หมอนัท ยกเคสตัวอย่างที่มีอาการต่อมทอนซิลอักเสบเป็นประจำ กระทั่ง รพ.แนะให้ตัดออก แต่ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีการกินการอยู่ อาการอักเสบก็หายไป
ต่อมทอนซิลเป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ด้านหลังของลำคอ มีอยู่ 1 คู่ เวลาหมอจะตรวจดู ก็เอาไม้กดลิ้นคนไข้แล้วเอาไฟฉายส่องดูในช่องปากและลำคอ ถ้าอักเสบจะเป็นสีแดง มีอาการบวม ต่อมนี้ถือเป็นด่านหน้าของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่จะจัดการกับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาทางลำคอ จมูก คอยแจ้งสัญญาณเตือนภัยให้แก่ร่างกาย ร่างกายจะได้เตรียมตัวตั้งรับ กำจัดเชื้อโรคร้าย
เมื่ออยู่ด่านหน้าก็ต้องเจอข้าศึกหรือเชื้อโรคนานาชนิด จึงต้องทำงานอย่างหนัก บางครั้งเกิดเจ็บป่วยได้ ถ้าไม่หนักหนาสาหัสนัก พอเยียวยากันได้ แต่ถ้าอักเสบบ่อยๆ หมอก็จะตัดออกให้รู้แล้วรู้รอดไป จะได้ไม่เหลืออะไรมาอักเสบได้อีก
คนไข้ระดับวีไอพีรายหนึ่งซึ่งเคยเป็นโรค “ต่อมทอนซิลอักเสบ” บ่อยมาก ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ เป็นคนใกล้ตัว ภรรยาผมเองแหละ จำได้ว่าเธอมีอาการนี้บ่อยมาก ผมจึงขอให้เธอเล่าอาการและพฤติกรรมสมัยก่อนๆ ให้ฟัง เพราะผมไม่ได้เป็นแฟนของเธอตั้งแต่เด็ก จะได้รู้พฤติกรรมของเธอในช่วงก่อนหน้านี้ มารู้จักกันหลังจบมหาวิทยาลัยและทำงานแล้ว
เธอชอบดื่มน้ำเย็นตลอด กินเนื้อหมูมากกว่าผัก ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยแข็งแรง เป็นลูกสาวคนเล็ก จึงเป็นคนขี้แง แต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เธอบอกว่าทำทุกอย่าง ทั้งเรียน ทั้งทำกิจกรรม เป็นหัวหน้านิสิต เชียร์ลีดเดอร์ เข้าเรียนแทนเพื่อน ติวเพื่อนที่ขาดเรียน เย็บเสื้อกระโปรงให้เพื่อนใส่
แต่สิ่งที่เธอไม่ค่อยได้ทำคือ การดื่มน้ำ ไม่อยากไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ดื่มน้ำมากก็ปัสสาวะมาก แถมไม่ค่อยจะถ่ายด้วย ผลที่ได้รับพร้อมกับปริญญาที่เห็นได้ชัดเจนคือ ริดสีดวงทวาร เส้นเลือดฝอยที่แตกง่ายมาก ชนหรือกระแทกอะไรนิดหน่อยตัวก็จะเขียวช้ำไปหมด
เมื่อเธอไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ต้องใช้เสียงวันละหลายชั่วโมง เจอคลาสสอนใหญ่ๆ ห้องกว้างๆ ต้องใช้ตะโกนบ้าง ก็ยิ่งทำให้คอแย่หนัก แต่เธอยังคงดื่มน้ำน้อยอยู่ตามเดิม สุดท้ายแล้วเธอก็เจ็บคอ หาหมอตรวจได้โรค “ต่อมทอนซิลอักเสบ” ต้องกินยาแก้อักเสบกันมาตลอด
ด้วยความอดทนเธอยังคงสอนหนังสือต่อไป แล้วก็เจ็บคอไปอยู่อย่างนี้ ต้องหาหมอตรวจบ่อยขึ้น และก็ได้มาอีกโรค “ไทรอยด์โต” หมอให้ใช้เสียงน้อยๆ แต่การสอนหนังสือต้องใช้เสียงมาก จึงต้องลาออกไปหางานที่ไม่ต้องใช้เสียงมาก รวมถึงเตรียมตัวผ่าตัดต่อมทอนซิลออกไป
สุดท้ายเธอลังเลยังไม่ยอมผ่า ขอกินยารักษาดูก่อน เมื่อหยุดใช้เสียง ก็ไม่ค่อยเจ็บคอ และได้สอบเข้ารับราชการ ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปอยู่ต่างจังหวัดติดต่อกับบุคคลภายนอกบ้าง แต่ไม่ต้องใช้เสียงตะโกนดังๆ ให้ใครได้ยิน ที่สำคัญมีการบริการน้ำดื่มให้กับผู้มาติดต่อด้วยทุกคน โดยเป็นนโยบายของหัวหน้าสำนักงานว่า “ใครมาถึงเรือนชานให้ต้อนรับ”
คงจะเป็นวิธีการนี้เองที่ทำให้เธอต้องดื่มน้ำบ่อยๆ ด้วยเช่นกัน เมื่อมีผู้มาติดต่อหลายรายก็ต้องลุกขึ้นบริการน้ำบ่อยขึ้น และก็ต้องบริการของตัวเองด้วย ได้ดื่มน้ำมากขึ้น ห้องน้ำอยู่ติดกับห้องทำงาน ไม่ต้องเดินไปไกล ไม่ต้องขออนุญาตใคร อากาศปลอดโปร่งโล่งสบาย เช้าๆ มีการจับกลุ่มออกกำลังกาย ตีแบดมินตัน เล่นเทนนิส กินอาหารแบบไทยๆ คืออาหารไทยหาง่าย เสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีเนื้อหมู เห็ด เป็ด ไก่มากนัก น้ำพริกผักยืนพื้น แกงส้ม ยำไข่มด (เธอชอบมาก ผมขอยืนยัน) ปลาร้าทรงเครื่อง มีผักเยอะ สะเดาน้ำปลาหวาน หน้าสะเดาแตกยอดออกดอก กินกันเป็นกะละมัง ข้าวนิดเดียวพอ บรรดาแมลงต่างๆ ที่ขายกันเธอกินหมด หนอนรถด่วนจากเชียงใหม่นี่ เธอชอบเป็นพิเศษทีเดียว
จากพฤติกรรมในการกินการอยู่ที่เปลี่ยนแปลงไป อาการจากต่อมไทรอยด์โตรวมถึงต่อมทอนซิลอักเสบค่อยๆ หายไป จนต่อมาเราทั้งคู่เริ่มสนใจธรรมชาติบำบัดมากขึ้น เข้าร้านหนังสือจะมุ่งไปที่ชั้นสุขภาพก่อน มีหนังสือออกมาใหม่ก็รีบซื้อมาอ่าน มีการอบรมเรื่องสุขภาพที่ไหนจะพากันไปฟัง (ช่วงนี้รู้จักกันแล้วนะ) แล้วนำมาปฏิบัติเมื่อมาอยู่ต่างจังหวัดได้ปีกว่า ต่อมไทรอยด์และต่อมทอนซิล อันเป็นกำแพงหน้าด่านของเธอยังอยู่ครบ ไม่ต้องให้หมอมาตัดทิ้ง
ฝากถึงท่านที่กำลังจะตัดสินใจตัดต่อมทอนซิลหรือไม่ ลองฟังทางนี้ก่อน ต่อมทอนซิลของเราทำงานหนักจนบวมแดงก็เพราะต้องรับภาระหนัก สิ่งที่เราน่าจะทำมากกว่าคือการลดภาระการทำงานของต่อมทอนซิลและระบบภูมิคุ้มกัน เช่น การลดการกินอาหารแปรรูป ลดอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่มาก ลดการทานของหวานอย่างน้ำอัดลม ชานม นมเย็น Junk Food
อาหารเหล่านี้ทำให้เราต้องใช้ภูมิคุ้มกันปริมาณมากเพื่อจัดการกับของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ หากลดได้ ภูมิคุ้มกันร่างกายรวมถึงต่อมทอนซิลจะทำงานน้อยลง เดี๋ยวมันก็จะยุบตัวลงเองได้ ผมได้พบมาแล้วกับคนไข้หลายท่าน แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ภรรยาและลูกชาย ที่เป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบมานาน กินยานับไม่ถ้วนจวนเจียนจะต้องตัดทิ้งแต่มาปรับพฤติกรรมจนหายได้
อีกสาเหตุหนึ่งที่หลายคนเลือกตัดต่อมทอนซิลคือ การกรนในวัยเด็ก ผมขอแนะนำให้เริ่มจากการลดนมวัว ลดขนมถุงกรอบๆ เริ่มดื่มน้ำเอนไซม์(น้ำหมักชีวภาพ) ร่วมกับน้ำมันมะพร้าว ดื่มน้ำเปล่าไม่เย็นมากขึ้น ดูก่อน ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มดีขึ้น ฉะนั้น อย่าเพิ่งใจร้อนรีบตัดสินใจตัดต่อมทอนซิลของลูกๆ ของเราเลยนะครับ
* หมายเหตุ...บทความนี้นำเสนอใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ(กายใจ) ฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2558 โดย "หมอนัท ดิ อโรคยา" -- ดิ อโรคยา คลินิกการแพทย์แผนไทย ใช้หลักการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนจีน และอายุรเวทเป็นรากฐาน โทร.0 2358 0050

