รพ.เอกชนชี้คุมค่ายายาก เหตุต้นทุนแต่ละแห่งต่างกัน

รพ.เอกชนชี้คุมค่ายายาก เหตุต้นทุนแต่ละแห่งต่างกัน

รพ.เอกชนชี้คุมค่ายายาก เหตุต้นทุนแต่ละแห่งต่างกัน แนะรัฐศึกษาข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ ย้ำรพ.เอกชนเป็นทางเลือก ใช้บริการขึ้นอยู่กับความพอใจ

ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีการหารือร่วมเกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาลในรพ.เอกชนระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) สมาคมโรงพยาบาลเอกชนและเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน โดยมีผู้แทนรพ.เอกชนที่เข้าร่วม อาทิ รพ.กรุงเทพ รพ.บำรุงราษฎร์ รพ.เกษมราษฎร์ รพ.บางปะกอก 9 รพ.พระราม 9 รพ.วิชัยยุทธ รพ.รามคำแหง รพ.วิภาราม รพ.นวมินทร์ รพ.กล้วยน้ำไท และรพ.ธนบุรี เป็นต้น

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ รองอธิบดีกรมสบส. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า การหารือครั้งนี้เพื่อมาพูดคุยในประเด็นที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องค่ารักษาพยาบาล โดยมาหารือในกรอบตามกฎหมายที่มีอยู่ คือ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งกำหนดให้รพ.เอกชนแสดงอัตราค่าบริการแก่ประชาชน โดยเดิมมีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่จะให้เข้มงวดมากขึ้น โดยที่ประชุมมีมติร่วมกันเบื้องต้น ได้แก่ 1.รพ.เอกชนทุกแห่งต้องจัดให้มีจุดแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล และค่าบริการตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 3 เรื่อง ชนิดหรือประเภทของการรักษาพยาบาลการบริการอื่นของสถานพยาบาล และสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยสามารถขอดูค่ารักษาได้ทั้งก่อนและหลังบริการ

2.การทำเว็บไซต์กลาง โดยการแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการของรพ.เอกชนผ่านทางเว็บไซต์ ของ สบส. ทื่ชี่อว่า www.thailandmedicalhub.net โดยจะแสดงค่ารักษาตามกลุ่มโรคต่างๆ เบื้องต้นจะอิงโรคและหัตถการ 80 รายการตามกรมบัญชีกลางกำหนด แต่ในที่นี้จะให้รพ.เอกชนเป็นผู้แจงของแต่ละแห่งลงในเว็บไซต์ ซึ่งจะเป็นกลุ่มโรคที่พบบ่อย และไม่ใช่โรคฉุกเฉิน และ3.ส่วนกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้น รพ.เอกชนทุกแห่งยินดีช่วยเหลือ เข้าร่วมโครงการนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉิน เพียงแต่ในเรื่องระบบเบิกจ่ายจะต้องมีการพัฒนาร่วมกัน โดยเรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉินจะมีการหารืออีกคณะทำงานหนึ่งในวันที่ 19 พฤษภาคม 2558

ด้านนพ.เฉลิม หาญพานิช นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ในโครงสร้างการคิดราคาของรพ.เอกชนต่างจากรพ.รัฐจะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เนื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุนที่แตกต่างกัน เช่น ค่าแรงกำลังคน รพ.เอกชนจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบเอง แต่หากรพ.ภาครัฐจะมีเงินงบประมาณสนับสนุน นอกจากนี้ ในส่วนของรพ.เอกชนด้วยกันเองก็มีหลายระดับทั้งสูง กลาง ต่ำ ทำให้ต้นทุนรพ.เอกชนแต่ละแห่งก็แตกต่างกัน อัตราค่ารักษาพยาบาลในรพ.เอกชนทั่วประเทศก็ไม่เท่าขั้นขึ้นอยู่กับต้นทุนและพื้นที่ ทั้งนี้ ข้อบังคับที่มีการบัญญัติไว้ในพรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ขอยืนยันว่า รพ.เอกชนได้ปฏิบัติตามอย่างดี

“คนไทยทุกคนมีหลักประกันสุขภาพ 3 กองทุน ทั้งหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) สวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคมรองรับการให้บริการรักษาพยาบาลอยู่แล้วซึ่งเป็นมีงบประมาณจากรัฐบาลสนับสนุน ส่วนรพ.เอกชนเป็นทางเลือกจะเข้ารับบริการหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เหมือนกับการเลือกใช้บริการโรงแรมอยู่ที่เราเลือกว่าจะไปใช้บริการที่ไหน”นพ.เฉลิมกล่าว

ต่อข้อถาม กรณีจะมีการออกมาตรการกำหนดเพดานราคายาในรพ.เอกชน นพ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ข้อแสดงความคิดเห็นต้องรอการหารือของคณะทำงานแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลรพ.เอกชนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)ลงนามแต่งตั้งก่อน อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของภาครัฐอยากให้มีการศึกษาบริบทและรายละเอียดของภาคเอกชนให้เข้าใจถ่องแท้ เนื่องจากมีต้นทุนอื่นๆจำนวนมาก โดยจัดกลุ่มให้เห็นชัด เช่น ค่าเสื่อม ค่าแรง ค่าที่ดิน ค่าสร้างตึก หรือกรอบวงเงินลงทุนก็มีดอกเบี้ย

“การให้บริการของรพ.เอกชนเป็นการประกอบโรคศิลปะในการสั่งจ่ายยาต้องมีบริบทอื่นด้วยทั้งการบริหารยา การประเมินการแพ้ยา เหล่านี้เป็นต้นทุนในด้านยาทั้งสิ้นไม่ใช่คิดแค่ค่าราคายา เพราะรพ.เอกชนไม่ใช่ร้านขายยาที่เข้ามาแล้วขอซื้อยาได้เลย ทั้งนี้ ยืนยันว่าค่ารักษาพยาบาลในรพ.เอกชนไทยถูกกว่าในประเทศสิงคโปร์ 25-35 %” นพ.เฉลิมกล่าว

นพ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า กรณีโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉิน รพ.เอกชนยินดีให้ความร่วมมือในเรื่องการให้บริการอยู่แล้วในส่วนของฉุกเฉินขั้นวิกฤติถึงแก่ชีวิตหรือฉุกเฉินสีแดง โดยภาครัฐต้องจัดทำหลักเกณฑ์ข้อกำหนดกฎระเบียบในเรื่องของเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตให้ชัดเจน และต้องให้มีเจ้าหน้าที่รัฐประจำที่รพ.ตลอด 24ชั่วโมงเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายตามกฎระเบียบหรือไม่ นอกจากนี้ เมื่อผู้ป่วยพ้นจากภาวะวิกฤติแล้วจะต้องนำส่งไปยังรพ.ต้นสังกัดตามสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งรพ.รัฐต้องเตรียมความพร้อมเรื่องเตียงรองรับด้วย

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวณิช เลขาธิการสมาคมรพ.เอกชน กล่าวว่า เรื่องค่ารักษาพยาบาลของรพ.เอกชนนั้น มีหลายปัจจัย แต่ละแห่งต้นทุนก็แตกต่างกัน แต่ในเรื่องนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรีทุกสิทธินั้น ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะเจ็บป่วยฉุกเฉิน เกิดอุบัติเหตุเมื่อไรและที่ไหน ดังนั้น รพ.เอกชนยินดีช่วยเหลือให้พ้นวิกฤต และนำกลับสู่รพ.ตามสิทธิเมื่อปลอดภัยแล้ว ปัญหาคือ ขอให้ภาครัฐที่ดูแลเรื่องนี้เข้าใจด้วยว่า แม้รพ.เอกชนจะเข้าร่วมแต่ก็อยากให้เข้าใจด้วยว่า ค่าใช้จ่าย ต้นทุนต่างๆ มีอยู่ ขอให้คำนึงจุดนี้ เพื่อให้อยู่ได้ทั้งหมด

“เรื่องที่ควรดำเนินการตอนนี้ คือ นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินต้องวางระบบให้ดีว่า กรณีไหนวิกฤตฉุกเฉิน และค่าใช้จ่ายประมาณนั้นที่จะทำให้รพ.เอกชนไม่ขาดทุนหนัก เพราะเราไม่ได้ต้องการกำไรกับชีวิตคน แต่อยากให้เข้าใจการลงทุนด้วย อย่างไรก็ตาม รพ.เอกชนช่วยลดภาระรพ.รัฐมาตลอด เพราะเป็นรพ.ทางเลือกให้กับคนที่พอมีกำลังจ่าย” นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าว