สธ.ย้ำอย่าวิตกหวัดใหญ่เชื้อเอช3เอ็น2 สายพันธุ์ระบาดในฮ่องกง ขณะที่ในไทยพบผู้ป่วย 2 ใน 3 ยังไม่มีเชื้อกลายพันธุ์รุนแรง
ระบุต้นปี 58 คนไทยป่วยหวัดใหญ่เกือบ 8,000 คน ตาย 10 ราย สถิติใกล้เคียงปี 57 วัคซีนป้องกัน 3 สายพันธุ์ของปีนี้ถึงไทยราวกลาง เม.ย.เริ่มฉีดกลุ่มเสี่ยงปลายเดือน
จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า “ข่าวจากรองผอ.รพ.ศิริราช ตอนนี้ศิริราชพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ influenza A (H3) 5 ราย และติดมายังบุคลากรอีกหลายราย (ที่ยืนยันแล้ว 3 ราย) วัคซีนที่ฉีดไว้ของปีที่แล้วน่าจะไม่สามารถป้องกันตัวที่กำลังระบาด หรือระบาดแล้วในปีนี้ คือ Influenza A H3N2 Subtype Switzerland ได้โปรดป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือ หรือทำความสะอาดมือถ้วย alcohol hand gel บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาเอามือมาใกล้ตา ปาก และจมูก พี่ๆ ต้องระวังด้วยนะครับ วัคซีนที่ฉีดไปป้องกันไม่ได้ วัคซีนตัวที่กันได้จะเข้าประเทศไทยประมาณปลายเม.ย.2558" ซึ่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลยืนยันว่า พบผู้ป่วยจริงแต่อาการดีขึ้นแล้ว ส่วนจะเป็นสายพันธุ์ที่หวาดกลัวหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจเชื้อในห้องปฏิบัติการนั้น
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า โดยปกติกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะรวบรวมสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่พบในผู้ป่วยแต่ละสัปดาห์ เพื่อนำมาแยกสายพันธุ์ให้ชัดเจน ในช่วงที่ผ่านมาเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่พบมาก คือ สายพันธุ์เอช1เอ็น1(H1N1) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 และสายพันธุ์เอช3เอ็น 2(H3N2) แต่ใน 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะพบเชื้อเอช3เอ็น2มากขึ้น โดยประมาณ 2 ใน 3 จะเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับที่ระบาดอยู่ในฮ่องกง คือ เอช3เอ็น2 สวิตเซอร์แลนด์(H3N2 Subtype Switzerland) แต่ยังไม่บ่งชี้ชัดเจน และไม่พบว่ามีการกลายพันธุ์รุนแรง จึงไม่อยากให้กังวลมากนัก
"การที่ฮ่องกงพบการระบาดของสายพันธุ์ชนิดนี้จนมีผู้เสียชีวิตจำนวน 281 รายนั้น เป็นเพราะไม่มีภูมิคุ้มกันของสายพันธุ์เอช3เอ็น2 เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาฮ่องกงมักพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ขณะที่อินเดีย ปัจจุบันมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 มากกว่าเอช3เอ็น2 เนื่องจากที่ผ่านมาอินเดียไม่ค่อยพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้ภูมิคุ้มกันน้อย ดังนั้น การระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่แต่ละสายพันธุ์นั้นขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละประเทศด้วย"
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทย อุบัติการณ์ไข้หวัดใหญ่ของไทยปีนี้เทียบกับปีที่แล้วในแง่จำนวนรายงานป่วยใกล้เคียงกัน คือตั้งแต่ต้นปีนี้ถึง 16 ก.พ.2558 มีรายงานผู้ป่วย 7,987 ราย จำนวนผู้เสียชีวิต 10 ราย ผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว ไม่ได้รับวัคซีนปีที่แล้ว และได้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ช้า ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2557 พบผู้เสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกันถึง 50 ราย
ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่ต้องวิตกมากนัก แต่ก็ไม่ควรประมาท โดยคร. เตรียมวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 สายพันธุ์บี และสายพันธุ์เอช3เอ็น2 โดยปีนี้จะเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ 2 ชนิด คือ สายพันธุ์บีจะเปลี่ยนเป็นสายพันธุ์ภูเก็ต ซึ่งมีการพัฒนาและพบว่ากระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าสายพันธุ์บีชนิดเดิม และสายพันธุ์เอช3เอ็น2 ซึ่งจะเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในฮ่องกง คาดว่าจะนำเข้ามากลางเมษายนนี้จำนวน 3.5 ล้านโดสและให้บริการแก่กลุ่มเสี่ยงต่างๆ ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนเป็นต้นไป
"ขณะนี้คงต้องขอความร่วมมือ และให้ติดตามการเฝ้าระวังของสธ. อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะประมาท แต่ตระหนักดีกว่าตระหนก โดยประชาชนควรล้างมือบ่อยๆ หากป่วยให้หยุดงานหยุดโรงเรียนจนกว่าจะหาย ผู้ป่วยใส่หน้ากากป้องกันโรคเมื่ออยู่ในชุมชน กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ พบแพทย์เพื่อพิจารณาให้ยาต้านไวรัสทันที กลุ่มประชาชนทั่วไป หาก 48 ชั่วโมง อาการไม่ดีขึ้นหรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น หอบเหนื่อย ให้พบแพทย์ทันที" นพ.โอภาส กล่าว






