เกษตรฯ เล็งออกกฎหมายพัฒนาช่วยเหลือเกษตรกร เสนอครม.เดือนนี้ เร่งมีผลบังคับใช้ภายใน เม.ย.58
ปัญหาเกษตรกรที่ยังยากจนและยังไม่มีเครื่องมือใดจะใช้แก้ปัญหานี้ได้เบ็ดเสร็จ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ว่าด้วยการพัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกรขึ้น เรื่องนี้ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้เดือนม.ค.นี้ ทำประชาพิจารณ์ เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ(สนช.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558 เป็นต้นไป
เร่งปรับปรุงกฎหมายช่วยภาคเกษตร
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อคือ 1. ประกันรายได้ และประกันภัย โดยขอใช้งบประมาณในสัดส่วน 5-10 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ตามความเหมาะสม โดยตั้งเป็นเงินสำรองไว้ที่กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรฯจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเงินเพื่อการบริหารจัดการ และ 2. การปรับปรุงกฎหมายสำคัญเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชน 5 ฉบับคือ ร่างพ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ร่างพ.ร.บ. สหกรณ์ เพื่อปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการและการกำกับดุแลสหกรณ์เพื่อให้สหกรณ์มีสภาพคล่องมากขึ้น ร่างพ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุม การฆ่าสัตว์ เพื่อจำหน่ายเนื้อสัตว์ ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยด้านอาหารเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
ร่างพ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นม เพื่อปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ และกลไกบริหารจัดการรวมทั้งกำหนดให้กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบแทนองค์การส่งเสริมการเลี้ยงโคนมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(อ.ส.ค.) และร่างพ.ร.บ. การชลประทานหลวง เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ให้ท้องถิ่นและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำชลประทาน ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเสร็จจะเสนอครม.เร็วๆ นี้
“การช่วยเหลือชาวบ้าน ต้องจำกัดวงเงิน สามารถอิงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคการเกษตรย้อนหลังว่าเติบโตมากน้อยเพียงไหน อาจดูย้อนหลัง 4-5 ปี ทำให้รู้ว่าจะใช้เงินเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันผู้ผลิตหลัก หรือเกษตรกรได้รับข้อยกเว้น 2 อย่าง คือการยกเว้นการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และยกเว้นการเสียภาษีเกี่ยวกับรายได้สหกรณ์ เทียบกับผู้ประกอบการอื่นถือว่าน้อยมาก" นายปีติพงศ์ กล่าว
เน้นสร้างรายได้เกษตรกรเพิ่ม
นายปีติพงศ์ กล่าวว่าการช่วยเหลือครั้งนี้จะเน้นรายได้เกษตรกร ไม่ใช่ช่วยราคาพืชผลที่ตกต่ำ รวมถึงรายได้นอกฟาร์มด้วย จึงต้องช่วยเหลือรวมทั้งจะให้สวัสดิการอื่นๆ มีการประกันความเสียหายพืชผล รัฐต้องค้ำประกันส่วนหนึ่ง เพราะภาคเอกชนจะไม่ทำ เนื่องจากความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะพืชไร่
ในกฎหมายจะมีคณะกรรมการสองระดับ คือคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีหน้าที่ทำแผนและวงเงินงบประมาณโดยรวม และคณะกรรมการระดับย่อย จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เป็นประธาน มีหน้าที่กำหนด แนวทาง ช่วงเวลา กลุ่มเกษตรกรที่ต้องช่วยเหลือ
ดึงเกษตรกรขึ้นทะเบียนรับช่วยเหลือ
สำหรับเกษตรกร หรือแรงงานเกษตรกร ต้องมาจดทะเบียนกับรัฐบาล และจ่ายค่าธรรมเนียมบางส่วน เพื่อให้ส่วนราชการสามารถดำเนินงานได้ หากเกษตรกรไม่จดทะเบียนจะไม่อยู่ในข่ายได้รับการช่วยเหลือ อาจจะมีบัตรประจำตัวเกษตรกร กระทรงวงเกษตรฯ จะออกกฎกระทรวงถึงวิธีการจ่าย ร่วมกับสถาบันการเงิน ธนาคารต่างๆ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คล้ายกับการจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้ชาวนา เมื่อกฎหมายดังกล่าวเสร็จแล้ว ทางกระทรวงเกษตรฯจะเตรียมทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชนรับทราบ โดยน่าจะประกาศใช้กฎหมายได้ภายในเดือนเม.ย.นี้
“ตั้งแต่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ผมได้คำนวณ แล้วว่ามีการอุดหนุนภาคเกษตรกร ไม่นับรวมเงินกู้ มีการใช้งบไปแล้วประมาณ 65,000 ล้านบาท ผมได้พูดกับนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าต้องการใช้เงินเพื่อภาคการเกษตร 2 แสนล้านบาท ดังนั้นยังเหลือเงินอีกกว่าแสนล้านบาท ที่จะนำออกมาใช้หลังกฎหมายฉบับนี้เป็นผล ทันกับปีเพาะปลูกข้าวนาปี ที่จะเริ่มเดือนพ.ค. นี้ และตรงกับช่วงเวลาแผนปรับโครงสร้างการผลิตข้าว”นายปีติพงศ์ กล่าว
อัดฉีดเงินช่วยภาคเกษตร2แสนล้าน
นายปีติพงศ์ กล่าวว่า วงเงิน 2 แสนล้านบาท ถ้าคิดจากสัดส่วนรายได้ต่อหัวของเกษตรกร ถือว่าเล็กน้อย เช่น ถ้าเอาเงิน 2 แสนล้านบาท หารเกษตรกรไทยต่อหัว จะเห็นตัวเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่น้อยมาก เทียบกับการใช้งบในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา กว่า 6 หมื่นล้านบาท ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การกระตุ้นรายได้สวัสดิการสังคมยากไร้ได้จำนวนมาก






