ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ถกปัญหาไฟป่า-หมอกควันในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ กำชับบูรณาการทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
ที่บริเวณท่าอากาศยานกองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยคณะติดตามได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และเป็นประธานในการประชุมรับฟังผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมทั้งได้มอบนโยบายและให้ขวัญกำลังใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน โดยมีหัวหน้าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้การต้อนรับ โดยทางพล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพภาค 3 ได้มีการกล่าวสรุปถึงผลปฏิบัติการให้แก่ พล.อ.อุดมเดช อีกด้วย
พล.ท.สาธิต กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ จนถึง เดือน เมษายน ของทุกปีที่ทางภาคเหนือ มักจะประสบกับปัญหาในเรื่องของไฟป่า และ หมอกควัน ประกอบกับในปีนี้สภาพภูมิอากาศมีความแห้งแล้งมากทำให้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงให้หน่วยต่างๆ ทางภาคเหนือตอนบนได้ประสานความร่วมมือกับ ทุกภาคส่วนในการรณรงค์ชี้แจงทำความเข้าใจ กับราษฎรในพื้นที่ให้งดการเผาในห้วงฤดูนี้ ทั้งการเผาเพื่อหาของป่า และการเผาเศษวัชพืช เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ทางการเกษตรโดยได้ดำเนินการ ตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นต้นมา
สำหรับแผนการปฏิบัติ ในวันนี้ จากการตรวจสอบจุด ฮอตสปอต ของภาพถ่ายดาวเทียม เมื่อเช้าพบจุดฮอตสปอต เกิดขึ้นจำนวน 7 พื้นที่ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 2 พื้นที่ จังหวัดน่าน จำนวน 3 พื้นที่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา จังหวัดละ 1 พื้นที่ ซึ่งได้วางแผนการใช้อากาศยานในการลาดตระเวนทางอากาศ ตรวจสอบพื้นที่ตามจุดฮอตสปอต ดังกล่าว เพื่อวางแผน ในการดับไฟป่า โดยขณะนี้ ได้รับการสนับสนุน อากาศยาน AU 23 จากกองทัพอากาศ จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งใช้ในการประชาสัมพันธ์ทางอากาศ
พร้อมกันนี้ ได้กำหนดแผนการปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 เครื่อง และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งการดำเนินงานร่วมกันของทุกภาคส่วนราชการ ที่ผ่านมาส่งผลให้ค่าปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ ลดลงในหลายพื้นที่ และคุณภาพของอากาศดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่ มีค่า PM 10 อยู่ที่ 155 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากเดิมสูงสุด ณ วันที่ 16 มีนาคม วัดค่าได้ 296 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
นอกจากนั้น ได้มีการจัดอากาศยาน ของกองทัพอากาศ ในการโปรยละอองน้ำในอากาศ ซึ่งได้ดำเนินการจำนวน 8 เที่ยวบินต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม เป็นต้นมา รวมจำนวนกว่า 112 เที่ยวบิน และมีการจัดทำฝนหลวง เพื่อช่วยลดฝุ่นละอองในอากาศ โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ วันที่ 6 มีนาคมเป็นต้นมา รวมปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว จำนวน 74 เที่ยวบิน และสำหรับในวันนี้ได้กำหนดแผนในการทำฝนหลวงในพื้นที่ ของจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง และจังหวัดพะเยา รวมจำนวน 8 เที่ยวบิน
“ที่ผ่านมา สามารถทำให้เกิดฝนได้ในบางพื้นที่ แต่เนื่องจาก ปัจจัยสำคัญของการเกิดฝน คือความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ ต้องสูงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันมีค่าต่ำกว่าที่กำหนดมาก ทำให้โอกาสของการเกิดฝนมีค่อนข้างน้อย”พล.ท.สาธิต กล่าว
ทั้งนี้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า การเดินทางลงพื้นที่ในวันนี้เป็นการติดตามปัญหาปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือที่ในขณะนี้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพพลานามัยของประชาชนและส่งผลกระทบถึงการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นทางกองทัพบกจึงได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการปฏิบัติงานร่วมกันกับทุกฝ่าย
ขณะที่ ทางรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับผิดชอบในภาพรวม แต่ขณะนี้ได้มีการบูรณาการการใช้เครื่องมือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอากาศยาน ทางนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายให้ทางทหารเป็นผู้ดูแลการปฏิบัติงาน โดยทางกองทัพบกเองก็ได้มอบหมายให้ทางกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องของการสั่งการโดยประสานงานกับทางกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
“ส่วนผลการปฏิบัติงานก็ได้รับทราบว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อาจยังไม่ได้เต็มที่นักเนื่องจากการที่จะดำเนินการในพื้นที่นั้นมีความกว้างขวางและมีหลายจุดด้วยกัน รวมถึงปัจจัยทางสภาพอากาศด้วย แต่อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ก็พยายามอย่างยิ่งในการที่จะใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจำนวนเที่ยวบินที่ออกไปปฏิบัติการในแต่ละวันอาจจะยังน้อยอยู่ ซึ่งต่อไปคงจะได้ขยายให้เที่ยวบินที่ออกไปปฏิบัติการดับไฟป่าและลดหมอกควันได้จำนวนเที่ยวมากยิ่งขึ้น”พล.อ.อุดมเดช กล่าว
พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ขณะเดียวกันทางเราได้รับความร่วมมือโดยกองทัพบกเองก็ได้มีการจัดเครื่องบินมาร่วมในการปฏิบัติการเช่นกัน หลักๆ คือ เครื่องบิน MI-17 จำนวน 1 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์บรรทุกแบบ ฮท.1 และเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไปอีก 2 เครื่อง นอกจากนี้ยังได้มีการดำเนินการเข้าประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาถึง ข้อเสียและปัญหาที่เกิดขึ้นโดยรวม รวมถึงเรื่องของกฎหมายและโทษต่างๆ ที่หากไม่ปฎิบัติตามก็จะถูกดำเนินคดี ซึ่งทางเราก็พยายามจะทำทุกวิถีทาง
นอกจากนี้แล้ว ยังมีเรื่องของการใช้ยานพาหนะในส่วนของรถบรรทุกน้ำและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการฉีดพ่นน้ำในที่ชุมชนต่างๆ ที่ได้มีการเร่งรัดให้มีการดำเนินการให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งโดยส่วนตัวตนคาดว่าการดำเนินการแบบบูรณาการร่วมกันเหล่านี้ในของทุกภาคส่วนจะทำให้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของไฟป่าและหมอกควัน ในพื้นที่ภาคเหนือได้ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในส่วนของเรื่องของอุปกณ์เกี่ยวกับเรื่องเครื่องบินนั้นอาจจะมีการพิจารณาเพิ่มเติมมาอย่างเช่น เครื่องบิน MI-17 จากกองทัพอากาศเข้ามาเพิ่มเติมให้ ซึ่งต้องดูจากความเหมาะสมของสถานการณ์ก่อน และทางกระทรวงทรัพยากรฯ เองก็มีเครื่องบินที่จะช่วยในส่วนนี้อยู่ด้วย ส่วนการขอความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านนั้นยังต้องดูสถานการณ์เช่นกัน เนื่องจากทางเราได้รับความช่วยเหลือแล้วก่อนหน้านี้จากประเทศสิงคโปร์ในการนำเครื่องบิน ชีนุก จำนวน 2 ลำมาช่วยสนับสนุนแล้ว
จากการตรวจสอบสภาพปัญหาไฟป่าหมอกควันในขณะนี้ก็ยังพบว่ายังมีความรุนแรงอยู่ เนื่องจากยังมีการลักลอบเผาป่าอยู่ในหลายพื้นที่ อย่างเช่นเมื่อช่วงค่ำคืนที่ผ่านมาตนก็ได้รับรายงานจากทางแม่ทัพภาคที่ 3 ว่ามีจุดฮอตสปอต เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างรวดเร็วถึง 400 จุดด้วยกันแต่พอข้ามมาอีกวันหนึ่งก็กลับลดน้อยลงไป ซึ่งอาจมีผลมาจากการที่ทางเจ้าหน้าที่ของเราได้เข้าไปปฏิบัติการดับไฟในพื้นที่ด้วยรวมถึงชาวบ้านบางส่วนก็ได้ช่วยกัน แต่ก็ยังคงระบุระยะเวลาได้ยากลำบาก
“แต่หากทุกส่วนช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ก็จะทำให้สถานการณ์และปัญหาคลี่คลายได้เร็วขึ้น ส่วนที่ผ่านมาก็มีรายงานการจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบเผาป่า ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่อยากที่จะดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีแต่อย่างใด แต่อาจจะเป็นเรื่องของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการดำเนินคดีในส่วนของปรับและมีการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจ และพยายามทำโดยความเข้าใจทั้งสองฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง" พล.อ.อุดมเดช กล่าว






