เหรียญชีวิตสองด้านของ 'เบ๊น ธนชาติ' เจ้าของคลิปไรวัล (Viral) สุดฮา BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก
คลิปไรวัล (Viral) สุดฮา “BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก” กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกโซเชียล นำมาสู่กระแสของหนังสือสุดแนวที่เป็นปรากฏการณ์คนต่อแถวขอลายเซ็นนักเขียนมากที่สุดครั้งหนึ่งในงานสัปดาห์หนังสือครั้งก่อน
จนถึงตอนนี้กระแสและชื่อหนังสือ New York First Time ก็ยังคงถูกพูดถึงมากไม่แพ้กับวิดีโอคลิปโปรโมทหนังสือที่มีลุงชาวอเมริกันมานั่งให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์อยู่ในกรุงเทพฯครั้งแรก แน่นอนว่าคนส่วนมากจดจำคลิปนี้ได้เพราะภาษาหยาบคายเหลือเกิน
เมื่อเหรียญมีสองด้าน นอกจากกระแสด้านบวกที่ชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ย่อมมีกระแสด้านลบที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของคลิป ไม่ว่าจะดีหรือร้ายสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับอานิสงค์จากกระแสทั้งหมดผลักดันให้ขึ้นแท่นหนังสือขายดีนานทีเดียว
เบ๊น-ธนชาติ ศิริภัทราชัย คือเจ้าของผลงานทั้งหนังสือและคลิปดังกล่าว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนเขาคือนักเขียนรุ่นใหม่ที่ถูกสื่อจับไปนั่งคุยมากที่สุดคนหนึ่ง แต่นอกจากความ 'หยาบคาย' ที่คนอื่นมองว่าเป็นจุดขายในงานของเขา ยังมีความ 'แยบคาย' อีกหลากหลายแง่มุมให้ได้ลองค้นหากัน...
๐ ตอนนี้ทำงานอะไรบ้าง?
เพิ่งกลับมาจากอเมริกาเพื่อมาต่อวีซ่า แล้วก็จะกลับไปนิวยอร์กตอนกลางพฤศจิกายนนี้ กลับไปทำงานถ่ายรูปส่งแกลลอรีทั่วไปและแม็กกาซีน แล้วก็ยังทำรายการทีวีกับเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกนิวยอร์ก ทำเรื่องจิตวิทยามนุษย์ ไม่ได้ออกไปถ่ายสารคดีสัตว์ป่าอะไรอย่างนั้นนะครับ
๐ เลือกอยู่นิวยอร์กเพราะอะไร?
นิวยอร์กมีงานเกี่ยวกับอาร์ตเยอะ นิวยอร์กเปิดโอกาสให้เราอยู่ในนั้นในฐานะประชากรโลกเพราะมีผู้อยู่อาศัยมาจากทั่วโลก จึงเปิดโอกาสให้รู้สึกถึงความเป็นประชากรโลก แต่ถ้าอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าเป็นคนไทยใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นมันจะมีบรรทัดฐาน กฎเกณฑ์ หรือมีอะไรสักอย่างที่บอกว่าอันนี้ถูกอันนี้ผิด นี่ดีนี่งาม นี่ต่ำนี่แย่ แต่อยู่นิวยอร์ก อันนี้ดี ขณะเดียวกันมันอาจจะแย่สำหรับคนอื่นก็ได้ อันนี้ไม่ดี แต่กับคนอื่นเป็นคนละเรื่อง
เพราะฉะนั้น มันทำให้เรารู้ว่ามนุษย์ไม่มีถูกผิดเสมอไป มันมีอิสระ อยู่ที่ว่าคุณจะคิดอย่างไร เราว่านิวยอร์กมันเป็นอย่างนั้น
๐ จึงมีหนังสือ New York First Time?
ครับ ที่มาอยู่ที่ว่าเรารู้จักกับแบงค์ (บรรณาธิการสำนักพิมพ์แซลมอน) มานานแล้ว เคยออก a book ด้วยกันเมื่อนานมาแล้ว พอไปอยู่นิวยอร์ก แบงค์ก็อยากให้เขียนหนังสือสักเล่ม แต่ไม่เอาประเภทไกด์บุ๊ก อยากได้เรื่องคนที่ไปอยู่ที่นั่นจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่ไดอารี่เด็กนอกนะ โดยเสนอธีมว่า First Time เอาไหม เพราะได้ไปอยู่เมืองนอก มีโอกาสเจอประสบการณ์ครั้งแรกๆ บ่อยๆ อยู่แล้ว ผมก็เขียนๆ เก็บไว้จนครบสามปีก็เลยได้หนังสือเล่มนี้มา
๐ หนังสือเล่มนี้เป็นที่รู้จักเพราะคลิปไวรัล?
เวลาเราเขียนหนังสือหรือทำงานสร้างสรรค์ คำที่เราให้ความสำคัญคือ 'ความเกี่ยวข้อง' คือทำอย่างไรให้คนรับของเราแล้วรู้สึกว่ามันเกี่ยวเนื่อง รู้สึกว่าอิน รู้สึกว่าเข้าถึงได้ แล้วเรื่องนิวยอร์กดูเป็นเรื่องไกลตัว อยู่ดีๆ มีไอบ้าคนหนึ่งมาเขียนไดอารี่ส่วนตัว นักเรียนนอกดูเป็นเรื่องไกลตัว จะพูดอย่างไรให้เห็นภาพ
ถ้าอย่างนั้นการโปรโมตก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกัน เช่น ถ้าเป็นที่ไทยจะเป็นอย่างนี้ไหม ถ้าหนังสือเป็นเรืองคนไทยไปนิวยอร์ก ถ้ามันกลับกันล่ะ เป็นคนนิวยอร์กมาอยู่ที่ไทยจะเป็นอย่างไร เออ มันก็มีแง่มุมอะไรที่น่าสนใจนี่หว่า เมืองเราในมุมมองฝรั่งเป็นอย่างไร ก็เลยเริ่มทำขึ้นมา
๐ ทำไมคลิปต้องหยาบคาย?
จริงๆ คนจะคิดมาตลอดว่าจุดขายคือฝรั่งพูดคำหยาบ แต่คอนเซปต์จริงคือฝรั่งพูดถึงความเซอร์เรียลๆ ของไทย เรื่องวัฒนธรรม อะไรเหล่านี้ อันที่จริง เพียงแต่ตอนแรกที่มันเกี่ยวกับคำหยาบเฉยๆ แต่ถ้าตามลิสต์แล้วจะพูดเรื่องหวย งผี รถเมล์ พูดเรื่องอะไรพวกนี้ที่เป็นความไทยๆ ทั้งหลาย อันนี้เป็นแค่จุดหนึ่งในนั้นเอง แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้มองว่าคำหยาบเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป มันเป็นแค่วัฒนธรรมหนึ่งเท่านั้นเอง
๐ ในหนังสือก็ใช้คำหยาบเหมือนคุยกับเพื่อน?
ใช่ๆ อยากให้รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนมาคุยด้วย อยากให้เข้าถึงง่าย สิ่งหนึ่งที่คนอาจชอบหนังสือเพราะเขารู้สึกไปกับเรา เพราะเราไม่ปิด เปิดทุกอย่าง เราอ่อนแอ โง่ภาษาอังกฤษ ไม่เก่ง หลงทาง เราแพ้ ก็ใส่ในนั้น เขาก็รู้สึกว่า เออ...นี่มันดูเป็นมนุษย์น่ะ
เพราะปกติคนจะมองนักเรียนนอกดูไฮโซ ดูเจ๋ง แต่เราว่าไม่ใช่ มันก็แค่คนๆ หนึ่งเหมือนคุณนั่นแหละ สุข เศร้า เหงา ทุกข์ ลำบาก ไปอยู่นิวยอร์กใครว่าสบาย ลำบากกว่าที่นี่อีก เราทำทุกอย่างเองหมดเลย หาเช้ากินค่ำ ก็เลยพยายามเขียนให้ออกมาแนวนี้ เหมือนกลับมาเล่าให้เพื่อน ม.ปลาย ฟัง...กูเจออย่างนี้ว่ะ แม่งโคตรแย่ ทำนองนี้
๐ มีกระแสด้านลบ จิตตกบ้างไหม?
ไม่เลย เราดูที่เหตุผลน่ะ เวลารับกระแสตอบรับเรากรองเสมอว่า อันไหนเข้าใจได้ ถ้าไร้สาระมันก็เป็นแค่เสียงหนึ่งเท่านั้นเอง
๐ แต่คนส่วนมากมักจะเอาตัวเองไปใส่ในดราม่าเหล่านั้น?
ไม่รู้นะ เมื่อก่อนเราก็อ่านคอมเม้นท์ แต่พอถึงจุดหนึ่ง ไปที่นิวยอร์กแล้วคงผูกพันกับโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบไทยๆ น้อยลง เราเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปอ่านข่าวก็รู้สึกว่า เวลา อารมณ์ ทัศนคติ มันเป็นทรัพยากรของเราหมดเลย แล้วทำไมต้องไปปล่อยกับอะไรพวกนี้ด้วย ถ้ามันไม่ก่อให้เกิดอะไรเลยนอกจากอารมณ์เสียหรือเกลียดที่ทำให้เราเป็นแบบนี้
๐ สังคมอเมริกันไม่มีแบบนี้?
มีเหมือนกันแต่น้อยกว่า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไทยเป็นเมืองที่ดราม่าบนอินเทอร์เน็ต อาจเพราะนิสัยพื้นฐานของคนไทยไม่ชอบเผชิญหน้า เราไม่พูดกันตรงๆ แล้วแพลตฟอร์มแบบนี้ เช่น เว็บบอร์ด พันทิป ฯลฯ เอื้อให้เราแสดงออกได้โดยที่ไม่ต้องเจอหน้า ลับหลังก็ใส่ๆ ไปเลย แต่พอเผชิญหน้าเราไม่ เราเป็นสยามเมืองยิ้มเรายิ้ม แต่ยิ้มนั้นไม่ได้ยิ้มจากความยินดีเสมอไป สยามเมืองยิ้มจริงๆ ยิ้มเพราะเกรงใจ ยิ้มเพราะไม่กล้าสู้หน้า ยิ้มเพราะทำอะไรไม่ถูก ยิ้มเพราะโกรธแต่แสดงออกไม่ได้ ยิ้มเพราะเดี๋ยวค่อยจัดการทีหลัง อะไรอย่างนี้
ที่มันไม่เวิร์คคือตรงนี้ คนไทยกลัวความขัดแย้ง เพราะรู้สึกว่าความขัดแย้งมันแย่ ความขัดแย้งรุนแรง แต่จริงๆ ความขัดแย้งหรือไม่ลงรอยกันก่อให้เกิดการพัฒนา เกิดข้อสรุป เกิดผลอะไรสักอย่าง แต่ถ้าเราเป็นอย่างนี้ พอจะชนแล้วเราเลี้ยวกลับจะไม่เกิดอะไรเลย ต้องปล่อยชนไปแล้วมันจะเกิดอะไรสักอย่าง แต่นี่เลี้ยวกลับ พออยู่ลับหลังก็งุบงิบๆ จึงเกิดวัฒนธรรมการนินทา แล้วผสมกับวัฒนธรรมคนไทยที่ชอบความเป็นพวก ยิ่งทำให้เราเป็นอย่างนั้น แล้วสุดท้ายปัญหาที่ควรจะเคลียร์ตั้งแต่การชนปึ้ง! มันกลับก่อให้เกิดอะไรไม่รู้ที่ใหญ่กว่ามาก
๐ แต่ถ้าปล่อยให้ชน ผลที่ได้อาจควบคุมไม่ได้?
แต่มันเคลียร์ไง เราไม่ได้บอกให้ชนแบบแรงๆ นะ ชนแบบฉลาดและมีเหตุผล เอาเหตุผลมาพูดกัน อีกอย่างคนไทยชอบเอาตัวเองใส่เข้าไปในเรื่อง ทั้งที่จริงๆ ควรจะเถียงที่ subject แต่สุดท้ายกลับเอาตัวเองใส่เข้าไป
ตอนเรียนที่อเมริกา จะเรียนกลุ่มเล็กๆ อาจารย์นั่ง นักเรียน 4-5 คนล้อมกัน ส่งงานก็ให้เถียงกัน ฝรั่งบอกว่าฉันไม่ชอบงานของคุณ เพราะมันไม่ถึงมาตรฐานปริญญาโท มันบอกมาตรงๆ อย่างนี้ เราก็ ไอ้เอี้ย มึงพูดอย่างนี้เลยเหรอ แล้เราก็เอาไปคิดจิตตก เราเอาตัวเองเข้าไปใส่แล้ว หรือมันไม่ชอบเราวะ แต่เขาไม่ได้พูดเพราะคิดอย่างนั้นเลย เขาแค่พูดถึงตัวงานของคุณว่างานไม่เวิร์ค ควรจะไปพัฒนา แต่เราก็โตมาแบบไทย สุดท้ายเราก็ไม่วิจารณ์คนอื่น
แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ในห้องเรียนด่ากันแรงมาก เพราะฝรั่งรู้สึกว่าการวิจารณ์คือการพัฒนา ทุกวันนี้เบ๊นก็เป็นอย่างนั้น เวลาไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบแบบนี้ น่าจะเป็นแบบนี้ ควรจะเป็นอะไรได้บ้าง เราด่างานนี้ เราด่าความคิดนี้ของคุณเท่านั้นแหละ แต่อย่างอื่นคุณไม่ได้แย่ คือ ฝรั่งใส่กันเละเลย แต่พอเลิกห้องปุ๊บก็ไปกินเบียร์กัน สนิทกัน เพราะรู้สึกว่าเวลานั้น สถานที่นั้น ควรจะทำแบบนี้ เขาแยกแยะ แต่เรามองแบบโกยรวม
๐ หมายความว่า ถ้ามองแค่ subject จะดีกว่า?
ใช่ๆ นั่นจะเคลียร์ว่า คุณไม่ผิดแต่ความคิดคุณผิด อะไรอย่างนี้ มันต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ ยกตัวอย่างการแปล ไม่ได้บอกว่าห่วย แต่มันควรจะเป็นอย่างนี้ดีไหม เราให้เกียรติคุณ จึงไม่โกหกคุณ
.....
ถึงตรงนี้อาจเตือนไม่ทันแล้วว่าในแต่ละบทสนทนาอาจมีคำหยาบคายแทรกซึมอยู่ แต่นั่นแหละที่เป็นตัวเขามากที่สุด...ไม่ได้หมายถึงความหยาบคาย แต่เป็นตัวตนที่ตรงไปตรงมา และมุมมองที่ไม่ถูกครอบงำด้วยขนบบางอย่าง
สำหรับ เบ๊น-ธนชาติ ศิริภัทราชัย ถ้าจะมองเขาก็คงต้องมองที่ subject จริงๆ





