้นผมอยากเรียนปริญญาเอก ผมชอบเรียน ช่วงมัธยมก็เลยได้ที่หนึ่งอยู่เรื่อยๆ พบจบม.6 ไม่รู้จะเรียนไหน เอแบคนี่ผมส่งรับทุนสมเด็จย่าแล้วก็ได้ทุนนั้น พอเรียนแล้วรู้ตัวว่ามีหัวทางด้านเรียนก็เลยชอบเรียนมาตลอด และพอเรียนแล้วได้ดี แต่เป็นคนขี้เกียจนะ ขี้เกียจทุกเรื่อง ไม่อยากทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเรียน แต่พอทำแล้วทำได้ดี เหมือนเรามีบุญด้านนี้ จะบอกว่าฉลาดก็ไม่เชิง
ที่เราเป็นแบบนี้ได้เพราะเราได้เจอธรรมะเร็วมาก เจอตั้งแต่อายุยี่สิบปลายๆ ซึ่งเคยไปนั่งสมาธิในป่าที่กาญจนบุรี เจอคนอายุหกสิบเจ็ดสิบบอกว่าเราคุยภาษาเดียวกัน เสียดายที่เราได้มาเจอกันตอนที่จะลงโลงอยู่แล้ว นั่นเป็นกำลังใจของเราว่าเราเจอเร็วแล้วทำไมไม่เก็บเกี่ยวสิ่งนี้
สิ่งรอบตัวเป็นแค่ปัจจัยไม่ว่าจะการปั่นจักรยาน การขายของ อะไรต่างๆ ถ้าสังเกตผมใช้ชีวิตเหมือนคนเกษียณมากเลย หนึ่ง ขี้เกียจ สอง เราคิดว่าทำไมต้องหาเงินถึงแก่ งานที่ทำเวลาควรจะเป็นของเรา เราไม่ควรเอาเวลาไปให้บริษัทใดบริษัทหนึ่ง เรามีคุณค่า เราต้องใช้ชีวิตให้เต็มที่ ถ้ามัวแต่หาเงินเพื่อไปใช้ตอนแก่ ตอนนั้นอาจป่วย อาจพิการ อาจมีภาระ มีครอบครัว ตอนนี้เรายังแข็งแรงไง อีกมุมหนึ่งบอกว่ายังแข็งแรงให้รีบหาเงิน ส่วนตัวผมมองตรงข้ามเลย เงินนี่ไม่ต้องหาเยอะ แต่เราเที่ยวให้เต็มที่ตอนที่ยังมีโอกาส เกษียณตอนนี้เลย แล้วเราก็ทำงานควบคู่ไปด้วย
ตอนไปอยู่ที่ต่างประเทศ เราอุทิศตัวให้ธรรมะ ก็มีกัลยาณมิตร คอบรับคอบส่งเราไปปฏิบัติธรรม ไปวัดที่นู่น หมู่บ้านพลัมที่ฝรั่งเศสก็ไปมาแล้ว ไม่ใช่ไปแบบทัวร์นะ ไปเรียนรู้ธรรมะด้วยตัวเอง แล้วพระที่วัดไทยในฝรั่งเศสก็พาไปอีกเมืองหนึ่ง ไปนอนวัดลาวที่นู่น กินนอนก็มีกัลยาณมิตรสนับสนุนตลอด เราก็ได้ฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์ที่นั่นแบบตัวต่อตัว ถ้าเป็นที่ไทยไม่ได้ฝึกแบบนี้หรอก พอไปฝึกเป็นคอร์สก็ไม่ได้ความสงบ ได้แต่หลักมา แต่พอเราไปฝึกตัวต่อตัวเราได้หลายอย่าง ได้อานิสงค์เยอะ ได้ความรู้เยอะ อ่านตอนนั้นก็อ่านเยอะ แต่ปฏิบัติธรรมจริงๆ ไม่ได้สมองนะ ใช้ลมหายใจ ใช้การกำหนด ความคิดนี่ไม่มีเลย การนั่งสมาธิจริงๆ สมองไม่มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรม เราใช้สมองมาเยอะแล้วตั้งแต่เด็กจนโต แต่เราไม่เคยใช้จิตใจ
พอพูดเรื่องพวกนี้หลายคนก็ไม่เข้าใจ ก็ไม่แปลก เพราะกว่าที่ผมจะเข้าใจก็นาน ไปทั่วเลยนะ ในไทยก็ไปหลายที่ จนท้ายที่สุดเรารู้แล้วว่าหลักมันมีนิดเดียว ซึ่งกว่าจะหาได้ก็ต้องถึงเวลาของมัน วิปัสนาคือการนั่งเาลมหายใจ พูดง่ายนะ แต่ถ้าให้ทำน่ะยากมาก ก็เลยทำไปเรื่อยๆ ทำแบบไม่รู้ด้วยนะว่ารู้สึกอย่างไร นั่งแล้วมีปิติอะไรไหมไม่รู้เรื่องเลย เราไม่เน้นตรงนั้น เราไม่อยากได้อะไรตรงนั้น เคยไหมที่คนนั้นพูดว่านั่งแล้วเห็นนั่นเห็นนี่ อย่าไปฟัง เรานั่งแล้วชีวิตดีก็จบแล้ว
ผมเคยอธิษฐานว่าอยากเผยแพร่ศาสนา เพราะเราได้รู้ว่าสิ่งนี้มันดี แล้วสิ่งที่เราได้คืออะไรรู้ไหม ผมได้ออกทีวีบ่อยมาก ได้มีคนเห็นความสำคัญให้เราไปพูดไปบรรยาย เมื่อก่อนก็มีนิตยสารให้ผมเขียนเกี่ยวกับทดสอบรถและอื่นๆ เขาเปิดคอลัมน์ให้เลย ผมก็แทรกธรรมะเข้าไปเยอะมาก นี่เป็นอานิสงค์ที่เราอยากเผยแพร่ มันเป็นสิ่งที่เข้ามาโดยไม่มีเหตุผล
ถามว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำเนี่ยเราได้อะไรไม่รู้นะ แต่เราอยากให้ทุกคนได้รู้สิ่งนี้ อยากให้ทุกคนได้ปฏิบัติ ฝึกฝนจิต แล้วทุกคนจะโชคดีเหมือนเรา”

ก่อนจะมาสนใจธรรมะ ใช้ชีวิตอย่างไร?
“ตอนนั้นก็ทำงานปกติ เราเรียนจบการตลาด แล้วได้ช่วยอาจารย์ทำงานตั้งแต่ปีสองได้เงินเดือนละ 6,000 บาท เรียนไปด้วยทำกิจกรรมไปด้วย แต่เราไม่เคยคิดจะทำงานเพราะตอนนั้นบอกตรงๆ ตอนนั้นไม่รู้จะทำอะไร คิดว่าจะใช้ชีวิตไปวันๆ แต่พอเรียนจบปุ๊บเราก็ไปทำงานที่ธนาคารเป็นงานแรกและงานสุดท้าย
อย่างที่บอกไปว่าพอครบ 5 ปีก็ลาออก เหตุผลคือเราไม่ค่อยได้ใช้เงินอยู่แล้ว สองพอเห็นเพื่อนร่วมงานพ่อแม่เสียชีวิตแล้วลาได้สามวัน เฮ้ย มันใช่เหรอเนี่ย บังเอิญเราเป็นคนมีปมด้อยหรือเปล่าไม่รู้ เราโดนส่งไปเรียนโรงเรียนประจำตั้งแต่ตอน 10 ขวบ ปกติเด็กตั้งแต่ 1-10 ขวบจำอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ผมรู้ตัวอีกทีก็เป็นนักเรียนประจำแล้ว จาก 10 ขวบจนปัจจุบันผมไม่เคยอยู่กับพ่อแม่ ทำให้รู้สึกว่านี่เรายังไม่มีโอกาสกลับไปเลย ถ้าเราทำงานจนพ่อแม่ตายแล้วลาได้สามวันไปเจอหน้าพ่อแม่มันใช่เหรอ...พอครบห้าปีผมลาออกเลย หนึ่ง-อยากปฏิบัติธรรม สอง-อยากกลับมาเจอพ่อแม่ให้มากที่สุด นี่เป็นเหตุให้เรามานำเข้าแล้วขายจักรยานด้วย
ถ้าเราไม่ทำจักรยานเราคุยกับพ่อแม่ไม่ได้ ทุกวันนี้คุยกับพ่อทุกวัน ปั่นจักรยานนี่คือพ่อให้ปั่นตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่แกยังไม่เปิดร้านตอนเราอายุสิบขวบ พ่อพาไปแข่งด้วยตลอดทั้งที่เราไม่รู้อะไรหรอก ทรมานนะ เด็กๆ ไปอยู่ในป่า ร้องไห้ทุกที มันเหนื่อยนะ ออกสตาร์ทแล้วไม่รู้จะทำอะไรต่อ เดี๋ยวนี้มีอินเทอร์เน้ตให้ดูว่าซ้อมอะไรอย่างไร แต่เมื่อก่อนไม่รู้เรื่อง ออกสตาร์ททีไรตายทุกที กิโลเดียวก็เรียบร้อยแล้ว อีก 40 กิโลก็นรกล้วนๆ
พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ปั่นจักรยานไปแค่วันเดียวเพราะรถเมล์จะเอาไปกิน แล้วเพื่อนก็แซวด้วยว่าใส่กางเกงอะไรวะเป้าตุง และไม่มีที่อาบน้ำด้วย เราก็เลยเลิกปั่นจักรยานตอนอายุ 19 ปี นี่เพิ่งกลับมาปั่นอีกทีตอนอายุ 29 จนตอนนี้อายุ 32 ก็ประมาณสองสามปีที่กลับมาปั่นอีก”

นึกว่าปั่นตลอด แล้วเอากำลังมาจากไหน?
“จักรยานมีข้อดีอย่างหนึ่งคล้ายการนั่งสมาธิ จากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เขาพูดในแง่การปั่นว่ากล้ามเนื้อมันจำ มันมีเมมโมรี่ มันมีความจำรอบขาอยู่ ฉะนั้นเด็กๆ เราปั่นเก็บมาเยอะแล้ว ความจำไม่ได้หายไป สอดคล้องกับการนั่งสมาธิ คือ ทุกครั้งที่เรานั่งไม่ต้องเริ่มใหม่ มันสะสมไปเรื่อยๆ เหมือนกันเป๊ะ ฉะนั้นจักรยานกับการนั่งสมาธิมันสอดคล้องกันอยู่แล้ว ทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ พอเราจำมาเยอะ เทคนิคเราเคยมี เคาะสนิมไม่กี่เดือนก็ได้แล้ว
พอเรารู้จุดนี้แล้วไม่ต้องซ้อมแล้ว นี่ปั่นเดือนละแค่สองสามครั้ง แต่ก็ทำผลงานได้ดี แต่นั่นถือว่าโชคดีด้วย แล้วก็อย่างที่ไปปั่น 12 ชั่วโมง เราเคยนั่งสมาธิมันทรมานกว่านะ การนั่งเงียบๆ วันละเป็นสิบๆ ชั่วโมง มันยากที่สุดแล้วถ้าเทียบกับการปั่นจักรยานซึ่งเราขยับอยู่เสมอ เราเคยอยู่บนจักรยานได้มากสุด 16 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น 12 ชั่วโมงนี่ง่ายมาก ไปเรื่อยๆ เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในใจคือ ‘มรณานุสติ’ อยู่ตั้งแต่เด็กแล้ว”

พูดเรื่องตายคนไม่ชอบ?
“เราเข้าใจเขานะ เพราะพูดไปแล้วมันอาจเป็นอย่างนั้นถ้าเรามีพลังพอ แต่บังเอิญเจตนาเราไม่ได้ไปแช่งไง เราพูดถึงเรื่องจริง สัจธรรม ฉะนั้นเบื้องบนต้องรู้อยู่แล้วว่าเราต้องการสื่อไปให้คนตระหนักว่าชีวิตต้องอยู่กับปัจจุบัน อนาคตเราตายได้ทุกเมื่อ นี่แหละคือการทำให้เราใช้ชีวิตได้บ้า เพราะเรารู้ว่าถ้าเราตายไปก็จบ แข่งจักรยานก็เหมือนกัน เรารู้ว่าเราไม่ตายหรอกถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุจริงๆ มันอยู่เราจะหยุดหรือเปล่า อยู่ที่ใจแล้ว กล้ามเนื้อรับไหวไหม ใจจะถอดไหม ในการแข่งมันต้องมีคนถอดใจสักคนหนึ่งแหละ ซึ่งไม่ใช่เราแน่ๆ
เท่าที่เล่ามา สังเกตว่ามันสอดคล้องกัน ทำสมาธิ ทำไมเราถึงได้รางวัลบ่อย มันประยุกต์กันได้ แต่คนอื่นไม่รู้ไง”

ทำไมต้องแต่งตัวแบบนี้?
“การแต่งตัวนี่อยากจะบอกว่า หนึ่ง-เราไม่ได้เป็นคนชอบสีชมพู แต่เรามองว่าทำไมผู้ชายใส่สีของผู้หญิงไม่ได้ ทุกคนกลัวเป็นกระเทย เราไม่ได้อยากเด่นอยากดังอยู่แล้ว เราอยากทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ เพราะเราไม่อยากเหมือนใคร แต่ใครจะไปพูดอะไรนั่นไม่เกี่ยวกับเราแล้ว แต่ถ้าให้เราไปใส่เสื้อเหมือนชาวบ้านเราไม่เอา เรามีชีวิตเดียวต้องทำอะไรที่มีความหมาย
เรามีทีมอยู่แล้ว ก็เลยบอกว่าจะทำเสื้อ แต่ขอเป็นเสื้อตัวพิเศษกว่าเขาตัวหนึ่ง แล้วตอนที่ไปเชียงใหม่จะปั่นขึ้นดอยอินทนนท์ เรารู้จักกับเจ้าของโรงงานผลิตยางจักรยานล้อโต (Fat Bike) เลยขอให้เขาทำสีชมพู เอามาใส่รถเรา เสื้อชมพู กางเกงชมพู ก่อนหน้านั้นก็อาจมีชื่อเรื่องอื่น พอทำแบบนี้ก็มีชื่อเรื่องนี้ คนทึ่งว่ามันทำไปได้ไง คือจริงๆ ความคิดต่าง ไม่ใช่การแต่งตัว จักรยานที่เขาเอาไว้ลุยหิมะมาอยู่ในประเทศที่ไม่มีหิมะ แล้วมันเป็นรถที่ไม่ควรเอาขึ้นเขา มีแต่คนหวังดีบอกว่าอย่าเลยมันหนัก จะทำจริงเหรอเพราะปกติขึ้นดอยอินทนนท์ก็เข็นกันเยอะอยู่แล้ว
ตอนนั้นเราไปไม่ได้หวังรางวัลอะไร แค่อยากลองทำดู ก็เลยประกาศว่าจะเป็นคนแรกในประเทศไทยที่เอา Fat Bike ขึ้นอินทนนท์ และจะออกคนสุดท้ายด้วยเพราะเราไม่ได้จะแข่งกับใคร แต่ระวังดีๆ นะอย่าให้ผมแซง (หัวเราะ) นี่แหย่ไปเฉพาะคนที่รู้จักกันนะ วันนั้นจำนวนเกือบ 2,000 คัน ผมเข้าที่ 400 กว่าๆ เท่ากับว่ามีคนเห็นผมพันกว่าคน แต่เวลาแซงเราให้กำลังใจทุกคน พี่ไปๆ ล้อผมใหญ่ไปได้พี่ก็ต้องไปได้ เราไม่ใช่คนข่มคนอยู่แล้ว ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร พอคนเห็นเยอะเขาก็ไปพูดเยอะ คนก็เลยพูดถึงบ่อย”

เป็นคนแปลก?
“หนึ่ง-เราไม่ใช่คนมีความสามารถ สอง-ต้องขอบคุณคนที่ชื่นชม ซึ่งเด็กบ้านนอกแบบเราไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองเป็นเทพหรืออะไร เราไม่ได้อยากได้ และไม่ใช่คนสุงสิงกับใคร ปกติก็ปั่นจักรยานแค่คนเดียว เราไม่ใช่คนเก่งแต่เราเป็นคนที่แตกต่าง สังเกตสิเราทำอะไรก็จะต่างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยอยู่กับที่ เราใช้เฟซบุ๊คเพื่อเผยแพร่ธรรมทาน แต่ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อแน่นอน เพราะเราเป็นคนปกติไม่ใช่พระ เราไม่ได้เอาพระไตรปิฎกมาอ้าง เราเอาเรื่องจริงมาพูดตลอด ชีวิตจริงทั้งนั้น ซึ่งหลายคนก็ติดตาม
ผมเคยถามนะว่าตกลงมันมีประโยชน์ไหม ก็ได้คำตอบว่ามีประโยชน์ ถึงไม่มีใครอ่านเราก็จะพิมพ์อยู่ดี ไม่ต้องไลค์อะไรหรอก เรารู้อยู่แล้วว่ามันต้องผ่านตา”

เข้ามาสู่เส้นทางนักปั่นได้อย่างไร เพียงเพราะพ่อเปิดร้านจักรยานหรือเปล่า?
“พ่อจะดึงเราไปออกกำลังกายตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เพราะพ่อเป็นนักกีฬา สมมติพ่อชอบตีเทนนิสพ่อก็จะขายอุปกรณ์เทนนิส ตอนเตะบอลพ่อก็ขายฟุตบอล พอมาถึงจักรยานแกก็ขายจักรยาน แล้วแกก็ดึงเราไปตลอด แกไม่อยากให้เราอยู่เฉยๆ เพราะความเป็นพ่ออยากให้ลูกสุขภาพแข็งแรง แล้วพ่อมีทีมของเขา เวลาไปก็มีลูกเพื่อนพ่อ ไปก็จอยกันหมด เวลาไปก็ไปทั้งบ้าน จะให้อยู่ที่บ้านก็ไมได้ ตอนเด็กๆ ก็จับแข่งทุกครั้ง ได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้ก็ดีใจ ตอนเด็กๆ เราแข่งก็เพราะอยากได้ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่โตมาเรารู้เลยว่าเราได้มาเยอะแล้ว ทำให้ปัจจุบันเวลาใครปรึกษาเรื่องจักรยานเราบอกได้คำเดียวว่าเราไม่ใช่โปร เราไม่ใช่นักแข่งที่เก่ง เราไม่ได้รู้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาเยอะมาก ฉะนั้นสิ่งที่แนะนำได้คือทุกครั้งที่ปั่น ขอให้ออกไปได้เหงื่อแล้วมีความสุขเท่านั้นพอ”

ทำอะไรสุดๆ มาตลอด ตั้งแต่เด็กยันโต มีอะไรเป็นเรื่องยากไหม?
“สิ่งที่ยากที่สุดตอนนี้คือการปล่อยวาง การใช้ชีวิตที่ยากที่สุดคือเอาเวลาทั้งหมดมาอยู่กับเรา ไม่เอาเวลาของเราไปเป็นทาสใคร เราอยากหาพ่อแม่เมื่อไรก็ต้องไปให้ได้ วันที่คนอื่นทำงานแล้วเราอยากไปเที่ยวก็ควรทำได้ เราอยากไปนั่งสมาธิก็ไม่ต้องลา เราอยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ไม่ต้องมีภาระหรือการผูกมัดทั้งหลายทั้งปวง ตอนนี้เราไม่มีครอบครัวนี่ เราไม่มีภาระ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ถ้าทำงาน เก็บเงิน เพื่อมีครอบครัว คิดดู...ทำงานก็มีภาระแล้ว เก็บเงิน พอถึงจุดที่ไปมีครอบครัว มาแล้วภาระ จบแล้ว ฉะนั้นพอเราเห็นกระจ่างชัดก็มาประยุกต์กับตัวเอง”
ถึงแม้เขาจะย้ำเสมอว่าไม่ใช่คนมีความสามารถ แต่สิ่งที่ปรากฏเหนือคำพูดคือความจริงที่เราสัมผัสได้ อย่างแรกคือความแปลกที่เชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธได้ อย่างที่สองคือความแตกต่าง ซึ่งไม่เหมือนกับความแปลกที่ไม่ลึกซึ้งเท่าไรนักจนกว่าจะได้สัมผัส
หากเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่...ชุดที่แปลกตาอาจสื่อความหมายถึงความเท่มีเอกลักษณ์ แต่สำหรับสุภาพบุรุษชุดชมพูคนนี้อาจหมายถึงความประหลาดทว่าดีงาม

*บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ใน กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2558