จนท.อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ปิดล้อมจับกุมแก๊งมอดไม้ ได้ผู้ต้องหา 2 พ่อลูก พร้อมของกลางไม้ชิงชัน อายุกว่า50ปี
นายธีระยุทธ วงศ์ไพเสริฐ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 3 สำนักสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำกำลังออกลาดตระเวนตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย และเป็นพื้นที่ทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติป่าบุณฑริก อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ว่ามีกลุ่มนายทุนส่งคนงานเข้าไปลักลอบตัดไม้หวงห้าม ที่บริเวณป่าลำห้วยเดือนห้า ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้บ้านหนองแปก ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี ในเขตป่าอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย
เมื่อชุดลาดตระเวนเดินเท้าไปถึงบริเวณดังกล่าวพบกลุ่มชายประมาณ 7 คนกำลังใช้เลื่อยตัดทอนไม้ชิงชันขนาดใหญ่ อายุกว่า 50 ปีที่ถูกตัดล้มลงคาตอ เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการปิดล้อมแสดงตัวเมื่อรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มชายทั้งหมดได้พากันวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าซึ่งเป็นภูเขาที่มีความลาดชันสูง ทำให้ชาย 2 คนวิ่งเสียหลักหกล้มลื่นไถลไปตามความลาดชันของไหล่เขา ได้รับบาดเจ็บ
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวได้ 2 คนคือนายบุญมี วิสารท อายุ 51 ปี และนายคำมี วิสารท อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นพ่อลูกกันและเป็นกลุ่มขบวนการค้าไม้หวงห้าม จากการตรวจสอบพบไม้ชิงชันที่ถูกตัดล้มคาตอ 1 ต้นโดยถูกตัดทอนออกเป็นท่อนแล้ว 2 ท่อน ปริมาตร 5.21 ลูกบาศก์เมตร พร้อมอุปกรณ์ในการกระทำผิด เลื่อยตัด 2 ปื้น
สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวกที่หลบหนี เข้าไปลักลอบตัดไม้ชิงชันเพื่อจะนำไปขายให้กับนายทุนชาวลาวที่บริเวณชายแดนไทย-ลาว ช่องสิม
เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยข่า อ.บุณฑริก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปส่วนของกลางไม้ชิงชันนั้นต้องทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ห่างไกลไม่มีเส้นทางชักลากเข้าถึงที่เกิดเหตุได้ หากนำไม้ของกลางไปเก็บรักษาจะต้องตัดฟันต้นไม้ทำเส้นทางชักลากซึ่งไม่คุ้มค่า
นายธีระยุทธ วงศ์ไพเสริฐ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการปราบปรามสกัดกั้นจับกุมมาโดยตลอด แต่ทางขบวนการมอดไม้ยังมีความพยายามเข้าไปลักลอบตัดไม้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพื้นที่ อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย นอกจากเป็นแหล่งไม้พะยูงขนาดใหญ่ ยังมีไม้ชิงชันและไม้ประดู่ เป็นไม้ที่ตลาดต้องการสูง และมีราคาแพงมาก หากถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ขณะอยู่ในพื้นที่ป่า ถ้าไม่มีของกลาง ก็จะได้รับโทษแค่ปรับ พรบ.ป่าไม้ คนละประมาณ 500 - 1,000บาท จึงทำให้เกิดกลุ่มตัดไม้ใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง







