สตรีนักวิทยาศาสตร์

ขวัญชนก พสุวัต สตรีนักวิทยาศาสตร์ทุนวิจัยลอรีอัลปี 57 เล่าถึงชีวิตครอบครัวที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้เรื่องงาน

รศ.ดร.ขวัญชนก พสุวัต อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี และประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ จากหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพและภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นอกจากการทำหน้าที่สอนหนังสือแล้ว เมื่ออยู่ในห้องปฏิบัติเธอการมุ่งมั่นกับการวิจัยและพัฒนาสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนเพื่อใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อม
กระทั่งผ่านการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มูลค่า 2.5 แสนบาท ในโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2557 จากบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยความร่วมมือกับสำนักเลขาธิการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)
แต่ที่บ้านเธอคือ คุณแม่ที่ใช้เวลาเกือบทั้งหมดดูแลครอบครัวอย่างเต็มกำลัง

๐ เล่าเรื่องงานที่ได้รับทุนวิจัยลอรีอัล?
งานวิจัยที่ได้รับทุนคือ หัวข้อเรื่อง “การสร้างแผ่นเซลล์กระดูกอ่อนเพื่อใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อม” เนื่องจากโรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการสึกหรอของข้อต่างที่รับน้ำหนักและภาวะเสื่อมสภาพ โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังทำให้คุณภาพชีวิตลดลง
การรักษาโรคเข่าเสื่อมนั้น แพทย์จะให้ยาเมื่อเกิดอาการปวด ถ้าปวดมาก จะต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่า เป็นไทเทเนี่ยม เอากระดูกอ่อนทั้งหมดออกไป เราก็มองว่า กระดูกอ่อนเหล่านั้นยังมีส่วนดีอยู่ เพียงแต่ทำให้เจ็บ แต่ถ้าเราสามารถนำเซลล์กระดูกอ่อนมาเพิ่มจำนวนในห้องแล็บ แล้วใส่กลับเข้าไปในตัวคนไข้ ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูด้วยเซลล์ของคนไข้เอง
ส่วนการรักษาด้วยเทคนิคการปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อนในบริเวณที่มีปัญหา โดยใช้เซลล์กระดูกอ่อนของผู้ป่วยเอง แต่วิธีนี้ประสบปัญหาเซลล์กระจายตัวไม่เกาะกับกระดูกอ่อนทำให้มีจำนวนเซลล์น้อยไม่พอรักษา
เทคนิคใหม่ในการปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อนที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า วิธีการสร้างเนื้อเยื่อสามมิติจากแผ่นเซลล์หลายชั้น ซึ่งช่วยทำให้จำนวนเซลล์กระดูกอ่อนที่ดีมีปริมาณมากขึ้น และแผ่นเซลล์ที่ลอกออกมามีโปรตีนที่ช่วยทำให้แผ่นเซลล์เกาะติดกับเนื้อเยื่อเดิมได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกระดูกอ่อนปกติ โดยหวังว่างานวิจัยชิ้นนี้จะประสบความสำเร็จสามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติดังเดิม

๐ ชอบวิชาวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก?
ตั้งแต่เป็นนักเรียนก็เลือกเรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ โปรแกรมวิทย์-ชีวะ เพราะจริงๆ แล้วอยากเป็นหมอ ตั้งใจจะสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ แต่ก็ไปลองสอบชิงทุนและได้ทุนเรียนทางด้านวิศวกรรมชีวภาพ ตอนแรกก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกอะไร
ถ้าอยู่ไทยก็ต้องสอบเอนทรานซ์เพื่อเรียนคณะแพทยศาสตร์ แต่ถ้าเรียนด้านวิศวกรรมชีวภาพที่ได้ทุนก็จะได้เรียนด้านวิศวกรรมที่เน้นการคำนวณ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ตนเองชอบมาก จึงตัดสินใจรับทุน เพราะเป็นสิ่งที่ชอบเรียน และยังจะต่อยอดไปทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ได้ จึงตัดสินใจรับทุนเพื่อเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ แล้วเกลี่ยงานวิจัยให้มาทางการแพทย์ ทำให้เรามีความสุขที่จะเรียน เพราะเรียนในสิ่งที่ชอบ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ
เส้นทางสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ จริงๆ แล้วเรียนวิศวกรรมศาสตร์ แต่เวลาทำวิจัยก็จะดูเป็นเชิงวิทยาศาสตร์เพราะเป็นการวิจัยแบบลงลึก แต่มองว่า เรียนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์แล้วต้องทำงานกลางแจ้ง ลงพื้นที่ ซึ่งตัวเองไม่ได้ชอบแบบนั้นเลย
ตอนที่เรียนระดับปริญญาตรี แล้วมีโอกาสได้ทำแล็ยวิจัยด้านเซลล์ ก็รู้สึกชอบมากเลย เพราะเหมือนเราสามารถผลิตสิ่งเล็กๆ ระดับเซลล์ได้เอง ในที่สุดสามารถที่จะสร้างสิ่งที่มีประโยชน์และนำไปใช้ได้จริงในอนาคต กลายเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำงานในห้องแล็บวิจัยต่อมาเรื่อยๆ กระทั่งได้ทุนระดับปริญญาเอก

๐ การทำงานที่ชอบมีความทุกข์บ้างไหม?

ก็มีตรงที่ ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะงานวิจัยก็จะเป็นอย่างนี้ บางทีเราต้องทำซ้ำทำใหม่ ปรับแก้อยู่เรื่อยๆ จนบางทีเราก็ท้อ ทำแล้วปัญหาเยอะเหลือเกิน ต้องแก้กันทุกจุด แต่พอค่อยๆ คิด ค่อยๆ แก้ไปจนสำเร็จ กลายเป็นความดีใจ ภูมิใจว่า เราทำได้ และเกิดแรงฮึดที่พอเจอปัญหาใหม่ เราก็จะแก้ปัญหาที่เกิดต่อไป โชคดีที่เป็นงานที่รัก เป็นสิ่งที่ชอบ ทำให้เรามีแรงที่อยากจะแก้ปัญหาต่อไป
แต่ก็มีช่วงที่หมดกำลังใจ อย่างตอนที่ทดลองหลายครั้งแล้วก็ยังไม่สำเร็จสักที แต่วิธีแก้ของตัวเองคือ เลิกคิดเรื่องนั้นไปเลย 1-2 วันแล้วค่อยกลับมาลองดูใหม่ ทีนี้ เหมือนเราได้คิดมาอย่างดีแล้ว หัวสมองก็โล่ง โปร่งขึ้น พอมองปัญหาก็จะเห็นในมุมอื่น แทนที่จะเป็นมุมเดิมที่เราเคยมอง สุดท้ายก็แก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

๐ แบ่งเวลาให้กับครอบครัวอย่างไร
ครอบครัวเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต ตื่นเช้าก็จะไปส่งลูก 2 คนไปโรงเรียน พยายามใช้เวลากับลูกให้มากที่สุด ตอนเย็นก็พยายามไปรับลูกจากโรงเรียน เพื่อที่จะได้เห็นเวลาที่เขาอยู่ข้างนอก อยู่ที่โรงเรียน เขาเป็นอย่างไร มีเพื่อนเป็นใครบ้าง คุยกับเพื่อนอย่างไร ทำกิจกรรมอะไร ซึ่งแน่นอนว่า อยู่ที่โรงเรียนเขาก็จะต่างจากอยู่ที่บ้าน เราก็จะได้มองเห็นลูกในแง่มุมต่างๆ
เมื่อกลับมาบ้านก็จะสอนการบ้าน ใช้เวลาพูดคุยกันในช่วงอาหารเย็น เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
แต่พอถึงเวลาทำงานก็ทำเต็มที่เหมือนกันค่ะ ช่วงเวลางานซึ่งมีอยู่ไม่มาก จึงพยายามทำให้เต็มที่ที่สุด เพราะเมื่อถึงเวลาเลิกงานก็จะเป็นเวลาที่เราทุ่มเทให้กับครอบครัว พยายามจัดสรรเวลาให้กับงานและครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารักให้เต็มที่ เต็มกำลัง
แต่บางครั้งงานเยอะมาก เมื่อลูกหลับ เราก็ต้องนั่งทำงานต่อเพราะงานวิจัยไม่มีเวลากำหนดที่ชัดเจน เพียงแต่ถ้าไม่ทำ ก็จะล่าช้าไปเรื่อยๆ จึงวางกำหนดเวลาให้กับตัวเอง เพื่อผลักดันให้ทำงานวิจัยได้แล้วเสร็จตามที่วางแผนเอาไว้ ไม่ทิ้งไว้นานจนเกินไป

๐ นักวิทยาศาสตร์กับความเป็นแม่?
เป็นแม่ยากกว่าค่ะ เพราะเด็กเป็นอะไรที่มีตัวแปรเยอะมาก วิทยาศาสตร์บางครั้งเราทำความเข้าใจง่าย แต่เด็กบางครั้งไม่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ทั้งอารมณ์ ความคิด มีแต่ตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้
สิ่งที่เราทำกับเขาวันนี้ พอลองทำแบบเดียวกันอีกวัน ผลอาจจะไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น การพยายามทำความเข้าใจในตัวเด็กยากกว่ามาก แต่ถ้าถามว่า สนุกไหม ดีไหม ต้องบอกว่า ดีมากเลย เพราะเมื่อเด็กเป็นสิ่งที่เราเข้าใจยาก แต่พอเขาทำอะไรให้กับเรา ความสุขมันเพิ่มขึ้นมาทันที

๐ ทั้งงานในบ้านและนอกบ้าน แล้วดูแลตัวเองอย่างไร?
ถึงจะทำงานด้วย ดูแลครอบครัวด้วย แต่ก็ยังมีเวลาโดยสลับกับสามีว่าแต่ละคนจะต้องมีเวลาส่วนตัวที่ดูแลตัวเอง อย่างสามีก็จะไปขี่จักรยาน โดยที่เราทำหน้าที่ดูแลลูก ส่วนตัวเองก็มีเวลาไปทำเล็บ ทำผม ทำนู่นนี่ นิดๆ หน่อยๆ ให้ได้รีเฟรชตัวเอง
การออกกำลังกายก็มีบ้าง แต่ด้วยความที่ต้องดูแลลูก ก็จะเน้นการออกกำลังกายที่ทำได้เองภายในบ้าน ตอนนี้ก็เล่นพิลาทิสที่บ้าน เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้โครงสร้างภายในร่างกาย โดยอาศัยการฝึกจากดีวีดี ประมาณ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ลูกเรียนว่ายน้ำ เราก็ได้ว่ายน้ำไปด้วย
โชคดีที่ลูกๆ โตขึ้น ดูแลตัวเองได้มากขึ้น ทำให้มีเวลามากขึ้นแต่เราก็ยังเลือกที่จะอยู่กับเขา เลือกทำกิจกรรมที่สามารถดูแลเขาไปด้วยได้ ที่สำคัญคือ เวลาที่ลูกเห็นคุณแม่ทำพิลาทิส หรือเห็นคุณพ่อขี่จักรยาน เขาก็จะเข้าใจว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ควรทำ
ส่วนเรื่องของอาหารเสริมก็มีบ้าง เนื่องจากน้องสาวเป็นคุณหมอทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ก็จะแนะนำวิตามินให้คือ วิตามินซีและโค-คิวเท็น เพราะร่างกายเราใช้ไปเยอะในแต่ละวัน ก็ต้องเสริมเข้าไป
เรื่องอาหารก็ดูแลด้วย ไม่ถึงกับที่ต้องนับแคลอรี่แต่ใช้วิธีทดลองด้วยตัวเอง โดยงดแป้งในช่วงมื้อเย็น น้ำหนักก็ลดลง พอกลับมากินแป้ง น้ำหนักก็ขึ้น เราเลยรู้ว่า ควรงดแป้งในมื้อเย็น ส่วนมื้อเช้า กลางวัน กินตามปกติและลดขนมลง เพราะขนมเป็นความหวานที่ให้แคลอรี่โดยที่ไม่มีประโยชน์

๐ มุมมองนักวิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวัน?
การเป็นนักวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ทำให้เราคิดเป็นขั้นตอน หาเหตุผลมาตอบสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะวิทยาศาสตร์คือการหาคำตอบโดยใช้เหตุผล เราก็นำมาประยุกต์ใช้ในการหาคำตอบให้กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างมีเหตุผล ทำให้เป็นคนมีเหตุผลมากขึ้น หรือการพูดคุยกับคนอื่นก็จะคุยด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์
ส่วนข้อเสีย บางครั้งเราโฟกัสไปที่วิทยาศาสตร์มากเกินไป เวลาที่จะอธิบายอะไรแทนที่จะใช้คำง่าย กลับยาก คนที่ฟังก็ไม่ค่อยเข้าใจ เป็นสิ่งที่สามีบอกเสมอ โดยเฉพาะเวลาที่จะอธิบายให้ลูกฟัง ก็จะอธิบายเป็นเชิงวิชาการเกินไป บางครั้งเด็กเล็กไม่เข้าใจ ก็ต้องค่อยๆ ปรับ หรือสามีก็มาช่วยอธิบายให้ลูกเข้าใจได้ง่ายขึ้น

๐ มีใครเป็นต้นแบบชีวิต?

หากถามว่า คนที่ตัวเองอยากจะเป็นได้เหมือนต้นแบบนั้น คงต้องเป็น รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คนปัจจุบัน เพราะนอกจากวิชาการที่อาจารย์เก่งมากแล้ว การบริหารคน การมองไปข้างหน้า หรือการวางตัวระหว่างอาจารย์กับลูกน้องนั้น ดีมากเลย
ท่านไม่ได้วางตัวเป็นผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่ใส่ใจในแต่ละบุคคล เรียกว่า มีเสน่ห์ของอาจารย์ที่ทำให้เราอยากจะเป็นคนแบบนั้น ที่โดดเด่นทั้งเรื่องของวิชาการและทักษะในการสื่อสารกับคน มีความสามารถในการมองไปข้างหน้าและมองทะลุปรุโปร่ง
ทักษะเหล่านี้ช่วยให้ ขวัญชนก พสุวัต เจ้าของทุนวิจัยลอรีอัลปีล่าสุด สามารถการบริหารเรื่องส่วนตัวและงานวิทยาศาสตร์ควบคู่กันได้อย่างลงตัว เธอจึงประสบความสำเร็จทั้งในฐานะนักวิทยาศาสตร์สตรีแถวหน้าของประเทศ และการเป็นแม่ที่ดูแลครอบครัวและลูกๆ พัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ