แง่มุมและสถิติที่น่าสนใจจากการศึกษาวิจัยของนายแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยฮอกไกโด
ปีก่อน ระหว่างทางนั่งรถไฟจากเมืองคานาซาวา เพื่อไปขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยที่เมืองโอซากา คุณยายท่านหนึ่งในชุดเครื่องแต่งกายกิโมโนสวยเรียบหรู ก้าวขึ้นมาจากสถานีรถไฟแห่งหนึ่งกลางทาง แล้วจู่ๆ บังเอิญมานั่งอยู่ในหมู่นักเดินทางชาวไทยทั้งคณะพอดี
ความเงียบถูกทำลายลง เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างจากพยายามสื่อสารไปมาระหว่างกันด้วยไมตรีจิต ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่นอย่างกระท่อนกระแท่น สลับกับภาษามือ แต่ได้ใจความคร่าวๆ ว่า คุณยายวัยกว่า 80 ปี ซึ่งเดินทางมาเพียงคนเดียวท่านนี้ เพิ่งเสร็จสิ้นจากการเดินทางไปแช่น้ำพุร้อน (Hot Spring) หรือที่เรียกกันว่า 'ออนเซน' ในเมืองเล็กๆ ที่เธอขึ้นรถไฟมา ก่อนจะกลับคืนเป้าหมายที่นครเกียวโตซึ่งเป็นบ้านพักของเธอ
'ออนเซน' ไม่ใช่แค่การแช่น้ำร้อน ซึ่งมีแหล่งที่มาจากน้ำพุร้อนในธรรมชาติ ตามที่อาคันตุกะชาวไทยเข้าใจ แต่ความหมายลึกซึ้งลงไปกว่านั้น 'ออนเซน' ดูจะเป็นวัฒนธรรมหยั่งรากลึกลงในวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นมาช้านาน
0 0 0 0 0
ด้วยเหตุนี้ เมื่อ วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด เจ้าของโครงการ เดอะ ซี ศรีราชา ที่มีการติดตั้งระบบเทคโนโลยีออนเซนสไตล์ญี่ปุ่น ได้ชักชวนให้ไปพบปะกับบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น ศาสตราจารย์ออนเซน ณ เมืองซับโปโร ผมจึงไม่รอช้าที่จะร่วมทริปเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย
ในวันที่อากาศหนาวเหน็บ อุณหภูมิติดลบ Dr. Agishi Youko นายแพทย์และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น ณ ซัปโปโร แกรนด์ โฮเต็ล ก่อนจะบรรยายถึงความสนใจที่ท่านมีต่อ 'ออนเซน' ให้ฟังว่า
"คนญี่ปุ่นรู้จักการใช้ออนเซนมานานแล้วครับ แม้กระทั่งในสมัยโบราณที่มีการกราบไหว้เทพเจ้า ก็ได้ใช้ออนเซนนี้มาถวายเทพเจ้า การศึกษาออนเซนเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุคเอโดะ เริ่มจากวิถีชีวิตของชาวนาก่อน เพราะก่อนพวกเขาจะไปทำไร่ทำนาก็ไปเข้าออนเซน หลังจากทำนาเสร็จแล้ว มีอาการเหนื่อย เมื่อยล้า ก็จะไปเข้าออนเซนอีกครั้ง นั่นเป็นครั้งแรกๆ ที่ทำให้ได้ทราบถึงข้อดีของออนเซน โดยมีการจดบันทึกอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยแพทย์แผนโบราณในยุคนั้น จากนั้นจึงเริ่มมีการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาแช่ออนเซนมากขึ้น"
ล่วงมาถึงช่วงต่อระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 สมัยจักรพรรดิเมจิ ในตอนนั้น มีอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งเป็นชาวเยอรมนี ได้เข้ามาแช่ออนเซน ที่เมืองคูซัทสึ จึงพบว่า คนญี่ปุ่นมีของดีประจำประเทศอยู่แล้ว จึงเริ่มมีการนำผู้เชี่ยวชาญมาทำการวิจัยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พัฒนาเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับออนเซนแพร่กระจายไปตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ มีการแบ่งงานให้ช่วยกันวิจัยออนเซนที่มีอยู่ในแต่ละภูมิภาค กระทั่งมายุติลงในช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 นับจากนั้นมา ไม่มีผู้ใดสืบต่ออีกเลย จนเหลือเพียงแค่โครงการเดียว นั่นคือโครงการ non-profit ที่ท่านได้ทำวิจัยอยู่ในขณะนี้
ศาสตราจารย์ยูโกะ ขยายความต่อว่า หลังจากได้เผยแพร่ข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของออนเซนที่มีต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์ จนถึงตอนนี้ เริ่มมีหลายๆ คน นำฐานข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นประโยชน์กันบ้างแล้ว
"โดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งได้รับการยอมรับมาก ถึงขนาดที่บริษัทประกันชีวิตสามารถรับรองให้เบิกเป็นค่ารักษาพยาบาลได้ แต่ในญี่้ปุ่นยังเบิกไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องพยายามทำวิจัยให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นวิชาการ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่า ออนเซนเป็นทรีตเมนต์ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยมุ่งหวังให้ธุรกิจประกันชีวิตยอมรับ"
จากการศึกษาของศาสตราจารย์ออนเซน พบว่าประเทศญี่ปุ่นมีภูเขาไฟกระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงมีแหล่งน้ำพุร้อนกระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงแหล่งน้ำร้อนจากพลังงานอื่นๆ ด้วย โดยจากการสำรวจระหว่างเดือนเมษษยน 2009 จนถึงเดือนมีนาคม 2010 ญี่ปุ่นมีรีสอร์ทน้ำพุร้อนทั้งหมด 3,230 แห่ง ขณะที่มีแหล่งน้ำพุร้อนในธรรมชาติ 27,825 แหล่งด้วยกัน โดยคิดเป็นน้ำร้อนที่ผลิตออกมาถึง 2.75 ล้านลิตรต่อนาทีเลยทีเดียว
"ตลอดทั้งปี มีคนมาใช้บริการน้ำพุร้อนราว 127.9 ล้านคน ซึ่งมีทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ อย่างน้อยๆ โดยเฉลี่ยคาดว่าน่าจะมีคนญี่ปุ่นมาใช้บริการปีละ 1 ครั้ง"
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ยูโกะ อธิบายว่า ค่า pH โดยพื้นฐานของน้ำพุร้อนเหล่านี้ มีค่าเป็นกรด บางแห่งอาจจะมีค่า pH เป็นกรดมาก เช่น ที่เมืองคูซัทสึ ค่า pH 2.1 หรือแหล่งน้ำพุร้อนที่เมืองทามากาวา ค่าความเป็นกรดสูงถึง 1.1 ซึ่งด้วยความหลากหลายของแร่ธาตุ ทำให้มีคุณสมบัติในการรักษาคนที่้เป็นภูมิแพ้ ผิวหนังอักเสบ ฆ่าเชื้อโรคได้ นอกจากนี้ ยังสามารถมีผลดีต่อการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรครูมาติสม์ และผู้ป่วยมะเร็งระยะต้นอีกด้วย
"ในแง่การรักษา เรากำหนดให้แช่ครั้งละ 10 นาที วันละ 3-4- ครั้ง อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 เดือน"
อย่างไรก็ดี เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำพุร้อนที่ค่อนข้างสูง จึงมีข้อพึงระวังในการแช่ออนเซน แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นข้อห้ามก็ตาม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะการแช่ในน้ำร้อนย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง
"หลังจากแช่ไป 10 นาที อุณหภูมิในปากจะเพิ่มสูงขึ้น จังหวะการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นตามลำดับ เช่น ที่อุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียส จะทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น 2 องศา ชีพจรเพิ่มขึ้นจากเดิม 30 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิตสูงขึ้น 20 มิลลิเมตรปรอท สำหรับคนปกติ โดยจะเห็นว่าผู้สูงวัยในญี่้ปุ่น จะไม่แช่นาน แช่กันเพียง 5 นาทีเท่านั้น คือจะรู้สึกเองว่าต้องขึ้นจากอ่างแล้ว เพราะเหงื่อออก ใจสั่้น นั่นเป็นสัญญาณว่าให้พอได้แล้ว"
ที่ผ่านมา มีการนำความรู้ออนเซนมาใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การจัดทริปออนเซน 7 วัน โดยมีกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยาย , การออกกำลังกายบนเก้าอี้ , การออกกำลังกายในน้ำ และการแช่น้ำร้อน ที่นำเสนออย่างสนุกสนาน โดยก่อนกิจกรรม จะมีการทดสอบสมรรถภาพความแข็งแรงของร่างกาย เช่น การยืนขาเดียว ซิทอัพ การก้าวยาวๆ รวมถึงการยืดตัว และการทดสอบสถานะทางจิตใจ
"หลังจากเข้ารับการอบรม 7 วัน จะเห็นว่าค่าพารามิเตอร์ทุกตัว ดีขึ้นอย่างมีนัยนะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัว ความดัน ความยืดหยุ่นของร่้างกาย ค่าน้ำตาลในเลือด ดีขึ้นหมด"
ในกระบวนการศึกษาวิจัย ผู้ชำนาญการออนเซนท่านนี้อธิบายเพิ่มเติมว่า ได้มีการวัดชีพจร ความดัน รวมถึงคลื่นสมอง ทำให้พบว่า หลังจากแช่ออนเซน คลื่นสมองจะมี 'อัลฟา เวฟ' เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นคลื่นที่ส่งผลดีต่อร่างกาย เช่น ทำให้หลับสบายและหลับลึกยิ่งขึ้น
"ตั้งแต่เกิดมาเป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็ลงออนเซนได้เลย เพราะตอนเกิดมา ก็มีการนำเด็กไปล้างตัวในน้ำพุร้อนเช่นกัน ดังนั้น จึงถือได้ว่ามนุษย์เราสามารถแช่ออนเซนได้ตลอดทุกช่วงอายุ เพียงแต่ต้องควบคุมระยะเวลาในการแช่ให้เหมาะสมกับร่างกายและวัยเท่านั้นเอง หากทำได้เช่นนี้แล้ว รับรองว่าวิถีทางออนเซนย่อมจะเสริมสร้างร่างกายให้มีสุขภาพที่แข็งแรงแน่นอน"





