วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เด็กแอลดี สอน"ไม่ยาก"

ครู หรือพ่อแม่ส่วนใหญ่มักบอกว่า เด็กแอลดี สอนยาก แต่ถ้ารู้ทริค สอนให้ (เด็ก) คลิกไม่ใช่เรื่องยาก

ครู หรือพ่อแม่ส่วนใหญ่มักบอกว่า เด็กแอลดี สอนยาก แต่ถ้ารู้ทริค สอนให้ (เด็ก) คลิกไม่ใช่เรื่องยาก ปัญหาส่วนใหญ่ของเด็กแอลดี (Learning Disabilities : L.D.) หรือ เด็กที่อยู่ในภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องไอคิวต่ำ ขี้เกียจเรียน

แต่เพราะความผิดปกติของสารเคมีในสมอง แสดงออกมาในรูปของปัญหาด้านการอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ หรือทั้งหมดร่วมกัน

คัชชาตา ธงสินธุศักดิ์ นักจิตวิทยาคลินิกเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า เด็กแอลดีจะไม่มีภาวะบกพร่องทางด้านสติปัญญา แต่จะมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ เพราะว่าสมองการรับรู้ประสาทสัมผัสดีแต่พอมาถึงแปลความจะแปลความสับสน ทำให้พูดออกมากลับกัน สับสนซ้ายขวา ตัวหนังสือหัวเข้าหัวออก ใช้ไม้เอกไม้โทไม่ถูกต้อง

อาจารย์อำไพพิศ บุนนาค ครูชำนาญการพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ส่วนกลาง สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการเรียนรู้ในการวิเคราะห์ของเด็กแอลดีจะแตกต่างจากเด็กทั่วไป ซึ่งปกติการรับรู้จากประสาทสัมผัสและนำเข้าไปในสมองเพื่อวิเคราะห์และแสดงออกมาด้วยการอ่าน พูด เขียน เคลื่อนไหว และตอบรับต่างๆ

“เด็กแอลดีการรับรู้ และแปลผล จะต่างจากคนทั่วไป ยกตัวอย่างเรื่องการยิน เมื่อครูให้เขียนตามคำบอกว่า “กระต่าย” เด็กปกติได้ยินว่ากระต่าย แต่เด็กแอลดีเมื่อประมวลผลเขาอาจจะได้ยินว่า “กระต่าง” ก็เขียนออกมาผิด ครูก็ตำหนิ จนลืมวิเคราะห์ขั้นละเอียดว่า การฟังของเด็กมีปัญหาหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการทดสอบซ้ำๆ อยากให้ครูได้ลงลึกรายละเอียดตรงนี้ด้วย ให้มากกว่าที่จะบอกว่าเด็กมีปัญหา แต่มีปัญหาอะไรต้องรู้ให้ได้”

ด้วยจิตวิญญาณครูที่ดีต้องจับพฤติการณ์ของเด็กในห้องให้ได้ว่า ใครมีอาการแอลดี เพื่อที่จะได้เพิ่มความใส่ใจในการสอน และให้เด็กๆ สามารถเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในห้องไปพร้อมกันโดยไม่ถูกทิ้งเป็น “เด็กหลังห้อง” ซึ่งหากคุณครูรู้เทคนิคการสอนเชื่อว่า รับมือเด็กแอลดีได้ไม่ยาก

คุณครูอัมพาศรี คงอนุมัติ คุณครูฝ่ายแนะแนว โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ แนะนำว่า การสอนเด็กกลุ่มนี้ต้องมี “เทคนิค” อาจจะเป็นพวกสื่อการสอน หรือแอคชั่นท่าทาง น้ำเสียง รวมทั้งกิจกรรม เกม เพื่อสร้างบรรยากาศภายในห้องเรียนให้เด็กไม่รู้สึกตึงเครียด ให้เด็กรู้สึกสบายและสามารถทำกิจกรรมร่วมกับเราได้ได้ตลอดทั้งชั่วโมงในการเรียน และได้มีความสุขกับความรู้ที่เขาจะได้รับ ได้ทำกิจกรรม ได้เรียน อย่างไม่มีปัญหา

ก่อนอื่นคุณครูรู้ก่อนว่า ลูกศิษย์บกพร่องด้านใด และแก้ไขตามอาการ ซึ่งโดยมากมักออกอาการด้าน “ภาษา”

ความบกพร่องทางการอ่าน อาการนี้คุณครูจับสังเกตเด็กในชั้นได้ไม่ยาก เพราะเด็กที่อ่านไม่ออกมักจะเครียด ไม่อยากอ่านหนังสือ ไม่สบตาครู ไม่มั่นใจในการอ่าน เมื่อให้อ่านจะอ่านข้าม อ่านเพิ่ม อ่านคำอื่นแทน เดาคำ อ่านกลับหลัง ออกเสียงผิด อ่านช้ามาก อ่านสลับตัว

วิธีแก้ไข ทำโดยการมาร์คจุดผิด เพื่อให้เด็กได้แก้ไข ที่สำคัญคุณครูต้องไม่หัวเราะเวลาที่เด็กอ่านผิด เพราะเด็กเหล่านี้ต้องการกำลังใจมากที่สุด

“สิ่งสำคัญของการสอนก็คือ ต้องให้เขาเชื่อในความเป็นครูว่าครูคนนี้เป็นมิตร ไม่ใช่เป็นศัตรู วิธีพูดที่ทำให้เด็กรู้สึกดีมีกำลังใจ เราต้องใช้กับเด็กกลุ่มนี้ให้มาก” อาจารย์อำไพพิศ แนะนำบางครั้งเด็กอ่านแล้วไม่เข้าใจในสิ่งที่อ่าน จำรายละเอียดไม่ได้ หรือแม้ตัวหนังสือ 1 บรรทัด เด็กอ่านไม่ได้ เพราะตัดคำไม่ได้ การมองเห็นของเด็กจะเห็นตัวหนังสือเป็นทั้งบรรทัดหรือตัวยึกยือ อ่านไม่ออก ซึ่งส่วนใหญ่ที่สอบไม่ได้มาจากสาเหตุนี้ วิธีช่วยเหลือครูต้องช่วยโดยทำ “ไฮไลท์ เน้นคำ” เพื่อให้อ่านได้ง่าย เมื่อเด็กอ่านได้คล่องแล้ว ก็ค่อยถอยความช่วยเหลือนี้ออก

“นอกจากนี้ให้เด็กได้อ่านออกเสียงวันละ 15 นาที ไม่เกิน 30 นาที เมื่อเขาอ่าน ตาเขาเห็นตัวหนังสือ จะทำให้เกิดกระบวนการจำจากสิ่งที่เห็น เสียงที่อ่านเกิดกระบวนการจำจากสิ่งที่เขาได้ยิน

จะดีมากถ้าให้เขาปิดในสิ่งที่เขาอ่าน แล้วให้เล่าให้ครูฟังว่าเขาอ่านอะไรไปบ้าง ก็จะเกิดความเข้าใจจากการอ่าน” คัชชาตา แนะนำ

สิ่งที่เด็กแอลดีต้องการคือกำลังใจ การคิดบวกช่วยได้ เด็กๆ มีจุดอ่อน ขณะเดียวกันก็มีจุดแข็ง ขอเพียงทำความเข้าใจ และให้โอกาสเด็กแอลดี “ทำได้” แน่นอนต้องการข้อมูล หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาเด็กบกพร่องการเรียนรู้ หรือสมาธิสั้น