วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดันก.ม.'เท่าเทียมทางเพศ'เข้าสนช.

(รายงาน) ดันกฎหมาย "เท่าเทียมทางเพศ" เข้าสนช. ฝ่าฝืนเจอโทษจำคุก-ปรับ

ประเด็นเรื่อง "ความเสมอภาคทางเพศ" เป็นประเด็นที่มีการเรียกร้องมาตลอดในสังคมทุกยุคทุกสมัย จนเกิดคำว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ที่จะต้องไม่ถูกกีดกันโดยการเลือกปฏิบัติด้วยปัจจัยทางเพศ และแม้ว่าสังคมไทยจะเรียกร้องในเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศที่ชัดเจน ส่งผลให้บุคคลที่ถูกเลือกปฏิบัติไม่ได้รับความคุ้มครองและความเป็นธรรมเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองในเรื่องเหล่านี้ เพื่อกำหนดมาตรการในการคุ้มครองและป้องกันมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

ด้วยเหตุนี้ทางคณะรัฐมนตรี(ครม.) จึงได้มีมติเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ความเท่าเทียมระหว่างเพศ เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีสาระสำคัญในกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างประเทศ หรือ "คณะกรรมการสทพ." ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการ และมีกรรมการโดยตำแหน่ง 10 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

ทั้งนี้สทพ.มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย มาตรการในการส่งเสริม ศึกษา วิจัย เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

ประเด็นสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้คือ การกำหนดให้มี "คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หรือ คณะกรรมการวลพ." ที่ประกอบด้วยทั้งประธานและกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 10 คน ซึ่งมาจาก ครม.แต่งตั้งโดยพิจารณาตามความรู้ และประสบการณ์ในด้านต่างๆ อาทิ ด้านนิติศาสตร์ สังคมศาสตร์และจิตวิทยา โดยคณะกรรมการวลพ.มีอำนาจวินิจฉัยคำร้องที่มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่งคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์ โดยให้คำวินิจฉัยของวลพ.เป็นที่สุด อีกทั้งการยื่นเรื่องร้องต่อคณะกรรมการวลพ.นั้น จะไม่เป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อศาล

ซึ่งหากคณะกรรมการวลพ.วินิจฉัยคำร้องแล้วเห็นว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ก็จะมีการออกคำสั่งให้หน่วยงานรัฐและเอกชน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วยวิธีที่เห็นเหมาะสม เพื่อระงับและป้องกันการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 20(1) พร้อมทั้งให้ผู้เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก ชี้แจงข้อเท็จจริงส่งเอกสารมาให้ทางคณะกรรมการวลพ.ตามมาตรา 22 วรรคสอง

ทั้งนี้ผู้เสียหายมีสิทธิขอรับการสงเคราะห์ โดยการยื่นคำร้องต่อสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ซึ่งจะมีการประกาศกำหนดภายใน 1 วันนับแต่วันที่รับแจ้ง เพื่อให้ความช่วยเหลือประการหนึ่งประการใด หรือให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เช่น ค่าขาดประโยชน์ หรือค่าสูญเสียโอกาสเป็นต้น โดยสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวนั้น มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการและวิชาการของคณะกรรมการสทพ.และวลพ.รวมทั้งมีหน้าที่ในการรับคำร้องก่อนที่จะทำความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการสทพ., วลพ. หรืออนุกรรมการแล้วแต่กรณี

นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีกองทุนหนึ่งในสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เรียกว่า "กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างประเทศ" เพื่อเป็นทุนในการใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์ หรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งตกเป็นผู้เสียหาย รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนจากสำนักงบประมาณ ผู้แทนกรมบัญชีกลางและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะกรรมการสทพ.แต่งตั้งจำนวน 4 คน มาจากทั้งตัวแทนภาครับและเอกชน

"มาตรา 34 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการวลพ.ตามมาตรา 20 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้มาตรา 35 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 22 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้เมื่อผู้กระทำความผิดได้ชำระเงินเปรียบเทียบภายใน 30 วันให้ถือว่าคดีเลิกกัน แต่ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมเปรียบเทียบหรือชำรำเงินในเวลาที่กำหนดให้ดำเนินคดีต่อไป"

ที่ผ่านมาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เคยได้มีการผลักดันมาตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นผู้นำเสนอ ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา (ชุดปี 2553-2557) ก็ได้ติดตามและให้ความสำคัญกับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มาโดยตลอด โดยได้มีการพิจารณาศึกษา เพื่อแสวงหาข้อคิดเห็น เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ กระทั่งล่าสุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการพิจารณาก่อนที่รัฐบาลจะเป็นผู้เสนอร่างพ.ร.บ. เข้าสู่การพิจารณาของสนช.

ทั้งนี้คงต้องติดตามการประชุมสนช.ในวันที่ 6-7 ต.ค. ที่จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวในชั้นรับหลักการในวาระแรก หากที่ประชุมมีมติรับหลักการ ก็จะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นกมธ. ก่อนเสนอเข้าสู่สนช.ในวาระ2 และ 3 และนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ต่อไป

อย่างไรก็ดีขณะนี้มีหลายฝ่ายมองว่า หากประเทศไทยมีกฎหมายนี้ จะเป็นการยกระดับสถานะประเทศให้ทัดเทียมอารยประเทศ และเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) รวมทั้งยังถือว่าให้ความสำคัญกับการคุ้มครองต่อบุคคลทุกเพศทุกวัยอีกด้วย