วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

สุข...ในโลกอิสระของ “มานีมีใจ”

สุข...ในโลกอิสระของ “มานีมีใจ”

เอ่ยถึงชื่อจริงของ สุพัตรา หมั่นแสวง หรืออุ๊ คงน้อยนักที่จะรู้จัก แต่ถ้าเอ่ยถึง “มานีมีใจ” อาจมีเสียงร้องอ๋อ และอาจเคยใช้บริการจากเธอมาแล้ว

สุพัตรา หมั่นแสวง เป็นช่างภาพสาวอิสระคลื่นลูกใหม่ที่กำลังฮอตอยู่ในขณะนี้ เธอเริ่มต้นเป็นช่างภาพถ่ายงานรับปริญญาตั้งแต่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร แต่ด้วยฝีไม้ลายมือ และมุมมองการถ่ายทอดแปลกใหม่สไตล์ “อินดี้” จนทำให้หลายคนแอบติดใจในผลงานของเธอ

จากกระแสปากต่อปาก สุพัตราเริ่มสั่งสมฝีมือและผลงานมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายจึงรวบรวมผลงานตัวเองออกมาเปิดแฟนเพจในชื่อ มานีมีใจ โฟโต้กราฟเฟอร์ (maneemejai photographer) ที่เธอบอกว่า ชื่อนี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้มีคนรู้จัก

๐ เริ่มรับงานถ่ายภาพตั้งแต่เมื่อไหร่?
เริ่มถ่ายภาพจริงจังตอนอยู่ปี 3 ค่ะ มีพี่มาชวนไปรับงานถ่ายภาพรับปริญญา ถือว่าเป็นโอกาสและได้เงินด้วย พอขึ้นปี 4 หันมาเริ่มรับงานมากขึ้น เพราะตอนนั้นต้องหาทุนมาพัฒนาผลงานศิลปะวิทยานิพนธ์ เห็นว่ามีรายได้ค่อนข้างดี แถมช่วยลดค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่ได้ด้วย เลยทำมาเรื่อยจนกระทั่งเรียนจบ
ตอนนี้นอกจากงานถ่ายรูปรับปริญญา ก็มีรับถ่ายงานอื่นด้วย เช่น งานแต่งงาน แฟชั่นเสื้อผ้าแล้วก็มีถ่ายวิดีโอเบื้องหลังแฟชั่นค่ะ

๐ รู้สึกว่าตัวเองชอบถ่ายภาพตั้งแต่เมื่อไหร่?
น่าจะตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม คุณพ่อซื้อกล้องคอมแพคตัวเล็กๆ ให้ตัวหนึ่ง เลยเอาไปถ่ายงานที่โรงเรียน รู้สึกว่าสนุกดีพอได้ถ่ายภาพกิจกรรม เก็บภาพอิริยาบถต่างๆ ของเพื่อนแต่ละคน ชอบดูว่าคนนี้มุมไหนสวย ยิ้มแล้วสวยไหม และเราต้องพยายามดึงเสน่ห์นั้นออกมา แต่ตอนนั้นยังเด็ก เลยไม่คิดว่าจะเรียนถ่ายรูปจริงจัง
แต่ชอบถ่ายภาพเพราะเป็นคนชอบบันทึกเหตุการณ์และความทรงจำเอาไว้ บางความทรงจำเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไม่สามารถย้อนกลับไปหรือแก้ไขอะไร ดังนั้น การถ่ายภาพมีความพิเศษตรงที่สามารถหยุดเวลา และสตัฟฟ์ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นไว้ได้

๐ แล้วสรุปโตมาได้เรียนด้านนี้ไหม?
ไม่ได้เรียนถ่ายภาพมาโดยตรง เราเรียนเกี่ยวกับศิลปะรวมๆ ไม่ได้เจาะจงเป็นแขนงไหน แต่เริ่มรู้แล้วว่าทักษะด้านการวาดภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองในการวาดรูป แต่พอมาถ่ายภาพรู้สึกว่ามันจบงานเร็วกว่าแถมสามารถเล่าเรื่องได้อย่างที่คิดได้ดีกว่า

๐ ตอนนี้ชื่อของ “มานีมีใจ” เป็นที่รู้จักมากขึ้น เป็นเพราะอะไร?
(ทำท่าคิด) อาจเป็นเพราะเราเพิ่งเรียนจบ วัยใกล้กันกับผู้ว่าจ้าง เลยค่อนข้างเข้าใจความเป็นคนในวัยเดียวกันว่าเขาต้องการอะไร ประกอบกับเราได้พื้นฐานตอนเรียนศิลปะมา ก็จะได้ใช้ มุมมอง สี องค์ประกอบ เวลามองเฟรมรูปถ่ายก็จะมองเหมือนเป็นเฟรมผ้าใบผืนหนึ่ง

๐ รูปแบบไหนที่คิดว่าถ่ายยากที่สุด?
ถ่ายภาพพอร์ตเทรต หรือรูปครอบครัว แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นรูปที่เบสิคมาก เพราะมีท่าเดียวเป็นภาคบังคับอยู่แล้ว แต่ความที่เรายังเด็ก บางทีจะไม่เข้าใจอารมณ์ของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในภาพ หรือแต่ละครอบครัวผ่านอะไรมาบ้าง เราก็ต้องสังเกตดูว่าครอบครัวนี้ถ่ายแนวไหน แบบเฮฮาได้ไหม หรือควรจะถ่ายแบบจริงจังดีกว่า เลยยังรู้สึกว่าไม่เก่งกับการถ่ายรูปครอบครัว

๐ การเป็นผู้หญิงในวงการนี้ว่ามีข้อได้เปรียบอะไรบ้างไหม?
มีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ ข้อดีคือผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ทำให้สื่อสารง่าย เวลาแตะเนื้อต้องตัว จัดแต่งทรงผมก็จะง่ายสะดวกกว่าช่างภาพผู้ชาย อีกส่วนคือเราเข้าใจความละเอียดอ่อนบางอย่างของผู้หญิงที่ผู้ชายพอาจไม่เข้าใจ เช่น เหนียงออก ตีนกา หน้าบาน ไรอย่างนี้ เป็นต้น
แต่ข้อเสียคือเรื่องของสรีระ พอต้องมาแบกกล้อง ซึ่งหนักมาก ก็เลยเป็นอุปสรรคนิดหนึ่ง แต่ก็ยังทำได้ เรารับเท่าที่แรงยังมี ช่วงไหนงานเยอะก็ไม่ไหวเหมือนกัน

๐ รู้สึกเบื่อไหมกับโจทย์ถ่ายภาพซ้ำๆ?
เบื่อไหมหรอ ไม่เบื่อค่ะ เพราะเป็นงานที่ชอบ อาชีพนี้ทำให้ได้เจอคนเยอะนะทั้งหมอ พยาบาล หมอฟัน ตำรวจ เราสนุกกับการได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ เหมือนได้รู้จักแต่ละอาชีพไปด้วย เวลาถ่ายจะชอบสัมภาษณ์ชวนคุยไปด้วย เช่น ทำฟันเป็นยังไง ชอบไหม ฉะนั้น ต่อให้ถ่ายมามากแค่ไหน หรือต่อให้ถ่ายภาพรับปริญญาทุกวันมันก็ไม่น่าเบื่อ เพราะคนเปลี่ยนไปทุกวัน มีก็แค่เหนื่อยบ้างเพราะงานถ่ายภาพรับปริญญาต้องทนกับอากาศร้อนและเดินแบกกล้อง แล้วก็ต้องพูดทั้งวัน

๐ ทุกวันนี้พอใจในจุดนี้แล้วหรือยัง?
รู้สึกว่าโชคดีเพราะสิ่งที่เราชอบมันสามารถเป็นงานได้ เป็นงานที่ทำให้ไม่ต้องหางานประจำทำ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราได้ ก็ถือว่าโชคดีแล้ว ตอนนี้คิดอย่างเดียวว่าทำอะไรสุดความสามารถแล้ว ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับให้ได้

๐ มีวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองอย่างไร?
มีทำงานศิลปะบ้าง งานวิดีโออาร์ต เคยแสดงผลงานไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่คิดว่าอยากจะทำไปเรื่อยๆ ไม่อยากทิ้งด้านงานศิลปะ เพราะเหมือนทำให้เราไม่ทิ้งความเป็นตัวเอง งานตรงนี้มาเติมเต็ม ปรุงแต่งชีวิตเรา ก็อยากจะทำอีกแต่อาจจะไม่ใช่เร็วๆ นี้
อีกส่วนคือการรับงานพิธีกร “รายการพลเมืองศิลป์” เป็นอีกงานที่คิดว่าน่าจะช่วยให้เราต่ออายุการถ่ายรูปด้วย คือได้พักไปทำอย่างอื่นบ้าง เพราะอยากให้อายุในการถ่ายรูปของตัวเองอยู่ต่อไปได้ยาวๆ ค่ะ

๐ เล่าเรื่องรายการ “พลเมืองศิลป์”?
รายการพลเมืองศิลป์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง NOW26 นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะชุมชน เป็นการบอกให้รู้ว่ามีหลายอย่างที่เป็นศิลปะแฝงอยู่ในชุมชน ซึ่งบางทีเขาอาจไม่รู้ว่านั่นแหละคือศิลปะ โดยมีอาจารย์ถนอม ชาภักดี นักวิชาการด้านศิลปะ เป็นผู้ดำเนินการหลักจะพูดเกี่ยวกับทฤษฎีศิลปะในด้านต่างๆ ส่วนเราจะเป็นผู้ดำเนินรายการภาคสนาม ออกไปสัมภาษณ์และนำเสนอเรื่องราวในรายการผ่านงานภาพถ่าย

๐ ประสบการณ์ที่ประทับใจ?
ครั้งหนึ่ง “เคยไปถ่ายทำมาที่ราชบุรี ได้คุยกับพี่ติ้ว วศินบุรี ซึ่งเป็นลูกหลานคนทำโอ่งที่ราชบุรี เขาทำโปรเจคหนึ่งขึ้นมาน่าสนใจมาก คือให้ช่างตัดผมมาจับพู่กันวาดภาพ แล้วจดแสดงผลงานในร้านทำผมของตัวเอง อีกโปรเจคก็เอากล้องถ่ายรูปให้คนขับรถเมล์ไว้บันทึกภาพ แล้วจัดแสดงผลงานถ่ายภาพนั้นบนรถเมล์ของเขาเอง นี่คือสิ่งที่เราอยากนำเสนอว่าเรื่องเหล่านี้มีอยู่ รายการนี้จะเสนอมุมมองเหล่านี้ให้ผู้ชม”