(รายงาน) แง้ม4แผนพัฒนาระบบสุขภาพ ชูธรรมาภิบาล-เดินหน้าเขตสุขภาพ
หลังการแถลงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น
บรรดารัฐมนตรีว่าการแต่ละคนคงได้ฤกษ์นับหนึ่งเข้าทำงานในกระทรวงที่ตัวเองรับผิดชอบเพื่อสะสางปัญหาที่ค้างคาอยู่ รวมทั้งขับเคลื่อนมาตรการและนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ
โดยในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนด้าน "สุขภาพ-สุขอนามัย" นั้น ได้เตรียมเสนอแผนพัฒนาระบบสุขภาพเร่งด่วน 4 เรื่องจากทั้งหมด 16 เรื่อง ต่อ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พิจารณา ได้แก่
หนึ่ง ระบบธรรมาภิบาล ขณะนี้ได้ทบทวนระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง เกณฑ์จริยธรรมในการจะซื้อจะจ้าง รวมทั้งการจัดระบบเงินสนับสนุนต่างๆ การแต่งตั้งโยกย้าย และงบประมาณ ต้องตรวจสอบได้ เพื่อความโปร่งใสของกระทรวงสาธารณสุข
สอง การสร้างขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ขณะนี้อยู่ระหว่างบรรจุข้าราชการ 7,547 ตำแหน่งในรอบที่ 2 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคสช. เมื่อเดือน ก.ค.2557
สำหรับการบรรจุรอบที่ 3 กระทรวงต้องปรับเปลี่ยนบทบาท ทบทวนการจัดกรอบอัตรากำลังให้สอดคล้องกับปริมาณงานและจำนวนประชากร และการบริหารกำลังคนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ได้เพิ่มวิธีการจ้างงาน ในรูปแบบพนักงานของกระทรวง ซึ่งในการประเมินการเข้าสู่ตำแหน่งจะต้องมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ได้เร่งดำเนินการปรับค่าตอบแทนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างวิชาการที่มีอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขกว่า 24 วิชาชีพ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ภายใต้ภาระงานที่เพิ่มสูงขึ้น
สาม การจัดระบบบริการสุขภาพ หรือ เซอร์วิส แพลน ซึ่งการพัฒนาใช้กรอบแนวคิดขององค์การอนามัยโลก คือ 6 building block ซึ่งมีองค์ประกอบ 6 ด้าน คือ ระบบบริการ กำลังคน ข้อมูล การเงิน ยา เทคโนโลยี และธรรมาภิบาล
และสอดคล้องกันทิศทางมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ต้องการเห็นการจัดบริการที่สอดคล้องเหมาะสมกับขนาดพื้นที่และประชากร มีการจัดระบบส่งต่อที่ไร้รอยต่อ
โดยใช้ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่และจัดบริการร่วมกัน ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดการจัดบริการเขตสุขภาพที่การเงินเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องใช้ทั้ง 6 องค์ประกอบและการบริหารจัดการ
ขณะนี้เขตสุขภาพทุกเขตกำลังเดินหน้า เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้น โดย สธ.จะเป็นผู้วางแผนและนโยบายสุขภาพและกระจายอำนาจสู่เขต ทั้งเงินและอำนาจบริหาร เพื่อให้งบประมาณทั้งหมดเป็นไปตามความต้องการและสอดคล้องกับปัญหาในเขต
อย่างไรก็ดีมีหลายเขตที่ก้าวหน้า เช่น ภาคใต้ มีระบบบริการผู้ป่วยโรคมะเร็งร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลหาดใหญ่กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และขยายบริการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลนาหม่อม และมีแพทย์จากโรงพยาบาลหาดใหญ่ลงไปตรวจ เป็นต้น
สี่ การพัฒนาระบบสุขภาพระดับอำเภอควบคู่ไปกับการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยจะจัดทำโครงการทศวรรษพัฒนา รพ.สต. ซึ่งจะเชื่อมโยงกับหมอประจำครอบครัวและการจัดบริการปฐมภูมิด้วย เช่น การบริการร่วมในเขตภาคใต้ในเรื่องการให้บริการผู้ป่วยโรคมะเร็ง
หากเป็นการให้ยารักษาจะเป็นในส่วนของโรงพยาบาลหาดใหญ่ และหากเป็นการผ่าตัดชั้นสูงให้โรงพยาบาลสงขลานครินทร์รับผิดชอบ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของประเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ขณะนี้ โรงพยาบาลนาหม่อมกำลังสร้างอาคารเฉพาะโรคมะเร็งเพื่อรับผู้ป่วยโรงมะเร็ง ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลนาหม่อม สามารถดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งได้แล้ว และจะขยายการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งลงถึงชุมชนและจะขยายไปทั่วจังหวัด






