วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ปวดใบหน้า รักษาหายได้

ปวดใบหน้า รักษาหายได้

อาการปวดใบหน้าคล้ายโดนเข็มทิ่มแทง ไม่ใช่โรคที่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ผู้ป่วยหลายรายไม่ทราบสาเหตุทำให้รักษาผิด

อาการปวดใบหน้าคล้ายโดนเข็มทิ่มแทง ไม่ใช่โรคที่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ผู้ป่วยหลายรายไม่ทราบสาเหตุทำให้รักษาแบบผิดๆ

นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม สาขาประสาทวิทยา โรงพยาบาลวิภาวดี เปิดเผยว่า อาการปวดใบหน้า โรคนี้ไม่มีชื่อเฉพาะเป็นภาษาไทย แต่ทางการแพทย์มักนิยมเรียกกันว่า “กลุ่มอาการปวดใบหน้า” กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้มีลักษณะเด่นที่เหมือนกันคือมีอาการปวดที่ใบหน้า (มักเป็นเฉพาะซีกใดซีกหนึ่งของใบหน้าเท่านั้น) โดยอาการปวดอาจเป็นทั้งซีกหรือเฉพาะบางพื้นที่ เป็นต้นว่า ปวดบริเวณเหนือคิ้ว ปวดบริเวณใต้มุมปากลงมา หรือปวดบริเวณแก้มหรือหน้าหู ในบางรายจะปวดด้านในของปาก กระพุ้งแก้ม หรือเหงือก โดยเฉพาะเวลาแปรงฟัน ทำให้ผู้ป่วยหลายรายไม่ยอมแปรงฟัน หรือแปรงเฉพาะซีกที่ไม่มีอาการปวด หรือในบางรายอาการปวดอาจแตกต่างออกไป เช่น ปวดหน้าใบหู ปวดเวลาเคี้ยว (ทำให้ต้องแยกออกจากโรคขากรรไกรอักเสบ) เป็นต้น

ซึ่งลักษณะการปวดมักเป็นเหมือนไฟฟ้าช็อต ปวดรุนแรง ปวดเสียว ปวดร้าวเหมือนไฟดูด หลายรายปวดจนน้ำตาไหล อาการปวดเหล่านี้สามารถถูกกระตุ้น หรือถูกทำให้รุนแรงได้ด้วยการสัมผัสบริเวณใบหน้า บางรายแม้แต่ลมพัดโดนหน้าก็จะปวดเสียวอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าออกสังคม ซึ่งในกลุ่มนี้มักมีปัญหาในการวินิจฉัย เพราะแพทย์จะลังเลที่จะตัดสินใจว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่

เดิมทีทางการแพทย์ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ ทำให้การรักษาที่ผ่านมามักเป็นการรักษาตามอาการโดยการให้ยาแก้ปวด ยานอนหลับ เป็นต้น หรือยาในกลุ่มที่ลดอาการปวดปลายประสาทโดยเฉพาะ ซึ่งไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ อาจเพียงแค่ดีขึ้นชั่วคราว และนานๆ ไป ก็ต้องเพิ่มขนาดยา เพราะผู้ป่วยมักมีอาการดื้อยา จนทำให้ผู้ป่วยหลายรายอยากฆ่าตัวตาย เพราะเชื่อว่าเป็นโรคเวรโรคกรรมที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้

นอกจากนี้ ในบางรายที่ได้รับยา อาจเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น ตับวาย เม็ดเลือดลดลงเนื่องจากมีการกดไขกระดูก ง่วงซึมจนทำงานไม่ได้ ที่น่ากลัวที่สุดคือการแพ้ยาแบบรุนแรง โดยผู้ป่วยจะมีอาการผิวหนังไหม้ เปลือกตาไหม้ ตาบอด ซึ่งในรายที่เป็นรุนแรงจะเสียชีวิตจากการแพ้ยาได้ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยหลายรายได้รับการอุดฟัน รักษารากฟัน ถอนหรือใส่ฟันปลอม หรือแม้แต่ถอนฟันหลายซี่ เพราะทันตแพทย์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคในช่องปาก โดยเฉพาะรายที่มีอาการปวดในกระพุ้งแก้ม ผู้ป่วยบางรายไปพบแพทย์ทางหูคอจมูกเพราะเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับกราม กระดูกใบหน้า บางรายต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์เพราะมีอาการซึมเศร้าจากอาการปวดเรื้อรังหรือรุนแรง

นพ.เมธี กล่าวว่า ความรู้ทางการแพทย์ทำให้เราทราบว่า โรคนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทที่รับความรู้สึกของใบหน้าคู่ที่ 5 (Trigeminal nerve) โดนกดทับโดยเส้นเลือดในสมอง เมื่อเส้นเลือดสมองไปพาดอยู่บนเส้นประสาทดังกล่าว เส้นเลือดที่มีการเต้นตามจังหวะชีพจรก็จะไปกระแทกเข้าที่เส้นประสาท ทำให้เกิดการกระตุ้นที่เส้นประสาทอยู่ตลอดเวลา ผลก็คือ ผู้ป่วยเกิดการไวต่อการตอบสนองของความรู้สึกที่ผิวหนังบริเวณใบหน้ามากเกินไป

จนตามด้วยอาการเจ็บปวด ในบางรายพบว่ามีเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทคู่ที่ 5 ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดใบหน้าทุกรายจำเป็นต้องได้รับการตรวจเอ็กซ์เรย์สมองอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนเริ่มการรักษา ซึ่งหากเป็นไปได้ควรตรวจด้วยเครื่องเอ็กซ์เรย์แม่เหล็ก (MRI) ในศูนย์การแพทย์หลายแห่งทั่วโลก ได้เปลี่ยนแนวคิดการรักษาโรคนี้จากการกินยา เป็นการผ่าตัด โดยศัลยแพทย์ระบบประสาทจะทำการผ่าตัดเพื่อแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาท

การผ่าตัดโรคนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และเครื่องมือในระดับจุลศัลยกรรมสมอง (Microsurgery) ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 80 จะดีขึ้นแทบจะทันทีหลังผ่าตัด บางรายหายขาด บางรายอาจยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่ แต่สามารถคุมได้ด้วยยาเพียงเล็กน้อย มีบางรายอาจกลับมาเป็นอีก การผ่าตัดดังกล่าวในทางการแพทย์เรียกว่า Microvascular decompression (MVD) การทำจุลศัลยกรรมในปัจจุบันสำหรับโรคนี้สามารถทำได้โดยการลงแผลผ่าตัดด้านหลังใบหูยาวเพียง 2-3 เซนติเมตร ใช้เวลาผ่าตัดประมาณไม่เกินหนึ่งชั่วโมง เกือบ 80 % จะหายปวดใบหน้าแทบจะทันทีหลังผ่าตัด และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2-3 วัน