วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฆ่า2ผู้ดีพ่นพิษลดจัด'ฟูลมูน'

จังหวัดสุราษฎร์จับมือทหาร-ตำรวจ สั่งเลิกจัดปาร์ตี้ริมหาดทุกประเภท ทุกเกาะ อนุญาตแค่ "ฟูลมูน" เดือนละ 1 ครั้ง

จังหวัดสุราษฎร์จับมือทหาร-ตำรวจ สั่งเลิกจัดปาร์ตี้ริมหาดทุกประเภท ทุกเกาะ อนุญาตแค่ "ฟูลมูน" เดือนละ 1 ครั้งเฉพาะที่หาดริ้น เกาะเต่าเท่านั้น หากจำเป็นต้องจัดงานอื่นต้องขออนุมัติผู้ว่าฯ ด้านตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ดลงพื้นที่เก็บข้อมูคดี พอใจผลงานตำรวจไทย ส่วนคดีฆ่าหั่นศพครูสอนภาษาญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่คุมตัวสามีภรรยาไปทำแผน หลังฝ่ายชายสารภาพลงมือฆ่าญี่ปุ่นอีกคนที่มีสัมพันธ์ลึกกับฝ่ายหญิง อ้างหวังผลธุรกิจ

เหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา แม้จะมีความคืบหน้าทางคดีเท่าที่ควร แต่ก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะต่างๆ เป็นอย่างมาก ทำให้ทางจังหวัดหารือร่วมกับตำรวจและทหาร ออกมาตรการคุมเข้มการจัดปาร์ตี้ริมหาด

นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย พล.ต.เกื้อกูล อินจักร์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งองค์กรต่างๆ ในจังหวัด ได้หารือร่วมกันเพื่อวางมาตรการป้องกันปัญหาอาชญากรรมตามแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว โดยได้ข้อสรุปว่าจะมีการยกเลิกการจัดงานปาร์ตี้ทุกประเภทตามแหล่งท่องเที่ยวบนหมู่เกาะ ยกเว้นงานฟูลมูนปาร์ตี้ ที่หาดริ้น ต.บ้านใต้ บนเกาะเต่าเท่านั้น

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการรายใดมีความจำเป็นต้องจัดงานบริเวณชายหาดและที่สาธารณะเป็นกรณีพิเศษ ต้องเสนอเรื่องให้อำเภอขอความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัด และให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ที่ผ่านมานอกจากงานฟูลมูนปาร์ตี้แล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมรื่นเริงอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น แบล็คมูน ฮาฟมูน เป็นต้น ซึ่งทางจังหวัดได้แจ้งมติดังกล่าวไปยังอำเภอเกาะพะงันเรียบร้อยแล้ว

รื้อป้ายงานปาร์ตี้-เหลือแค่ฟูลมูน

มีรายงานว่า ภายหลังอำเภอเกาะพะงันได้รับคำสั่งจากทางจังหวัด ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ได้ช่วยกันรื้อถอน เก็บป้ายประชาสัมพันธ์โฆษณาการจัดงานแบล็คมูนปาร์ตี้ จังเกิลมูนปาร์ตี้ เอ็กพีเรียนซ์มูนปาร์ตี้ และอื่นๆ ที่ติดอยู่ตามท่าเทียบเรือของเกาะทันที

ส่วนที่เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน สำนักงานจัดหางาน จ.สุราษฎร์ธานี ได้ย้ายศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ ไปเปิดที่วัดเกาะเจริญสันติธรรม หมู่ 2 ต.เกาะเต่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่จะจดทะเบียน โดยจะเปิดให้จดทะเบียนได้ถึงวันพรุ่งนี้ (27 ต.ค.) โดยมีผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ดลงพื้นที่เกาะเต่า

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รักษาราชการแทนผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผช.ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจสกอตแลนยาร์ด จากประเทศอังกฤษ จำนวน 4 นาย ลงพื้นที่เกาะเต่า เพื่อดูสถานที่จริงซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ รวมทั้งตำแหน่งของกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) บ้านพักของพยาน (นายมาว มาว) และสถานที่พบโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย (นายเดวิด วิลเลี่ยม) ที่พยานซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ต้องหานำไปโยนทิ้ง รวมถึงได้อธิบายถึงขั้นตอนการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหา และรายละเอียดต่างๆ ทุกประเด็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ดปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมขอร้องสื่อมวลชนไม่ให้ถ่ายรูปขณะที่เดินไปดูสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวกับคดี

พอใจการทำงานของตำรวจไทย

มีรายงานว่า หัวหน้าคณะตำรวจจากอังกฤษ ได้กล่าวสรุปหลังร่วมประชุมรับฟังข้อมูลต่างๆ จากตำรวจไทยว่า รู้สึกพอใจกับการทำงานของตำรวจไทย โดยไม่รู้สึกกังวลใดๆ กับคดีนี้ เนื่องจากตำรวจไทยสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ตำรวจอังกฤษยินดีช่วยเหลือตำรวจไทย จากนั้นได้เดินทางกลับกรุงเทพฯในวันเดียวกัน

ทำแผนฆ่าญี่ปุ่น-ผลักตกบันได

ด้านความคืบหน้ากรณี นายสมชาย แก้วบางยาง และ นางพรชนก ไชยะปะ สองผู้ต้องหาซึ่งเป็นสามีภรรยากัน ได้ร่วมกันก่อเหตุฆ่าหั่นศพ นายโยชิโนริ ชิมาโตะ วัย 74 ปี ครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น และยังรับสารภาพว่าลงมือฆ่าอดีตสามีชาวญี่ปุ่นของนางพรชนกอีกราย คือ นายคาซิโตชิ ทานากะ แต่กลับปกปิดอำพรางว่าเมาตกบันไดเสียชีวิต เมื่อปี 2546 นั้น

วานนี้ (25 ต.ค.) ตำรวจ สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนจาก สภ.บางเสาธง เพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 9 ถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 18 ฝั่งขาเข้า ท้องที่ ต.บางโฉลง อ.บางพลี ซึ่งเคยเป็นที่พักของ นายคาชิโตชิ ทานากะ กับ นางพรชนก

นายสมชาย ได้ให้การรับสารภาพว่าได้สังหารนายคาชิโตชิ ด้วยการผลักนายคาชิโตชิตกบันไดจนหมดสติ แล้วนำร่างนายคาชิโตชิสอดเข้ากับช่องราวบันได ก่อนจะใช้เท้ากดที่คอจนขาดอากาศหายใจเสียชีวิต เมื่อเดือน ต.ค.ปี 46

นายสมชาย ให้การว่า ในวันเกิดเหตุได้นั่งร่วมวงรับประทานอาหารและดื่มสุรากับนายคาชิโตชิ และนางพรชนก ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อว่าเพ็ญศรี รวมทั้งคนอื่นๆ โดย นายคาชิโตชิ ไม่ทราบมาก่อนว่าตนเคยเป็นสามีของนางพรชนก เมื่อตกดึกก็แยกย้ายกันเข้านอน

ต่อมา นายคาชิโตชิ เดินลงมาจากห้องนอนชั้น 4 เพื่อเข้าห้องน้ำที่ติดกับบันไดชั้น 3 ตนซึ่งดักรออยู่ที่บันไดชั้น 3 จึงขัดขานายคาชิโตชิ แล้วผลักตกบันได จากนั้นได้ยกศีรษะของนายคาชิโตชิสอดเข้าช่องราวบันได ก่อนใช้เท้าเหยียบคอจนขาดอากาศหายใจ เมื่อเห็นใบหน้าเริ่มมีสีเขียวคล้ำ จึงทำทีเรียกคนในบ้านมาช่วยเหลือ แล้วขับรถแท็กซี่หลบหนีไป ปล่อยให้นางพรชนกเป็นผู้ดำเนินการแจ้งความว่าเป็นอุบัติเหตุ

อ้างเหตุหึงหวง-ฆ่า2ญี่ปุ่น

นายสมชาย อ้างว่าสาเหตุที่ลงมือฆ่าทั้งนายคาชิโตชิ ทานากะ และนายโยชิโนริ ชิมาโตะ เนื่องจากหึงหวงนางพรชนก โดยเฉพาะการฆ่านายคาชิโตชิ ยังหวังผลดูแลร้านขายอุปกรณ์การเกษตรของนายคาชิโตชิด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ มีสื่อมวลชนจากประเทศญี่ปุ่นให้ความสนใจติดตามทำข่าวเป็นจำนวนมาก โดยตำรวจได้นำ นายสมศักดิ์ แซ่ลิ้ม อายุ 32 ปี น้องชายของนายสมชาย ผู้ต้องหา ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ไปชี้จุดยืนยันการลงมือก่อเหตุของนายสมชายด้วย

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนและบิดาเป็นลูกจ้างของนายคาชิโตชิ โดยในวันเกิดเหตุช่วงกลางดึก พ่อได้ปลุกตน เนื่องจากได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ จึงพบนายคาชิโตชินอนแน่นิ่งอยู่บริเวณบันไดชั้น 3 พร้อมกับนายสมชายและนางพรชนกที่ยืนอยู่ข้างศพ เมื่อทุกคนได้ช่วยกันนำร่างผู้เสียชีวิตลงไปที่ชั้น 1 เพื่อนำส่งโรงพยาบาล นายสมชายก็ขับแท็กซี่หลบหนีไป ซึ่งต่อมานางพรชนกได้สั่งห้ามตนไม่ให้บอกใครว่านายสมชายอยู่ในที่เกิดเหตุ และให้การแจ้งความกับตำรวจว่าเป็นอุบัติเหตุพลัดตกบันได

"ตลอด 10 ปีมานี้ผมไม่สบายใจ ใช้ชีวิตไม่เป็นสุข แม้จะทำบุญมาหลายวัดแต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะอมความลับการตายไว้ แต่พอมีเรื่องเกิดขึ้นซ้ำแล้วทางตำรวจรื้อคดีมาสอบสวนใหม่ ผมจึงตัดสินใจให้ข้อมูลที่เป็นความจริงกับตำรวจ เพื่อให้คนผิดได้รับโทษ ถึงแม้นายสมชายจะเป็นพี่ชายของผมก็ตาม" นายสมศักดิ์ กล่าว