โลกร้อน น้ำแข็งละลาย หมีขาวล่าเหยื่อไม่ได้ สัตว์หลายชนิดต้องล้มหาย รู้หรือไม่ว่า โลกกำลังเข้าสู่ “การสูญพันธุ์ใหญ่” อีกครั้ง เช่นที่เคยทำให้ไดโนเสาร์เหลือเพียงชื่อ
ถ้าเราสมมติให้ “เวลา” ของ “โลก” นับตั้งแต่ถือกำเนิดและดำเนินมาถึงตอนนี้ เท่ากับ “24 ชั่วโมง” รู้หรือไม่ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเรา เกิดขึ้น ณ ชั่วโมงที่เท่าไหร่
“ห้าทุ่ม ห้าสิบเก้านาที และอีกห้าสิบหกวินาที” คือ คำตอบที่นักวิทยาศาสตร์เฉลยไว้ สำหรับการถือกำเนิดของ “มนุษย์ปัจจุบัน” (modern human)
ขณะที่ผู้มาก่อนอย่าง “ไดโนเสาร์” ที่เกิดขึ้นบนโลกเมื่อ 230 ล้านปีที่แล้ว มาก่อนเราแค่ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น
อย่างที่รู้กันดีว่า ไดโนเสาร์โบกมือลาโลกไปเมื่อ 66 ล้านปีก่อน โดยสันนิษฐานว่า เกิดจากอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลก ส่งผลให้ 3 ใน 4 ของสิ่งมีชีวิตบนโลกสูญพันธุ์ไป และนั่นคือ “การสูญพันธุ์ใหญ่” ที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้เป็นครั้งที่ 5 ก่อนจะเริ่มต้นเข้าสู่ยุคของ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” และดำเนินต่อเนื่องมากระทั่งถึงบรรพบุรุษของมนุษย์
ทั้งๆ ที่เราเป็นสัตว์ที่ใหม่มากๆ บนโลกนี้ แต่กลับมีพลังทำลายล้างที่สูงมาก โดยเฉพาะจากข้อมูลทางวิชาการที่ชี้ชัดว่า มนุษย์ คือ สาเหตุสำคัญของ “การสูญพันธุ์ใหญ่ ครั้งที่ 6” ที่กำลังจะมาถึง
สูญพันธุ์ คือ อะไร
“เรื่องนี้ พูดกันมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังเรื่องเดิม เหมือนเดิม.. ยังสูญพันธุ์เหมือนเดิมครับ” ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ นักวิชาการอิสระเจ้าของรางวัล ASEAN Biodiversity Heroes คนแรกของประเทศไทย บอกกับ “จุดประกาย” เมื่อประเด็นสนทนาเข้าสู่เรื่องการสูญพันธุ์ครั่้งที่ 6
พร้อมโชว์กราฟ “จำนวนสิ่งมีชีวิตที่คาดว่า สูญพันธุ์ไปแล้ว” ในยุคมนุษย์ปัจจุบัน โดยตัวเลขที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุด ระบุว่า จากจำนวนสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง 338 ชนิดในปี 1500 ลดลงเหลือ 198 ชนิดในปี 1990 หรือคิดเป็นลดลงสูงถึง 59 เปอร์เซ็นต์
“กราฟการสูญพันธุ์ของสัตว์เริ่มชันมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เราเริ่มปลูกพืชเป็นแปลงขนาดใหญ่ เดินทางด้วยเรือขนส่งสินค้า ขนของ ล่าสัตว์ ใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนที่มากขึ้น ถึงแม้จะมีจำนวนหนึ่งที่เป็นการสูญพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่ไปเร่งมันก็คือเรานี่แหละครับ จึงพูดได้ว่า การสูญพันธุ์ใหญ่ (Mass Extinction) ครั้งที่ 6 กำลังเกิดขึ้นโดยสัตว์ชนิดเดียวเลย คือ มนุษย์” ดร.นณณ์ เอ่ย
“เรา” ทำอะไรให้สัตว์สูญพันธุ์บ้าง ?
เขาอธิบายว่า การสูญพันธุ์เป็นไปได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การถูกล่า เช่น วัวทะเลชเตลเลอร์ ที่ขั้วโลกเหนือ ก็ถูกล่าเอาน้ำมัน เอาเนื้อมากิน หรือญาติของนกพิราบอย่าง นกโดโด ที่เกิดบนเกาะมอริเชียส “จุดแวะพัก” ทางผ่านจากยุโรปมาเอเชีย นกโดโดผู้ไร้พิษสงก็กลายเป็นเสบียงจนต้องสูญพันธุ์ไป
นอกจากการล่าก็ยังมีสัตว์ที่สูญพันธุ์จากการสูญเสียถิ่นอาศัย ถูกชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน เกิดโรคระบาด และ เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรม
“ปลากัดไทยสีสวยที่พบได้ทั่วไป ตอนนี้จำนวนประชากรดั้งเดิมในธรรมชาติลดลงไปเรื่อยๆ เพราะถิ่นอาศัยลดลง โดยเฉพาะประชากรที่ค่อนข้าง unique ที่จ.ระนอง ตอนนี้ก็เละเทะไปหมดแล้ว เพราะคนเอาปลากัดที่กัดไม่เก่งใส่ลงไปในพื้นที่ที่มันอาศัยอยู่ ทำให้จากเดิมที่เป็นปลาตัวสั้นๆ สีแดงๆ ก็เปลี่ยนไป”
ส่วนภาวะโลกร้อน แน่นอนว่า มีส่วนสำคัญเช่นที่เกิดกับคางคกสีทอง หรือ Golden Toad ซึ่งเคยมีอยู่ที่คอสตาริกา แต่ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว โดยเชื่อว่า เกิดจากสองเหตุผล หนึ่งคือเกิดจากเชื้อรา Chytridiomycosis ขึ้นที่ผิวหนังทำให้ผิวหนังแข็ง หายใจไม่ได้ ประกอบกับในช่วงนั้นมีปรากฏการณ์เอลนีโญ่รุนแรงต่อเนื่องกันจนต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด
ถึงแม้จะมีจำนวนหนึ่งที่เป็นการสูญพันธุ์ตามธรรมชาติ
แต่สิ่งที่ไปเร่งมันก็คือเรานี่แหละครับ
จึงพูดได้ว่า การสูญพันธุ์ใหญ่ (Mass Extinction) ครั้งที่ 6
กำลังเกิดขึ้นโดยสัตว์ชนิดเดียวเลย คือ มนุษย์
สูญพันธุ์แล้วยังไง
ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกยังใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะกับ “ระบบนิเวศ” ที่ซับซ้อน และเชื่อมโยงกันจนน่าอัศจรรย์ อย่างเช่น งานทดลองหนึ่งที่ ดร.นณณ์ ยกมาเล่าให้ฟัง คือ การทดลองเลี้ยง ต่อA กับ ต่อB ในตู้เดียวกัน พร้อมกับใส่เหยื่อ คือ เพลี้ยA และ เพลี้ยB เข้าไป โดยต่อA กินเพลี้ยA เป็นอาหาร ส่วนต่อB ก็กินเพลี้ยB เป็นอาหาร
“จนกระทั่งนักวิจัย เอา ต่อA ออกมาจากตู้ ปรากฏว่า ต่อมาไม่นาน ต่อB ก็ตายไป ถามว่า ทำไมเป็นอย่างนั้น.. สิ่งที่เกิดขึ้น คือ พอไม่มี ต่อA มาคอยควบคุมประชากรของเพลี้ยA เพลี้ยA ก็เพิ่มจำนวนขึ้น และแย่งอาหารกับเพลี้ยB ซึ่งนอกจากจะโดนเพลี้ยA แย่งอาหารแล้ว ยังโดนต่อB ล่าอีก ในที่สุด เพลี้ยB ก็สูญพันธุ์ เหลือเพียง ต่อB กับเพลี้ยA ซึ่งไม่ใช่อาหารของมัน ต่อB ก็เลยตายไปด้วย
ในโลกนี้มีเยอะนะครับ เช่น พืชบางชนิดก็จำเพาะเจาะจงว่า ต้องเป็นแมลงชนิดนี้เท่านั้นที่จะมาผสมเกสรให้ หรือ ผีเสื้อบางชนิดก็จะวางไข่บนต้นไม้ชนิดเดียวเท่านั้น ซึ่งพออย่างหนึ่งหายไปมันก็กระทบไปที่อีกอย่างหนึ่งด้วย ยิ่งถ้าสิ่งที่หายไปคือ keystone species เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่อาจจะค้ำจุนระบบนิเวศทั้งระบบไว้ ยกออกอันเดียว จะถล่มลงหมด” เขาอธิบาย
และตัวอย่าง “นากทะเล” ซึ่งอาศัยบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคในทวีปอเมริกาเหนือ
“นากทะเลชอบกินหอยเม่นเป็นอาหาร ขณะที่หอยเม่นชอบกินสาหร่ายเคลป์เป็นอาหาร แล้วสาหร่ายเคลป์ก็เป็นเหมือน “ป่า” ใต้ทะเล เป็นบ้านของสัตว์มากมาย แต่เมื่อนากทะเลถูกล่าโดยมนุษย์เพื่อเอาขนจนสูญพันธุ์ไปในหลายพื้นที่ ก็ไม่มีตัวควบคุมประชากรหอยเม่นจนกินสาหร่ายเคลป์เกลี้ยง ระบบนิเวศป่าเคลป์ก็พังไปหมด
“เราอาจจะมีสัตว์หลายร้อยชนิดอยู่ในป่า ยิงไอ้ตัวนี้ตายไป ก็ไม่เป็นไรยังมีตัวอื่นมาแทน แต่ถ้าเราไปโดน คีย์สโตน เมื่อไหร่ ระบบนิเวศจะพังไปหมด”
ความหวังยังมีไหม
เมื่อนักวิทยาศาสตร์เรียนรู้ว่า ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวโยงกัน ปัญหาก็เริ่มมีทางออก อย่างเช่น กรณีที่ “อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน” ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเมื่อก่อนเคยมีหมาป่า แต่ถูกล่าจนสูญพันธุ์ไป ส่งผลให้จำนวนกวางเพิ่มปริมาณสูงขึ้นมาก และไล่กินพืชมากจนพืชพันธุ์ไม่สามารถเติบโตได้ ส่งผลกระทบวงกว้างต่อระบบนิเวศทั้งหมด
จนเมื่อเจ้าหน้าที่เอาหมาป่ากลับมาปล่อยอีกครั้ง กวางก็ลดจำนวนลง ส่งผลให้ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ต้นไม้หลายชนิดก็เพิ่มจำนวนขึ้น นกกลับเข้ามา บีเวอร์กลับมาสร้างเขื่อน นาก หนูน้ำ ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกต่างก็กลับมา
ยิ่งเมื่อหมาป่ากินโคโยตี้ด้วย ทำให้สัตว์เล็กๆ ที่เคยเป็นเหยื่อของโคโยตี้ อย่างหนู กระรอก กระต่ายก็เพิ่มจำนวน นกล่าเหยื่อก็กลับเข้ามาหากินในพื้นที่ สัตว์ผู้ล่าอื่นๆ อย่าง หมี, วูลฟ์เวอรีน, มิงค์ ก็ได้กินเศษซากที่หมาป่าเหลือทิ้งไว้
แม้แต่แม่น้ำก็ยังเปลี่ยนทิศ จากเดิมที่เกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง เพราะกวางลงไปเหยียบย่ำ พอระบบนิเวศกลับมาดีขึ้น แม่น้ำก็ไหลตรงขึ้น
“ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้ แค่เราเอาสัตว์กลับเข้ามาเพียงตัวเดียว”
เราควรทำอย่างไร
สำหรับประเทศไทย อาจถือว่า อยู่ในขั้นโชคดี เนื่องจากเรามีระบบนิเวศที่มีความหลากหลาย และยืดหยุ่นค่อนข้างมาก
“ถ้าดูจากแผนที่ประเทศไทยเป็นเหมือนสี่แยก เราได้สัตว์จากจีน จากหิมาลัย ได้สัตว์จากทางฝั่งอินเดียเข้ามา ได้จากทางอินโดไชน่าเข้ามา ได้จากทางมาเลย์เข้ามา เราเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะฉะนั้น ไอ้โน่นหายไป ก็ยังมีตัวตายตัวแทนกันได้ในระดับหนึ่ง เช่นเสือหายไป เราก็ยังมีหมาไนมาคอยเป็นผู้ล่าให้ หรือเสือดาวหมด เราก็ยังเหลือเสือลายเมฆที่พอกล้อมแกล้มไปได้” นักวิชาการรายเดิมบอก
และถึงทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส ดาร์วิน เกี่ยวกับวิวัฒนาการโดยการคัดเลือกตามธรรมชาติที่ว่า “ผู้แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นที่จะอยู่รอด” แต่ในความเห็นของเขา ยืนยันว่า มนุษย์ก็เป็นแค่สัตว์ชนิดหนึ่ง
“ถ้าคุณคิดว่าการสูญพันธุ์มันก็คือการคัดเลือกตามธรรมชาติ เราก็จะพังฉิบหายวายป่วง เราต้องฉลาดกว่านั้นสิ เราต้องบริโภคอย่างมีขอบเขต อย่างยั่งยืน เราไม่สามารถเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เหลืออยู่ในโลกร่วมกับหมา แมว วัว ควาย ไก่ กุ้ง หรือสัตว์ไม่กี่ชนิดที่เรากินได้นะ
ถ้าผมบอกว่า ในแม่น้ำไม่มีปลาแล้วคนก็จะไม่รู้สึกเดือดร้อน บอกไม่เป็นไร ฉันมีปลาดุกบิ๊กอุยกิน มีปลาทับทิมกิน แต่สิ่งที่เราไม่รู้ คือ อย่างน้อยๆ 50 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่สัตว์พวกนี้กิน ก็มาจากธรรมชาติ เป็นปลาเป็ด ปลาป่น ไส้ปลา ซึ่งสุดท้ายก็ต้องไปจับจากธรรมชาติมาให้พวกนี้กินอยู่ดี เมืองมันผลิตอาหารไม่ได้หรอกนะ อาหารมันมาจากธรรมชาติที่สมบูรณ์ ถ้าเราไม่มีธรรมชาติที่สมบูรณ์ แม้เราอยู่ในเมือง เราก็ตายได้เหมือนกัน”
ถ้าคุณคิดว่าการสูญพันธุ์ คือ การคัดเลือกตามธรรมชาติ
เราก็จะพังฉิบหายวายป่วง เราต้องฉลาดกว่านั้นสิ
เราต้องบริโภคอย่างมีขอบเขต
ถึงแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้จะไม่ใช่ผลงานของคนรุ่นเราทั้งหมด แต่เมื่อ “เรา” เป็นคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาอย่างชัดเจน และขณะเดียวกัน เราก็เป็นคนรุ่นแรกที่มีเทคโนโลยี มีความรู้ มีการสื่อสารที่ดีเพียงพอที่จะสามารถแก้ปัญหาพวกนี้ได้ มันจึงไม่ไร้หวังเสียทีเดียว หากคิดจะ “เปลี่ยน” เสียตั้งแต่ตอนนี้
โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เชื่อกันว่า ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้านี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะได้รับการแก้ไข แต่กลับยังมีปัญหาใหญ่ที่อยู่นอกเหนือความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ นั่นคือ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ของมนุษย์ ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้จะแก้อย่างไร
แต่ถึงอย่างนั้น “เรา” ก็ยังคงเป็น “ จุดเปลี่ยน” สำคัญของโลกใบนี้ อย่างเช่นที่ นักวิชาการเจ้าของรางวัล ASEAN Biodiversity Heroes เอ่ยย้ำอีกครั้งว่า..
“เราเป็นคนยุคที่จะต้องบอกว่า พอแล้ว หยุดเถอะ!”





