(รายงาน) หญิงหม้าย2,800-กำพร้า6,000 ได้เวลายุติความรุนแรงชายแดนใต้
25 พ.ย.ของทุกปี เป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กสากล หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีการจัดกิจกรรม โดยเฉพาะการเดินรณรงค์และเปิดเวทีเสวนาสะท้อนปัญหาและร่วมกันหาทางออก
ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เช่นกัน "ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา" รายงานว่า กลุ่มพลังมวลชนในนามเครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย แกนนำสตรี เด็ก เยาวชน กาชาดจังหวัดปัตตานี และคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดปัตตานี ตลอดจนครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบจำนวนกว่า 500 คน ได้พร้อมใจกันเดินรณรงค์ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ
กิจกรรมปีนี้จัดขึ้นภายในแนวคิด "รวมพลังผู้หญิง เด็ก เยาวชนชายแดนใต้ ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ" โดยมี พล.ต.อัตถเดช มาถนอม ที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานเปิดงาน
สาเหตุที่การจัดกิจกรรมที่ชายแดนใต้เป็นไปอย่างคึกคัก เพราะดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้อาณาจักรของความรุนแรงมานานกว่า 10 ปี มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ ถึง 18,206 คน มีหญิงม่ายกว่า 2,800 คน และเด็กกำพร้ามากกว่า 6,000 คน
พล.ต.อัตถเดช กล่าวในพิธีเปิดงาน โดยตั้งคำถามว่าทำไมความรุนแรงจึงเกิดกับเด็กและสตรี และทำไมความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงกระทบกับสตรีมากที่สุด รองลงมาคือเด็ก
อย่างไรก็ดี พล.ต.อัตถเดช บอกว่า ความรุนแรงยุติได้โดยผู้หญิง และผู้หญิงจะต้องเป็นกำลังสำคัญในการยุติ โดยผู้หญิงต้องใช้ความรักที่มีต่อสามีและลูกเป็นเกราะป้องกัน บทบาทของผู้หญิงที่ทำหน้าที่แม่บ้านถือเป็นภาระหนักที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นภรรยาที่ของสามี และเป็นแม่ที่ดีของลูก
"ผมอยากเห็นสตรีใช้ความรักในการดึงสามีกลับมาในทางที่ถูกที่ควร และใช้ความเป็นแม่แนะนำลูกในทางที่ถูกต้อง" ที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว
ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ภายใต้โครงการ "ใต้ฟ้าเดียวกัน" ร่วมกับมูลนิธิกองทุนเพื่อการศึกษาและการพัฒนา หรือ EDF จำนวน 894 ทุน ทุนละ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,076,000 บาทด้วย
นอกจากนั้น ยังมีเวทีเสวนาเรื่อง "เรา..จะยุติความรุนแรงและสร้างสันติภาพได้อย่างไร กรณีความขัดแย้งชายแดนใต้" โดย รอซิดะห์ ปูซู ประธานเครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ผลพวงจากสถานการณ์ความไม่สงบทำให้ขณะนี้มียอดเด็กกำพร้ามากกว่า 6,000 กว่าคน และสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือมีผู้หญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิง เพราะจะยิ่งทำให้เด็กกำพร้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม ขาดผู้อุปการะดูแลเกือบจะสิ้นเชิง
"รู้สึกสะเทือนใจกับตัวเลขผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบซึ่งเพิ่มขึ้นในทุกปี ทางเครือข่ายฯก็พยายามช่วยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนการศึกษา ทุนอาชีพ แต่ทางแก้ที่ดีที่สุดคือยุติความรุนแรง ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน"
แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตลอดสิบปีไฟใต้จะพบว่า บทบาทของผู้หญิงในพื้นที่ขัดแย้งเริ่มเปลี่ยนไป จากเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาในชุมชน ก้าวสู่เป็นนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน ช่วยงานเยียวยา ลดความโกรธแค้น เกลียดชังซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรง นอกจากนั้นยังเป็นผู้นำครอบครัว
ผลพวงจากสถานการณ์พบว่า เหตุรุนแรงเกิดเฉลี่ย 4 ครั้งต่อวัน เสียชีวิต 2 คนต่อวัน บาดเจ็บ 3 คนต่อวัน และหญิงหม้าย 1 คนต่อวัน เด็กกำพร้า 2 คนต่อวัน ซึ่งการดูแลเยียวยาจิตใจที่ผ่านมา 10 ปี เรามีนักจิตวิทยาทั้งหมดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เพียง 74 คนเท่านั้น
เมื่อดูกระบวนการสันติภาพ พบว่าความขัดแย้งที่สำคัญทั่วโลกมี 104 แห่ง ปรากฏว่า 41 แห่ง หรือ 39.4% ยุติด้วยการทำข้อตกลงสันติภาพ 9 แห่ง หรือ 8.7% จบลงด้วยการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงเอาชนะ ซึ่งไม่ยั่งยืน อีก 4 แห่ง หรือ 3.8% อยู่ระหว่างการคลี่คลาย และอีก 50 แห่ง หรือ 48.1% ยังแก้ไขไม่ได้
ย้อนดูของภาคใต้ เพิ่งมีการพูดคุยสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว แต่กระบวนการเจรจาไม่ใช่แค่เรื่องบนโต๊ะ เพราะยังต้องฟังคนนอกโต๊ะ นอกห้องเจรจาที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความจริงก็คือบนโต๊ะมีน้ำหนักแค่ 20% เท่านั้น ส่วนอีก 80% คือสิ่งสำคัญที่ทุกกลุ่มในพื้นที่ต้องช่วยกันทำ
ขณะที่ ปาตีเมาะ สะดียามู ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกลาง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะตัวแทนภาครัฐ กล่าวว่า ความรุนแรงยุติได้ หากรัฐเข้าไปสร้างพื้นที่ของผู้หญิงให้ทำกิจกรรมลดความรุนแรง ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้หญิงคนเดียว แต่ต้องใช้พลังผู้หญิงของแต่ละหมู่บ้านเพื่อเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการพูดคุย






