background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

“15ปี ดาวดิน” ดาวที่ไม่อยากอยู่บนฟ้า

“15ปี ดาวดิน” ดาวที่ไม่อยากอยู่บนฟ้า

มองขบวนการนักศึกษาผ่านการคงอยู่ตลอด 15 ปีของ "กลุ่มดาวดิน" จากแว่นสายตาของ "ไอ้พวกนักกิจกรรม" อย่าง แมน ปกรณ์

1.

กลางปีพ.ศ. 2551 ที่บ้านนักพัฒนาเอกชนอาวุโสคนหนึ่งในจ.กาฬสินธุ์ นักกิจกรรมคนหนุ่มสาวราว 20 คน ขลุกกันอยู่ที่ศาลากลางน้ำ พูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นสังคมที่ไล่เรียงตั้งแต่เรื่องสิทธิชุมชนไปจนถึงปัญหาโครงสร้าง นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับนักศึกษานิติศาสตร์ 3 คนจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นพวกเขาเรียกตัวเองว่า “กลุ่มดาวดิน”

พูดน้อย ฟังเยอะ ทว่าแต่ละครั้งที่ประเด็นถูกถามจากปากของพวกเขา ผมจำได้แม่นว่ามันช่างแหลมคม หนักแน่น และชวนให้เกิดคำตอบที่ทำให้ผมเองซึ่งเป็นนิสิตปี 1 ได้เพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจในเรื่องการต่อสู้ของชาวบ้าน

ครั้งนั้น ผมได้รู้จักพวกเขามากขึ้นในวงธรรมชาติซึ่งเป็นวงพูดคุยนอกกระบวนการของไอ้พวกนักกิจกรรม

“ภพขอความรู้เรื่องการทำงานกับชาวบ้านหน่อยนะครับ” ภพ-กรชนก แสนประเสริฐ หนึ่งในสมาชิกดาวดินรุ่นก่อตั้งถามเจ้าของบ้านในค่ำคืนนั้น ผมมารู้ตอนหลังว่า พ.ศ.นั้น กลุ่มดาวดินก่อตั้งมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เริ่มทำงานลงพื้นที่กับชาวบ้านแล้ว แต่คำถามของภพก็สะท้อนความใฝ่รู้และช่างแสวงหาของเขา

แม้ค่ำคืนจะหนักหน่วงกับการแลกเปลี่ยน แต่เมื่อพระอาทิตย์กลับมาทักทาย พวกดาวดินก็ตื่นมาดำนา กิจกรรมหนึ่งในการพบเจอกันของพวกเราในครั้งนั้น

“เอ็งรู้ไหม ทำไมชั่วนาตาปีชาวนาไม่รวยสักที” ภพ ถามผมขณะดำนา

แต่ก่อนที่ผมจะทันตอบ เขาก็ชิงพูดก่อน “ไว้เจอกันคราวหน้า เอ็งค่อยตอบพี่ละกัน”

37927567_10217291407380642_1063760942774353920_n

2.

​ปลายปี 2552 นักกิจกรรมหนุ่ม 3 คน ประชุมกันในร้านลาบหลังโรงพยาบาลศิริราชผมตามไปสมทบแล้วพบว่า พวกเขากำลังวางแผนทำอะไรบางอย่าง ซึ่งฟังในวาบแรกแล้วผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่ากลัว อันตราย และเสี่ยงต่อการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่

ภพ เป็นหนึ่งในวงประชุมนั้น เขาไม่ได้ถามผมเรื่องชาวนา แต่ถามในเรื่องที่ประชุมกัน

“แมน เอาด้วยมั้ย?”

“เอาด้วยครับ” ผมตอบทันที โดยที่ในใจยังหวั่นๆ แต่รู้สึกว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ

นั่นเป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางไปขอนแก่นครั้งแรกในอีกไม่กี่เดือนถัดมา

ต้นปี 2553 ประเทศกำลังคุกรุ่น ด้วยการชุมนุมทางการเมือง นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ไปเยือนสถานที่อันเต็มไปด้วยเรื่องราวและผู้คนของการทำกิจกรรมทางสังคม สถานที่ซึ่งถูกเรียกขานใน นาม "บ้านดาวดิน”

3.

​ริมรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น ย่านที่ถูกเรียกกันว่า “โคลัมโบซอย3” สถานที่ตั้งบ้านดาวดิน บ้าน 2 ชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ ตั้งอยู่ในที่ดินขนาดราวๆ ครึ่งไร่ สภาพเก่าแต่ดูเก๋าด้วยข้อความรณรงค์ที่เขียนไว้ตามฝาบ้านหรือสติ๊กเกอร์หยุดเขื่อนที่ต้นเสา และแน่นอนรูปเชเกวารา ตั้งอยู่ในมุมเล็กๆมุมหนึ่ง แม้ไม่เด่นตระหง่านแต่ก็เห็นได้ไม่ยาก

​ข้างบ้านมีกอกล้วยอยู่หลายสิบต้น มองเผินๆ เหมือนสวนขนาดย่อม เพียงแต่อาจจะเป็นป่ากล้วยมากกว่าสวนกล้วย หลังบ้านมีเล้าเป็ด เล้าไก่ และกระท่อมเล็กๆ อีกหลัง มีนอกชานให้ตั้งวงพูดคุยขนาดเล็กได้ 4-5 คน

​วันนั้นผมได้เจอกับสมาชิกดาวดินอีกหลายคนในวงแลกเปลี่ยน เราพยายามเชื่อมโยงว่ากิจกรรมเสี่ยงคุกที่เรากำลังจะทำ มันเชื่อมโยงกับปัญหาชาวบ้านอย่างไร มันจะกระทบต่อโครงสร้างอย่างไร

​“ต่อให้มันเสี่ยง แต่เราก็ควรทำ มันเป็นการต่อเติมภาพฝัน สังคมเป็นธรรมที่เราอยากเห็น” สมาชิกดาวดินคนหนึ่งพูด

มีคำกล่าวว่าริมรั้วมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ในการบ่มเพาะขบถผู้เปลี่ยนแปลงสังคมผมพึ่งได้เห็นกับตาก็วันนั้น

4.

​กลางปี 2553 สมาชิกกลุ่มดาวดิน และนักศึกษาจากกลุ่ม/ชมรมอีกหลายแห่งทั่วประเทศเดินทางไป จ.สงขลาในกิจกรรมที่เรียกว่า “ปฏิบัติการกระพรุนไฟ”

​มันเป็นกิจกรรมที่ถูกวางแผนมาร่วม 1 ปี ใช้คนไม่มาก แต่มีเป้าหมายพุ่งตรงชนหัวใจของบริษัทข้ามชาติรายหนึ่ง ซึ่งเรามองว่า เขาเป็น “ผู้รุกราน” เป็นผู้ก่อการร้ายทำลายวิถีชุมชน เป็นผู้ก่ออาชญากรรมทางทะเล

​เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความรู้สึกของคนในพื้นที่ พวกดาวดินเสนอว่า ก่อนปฏิบัติการเราควรไปล้อมวงพูดคุยในทะเล ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะจินตนาการอันบรรเจิดหรือเพราะความอยากเล่นน้ำทะเลของพวกเขา แต่นั่นเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิตที่ผมได้ประชุมในทะเล คือ มันคือการยืนล้อมวงแลกเปลี่ยน และพูดคุยโดยมีคลื่นเบาๆ ซัดมาแตะที่หน้าอก โดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้า

37901672_10217291178174912_5266271315311984640_n

5.

​หลังปฏิบัติการกระพรุนไฟ ผมได้พบเจอพวกดาวดินบ่อยครั้งขึ้นตามกิจกรรมต่างๆ และแทบทุกครั้งพวกเรามักมีปฏิบัติการร่วมกันในแบบที่คล้ายๆ กระพรุนไฟทำที่สงขลา ผมมารู้ภายหลัง มันถูกเรียกว่า “ปฏิบัติการทางตรง” หรือ Direct Action กิจกรรมที่ต้องอาศัยความกล้าหาญทางจริยธรรมของผู้เข้าร่วม เพราะมันมีความเสี่ยงที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม แต่ในเมื่อเรา และชาวบ้านผู้ถูกกระทำในพื้นที่นั้นๆ ไม่ได้มีทางเลือกอย่างอื่น เป็นไงเป็นกันจึงเป็นบทสรุปที่จะ “ลงมือทำ”

​พฤษภาคมปี 2554 ในขณะดำเนินชีวิตนักศึกษาปกติ ผมไม่ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมการคัดค้านโครงการติดตั้งสายไฟฟ้าแรงสูงที่ จ.อุดรธานี กับพวกดาวดิน แต่บ่ายวันนั้นผมก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง

​“หัวหน้าแมน คุณช่วยเซฟคลิปวิดิโอนี้เก็บไว้หน่อย ผมโพสท์ในยูทูปไปแล้ว แต่มันโดนรีพอร์ต” ปลายสายพูดแค่นี้ ก่อนที่ผมจะได้รับไฟล์วิดิโอทางอีเมล์ในช่วงค่ำวันนั้น

​คลิปเหตุการณ์ที่ชาวบ้าน และนักศึกษาดาวดินถูกจับกุมด้วยการฉุดกระชาก ลากถูก ไปตามพื้นถนน ในการคัดค้านโครงการดังกล่าว ถูกเก็บไว้ในไดรฟ์ส่วนตัวของผมมาจนถึงทุกวันนี้

​เหตุผลของการคัดค้านโครงการนั้น คือแทนที่สายไฟฟ้าแรงสูงมันจะถูกลากผ่านทางตรงๆ คือที่นาที่ดินใครถูกลากผ่าน รัฐก็จ่ายค่าชดเชยไป แต่มันถูกลากอ้อมเพื่อให้ทับที่ดินบางผืนของคนบางกลุ่ม

​“ข้าวในนากำลังเหลืองอร่ามใกล้จะได้เกี่ยว จริงๆ ชาวบ้านขอแค่เกี่ยวข้าวให้เสร็จก่อน แต่เขาไม่ยอม” พวกดาวดินบอกผมในครั้งนึงที่เราพูดกันถึงเหตุการณ์นี้

6.

​ธันวาคมปี 2554 หลังน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดภาคกลาง ผมเดินทางไปบ้านดาวดินอีกครั้งร่วมกับนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย มันเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นมาก แต่กองไฟและหมู่มวลมิตรช่วยให้คลายความหนาวไปได้พอควร

​ผลพวงจากการเคลื่อนไหวของนักศึกษา มรภ.สวนสุนันทา ในการคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เป็นแรงขับให้อีกหลายมหาวิทยาลัยกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง ในการที่จะร่วมมือกันต่อสู้เพื่อการศึกษาที่เป็นธรรม

​กลุ่มดาวดินจัดงานเสวนาในมหาวิทยาลัย คุยเรื่องการศึกษาของคนอีสาน มีชาวบ้าน และนักศึกษามาร่วมฟังเป็นจำนวนมาก หลังเสวนาพวกดาวดินเชื้อเชิญเพื่อนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ว่าน่าจะมีปฏิบัติการอะไรร่วมกันสักอย่าง

​“เว้า กันอย่างเดียวมันบ่ม่วนเด๊หัวหน้า ” พวกดาวดินหว่านล้อม

​วันรุ่งขึ้นนักศึกษานับร้อยเอาสติ๊กเกอร์สีชมพู ไปติดที่หน้าป้ายมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสื่อสารว่า สีชมพูจะทำให้มหาวิทยาลัยสดใสกว่าการที่ผู้บริหารใจดำ ปกปิด งุบงิบจะเอา ม.ขอนแก่นออกนอกระบบโดยไม่สร้างการมีส่วนร่วมกับนักศึกษา

​หลังปฏิบัติการในครั้งนั้น เราร่วมกันก่อตั้งแนวร่วมนิสิตนักศึกษาม.นอกระบบ เคลื่อนไหวเพื่อการศึกษาที่เป็นธรรมไปในหลายๆ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

​อีก 1 ปีหลังจากนั้น พวกดาวดินชุมนุมปิดถนนมิตรภาพบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเพื่อนๆ จากแนวร่วมนิสิตนักศึกษาม.นอกระบบมาร่วมด้วยช่วยกัน

37883061_10217291208055659_2684934681232670720_n

7.

​แล้วมันก็กลายเป็นภาพซ้ำที่แทบทุกปี มันต้องมีกิจกรรมอะไรสักอย่างให้เราได้พบเจอกัน ผมกับกลุ่มดาวดินกลายเป็นญาติสนิทมิตรสหายกันจนสื่อมวลชนบางสำนักเข้าใจว่าผมเป็นสมาชิกกลุ่มดาวดินด้วย

แต่แน่นอนผมไม่ใช่ และผมก็คิดว่านักศึกษาแบบดาวดินนั้นคงไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ เพียงแต่มันก็คงไม่ได้ยากเกินกว่าที่คนธรรมดาสามัญชนจะลองทำดู

เรื่องราวของดาวดินนั้นเดินทางมาถึงขวบปีที่ 15 และยังคงมีอีกหลายประเด็นที่ผมยังไม่ได้เล่าในพื้นที่นี้ เพียงแต่สิ่งที่ยกมาในข้างต้นเป็นเพียงบางฉากบางตอนที่อยากให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาที่มาและที่ไปของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ว่าคุณจะชอบเขาหรือไม่ก็ตาม เขาก็เป็นพลเมืองร่วมชาติที่ผ่านการขัดเกลา จนเติบโตมาในสังคมที่เรา และท่านต่างก็จ่ายภาษีให้รัฐพัฒนาประเทศในแบบที่เป็นมา

เพียงแต่ว่าพวกดาวดิน มีความใฝ่ฝันถึง สังคมที่ดีกว่า รัฐที่ดีกว่า พวกเขาเชื่อว่ามันจะเป็นจริงได้ พวกเขาเชื่อว่าชาวบ้าน เชื่อว่าประชาชนจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ เพียงแต่สิ่งเหล่านั้นคงไม่หล่นลงมาจากฟ้า

ในวารสารดาวดิน ปีที่12 มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ดาวดิน” หมายถึง “คน” เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วเห็นดวงดาว ด้วยแสงระยิบระยับจับตาเราจึงมักจะให้คุณค่าอย่างสูงส่ง เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความใฝ่ฝัน ต่างๆ นานา แม้กระทั้งคนที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ก็มีดาวประดับไว้บนบ่า คนก็ต่อสู้ เหยียบย่ำกันไปคว้าเอาดาว จนไม่ได้มองดูพื้นดินที่เรายืน และเหยียบมันอยู่ทุกวัน และกลายเป็นสิ่งต่ำต้องด้อยค่าไปในที่สุด

แต่ “ดาว” ที่เรามองว่ามันสวยงาม แท้จริงแล้วมันก็คือ “ดิน” นี่แหละ เพียงแต่มันลอยอยู่บนฟ้าเท่านั้นเอง เหมือนกับคนที่เกิดมามีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่าเทียมกัน พร้อมกับกล่าวคำประกาศที่ดังกึกก้องต่อมาอีก 12 ปี ว่า

“ดาวที่ไม่อยากอยู่บนฟ้า ดินเย้ยฟ้าท้าดาวจรัสแสง อำนาจประชาชนจักสำแดง จะเปลี่ยนแปลงดาวดินให้เท่าเทียม”