เผยตัวเลขคนลำพูนฆ่าตัวตายสูงสุดในไทย

พบตัวเลขคนลำพูน ฆ่าตัวตายสูงสุดในประเทศเป็นปีที่2 เหตุปัญหาการสื่อสาร-ครอบครัว-หนี้สิน-ความรัก
วันนี้ (5 ก.ย.) นายแพทย์ประภาส อุครานันท์ ผู้อำนวยการโรงยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กล่าวในงานแถลงข่าว “วันรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 10 กันยายน 2557” ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าขอนแก่น ซึ่งจัดขึ้นโดยโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ร่วมกับสำนักเขตงานบริการสุขภาพที 7 ถึง สถานการณ์ปัญหาการฆ่าตัวตายของประเทศ ในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา
พบว่า คนไทยยังคงมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ปีละ 3,000 คน คิดเป็นอัตรา 6.08 ต่อประชากรแสนคน คิดเฉลี่ยในแต่ละเดือน เดือนละ 328 คน วันละ 10-12 คน หรือทุกๆ 2 ชั่วโมง มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน โดยผู้ชายยังคงฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง หรือ เท่ากับ อัตรา 9.70 ต่อประชากรแสนคน ส่วนผู้หญิง มีอัตราการฆ่าตัวตาย อยู่ที่ 2.58 ต่อ ประชากรแสนคน
ซึ่งสถิติ 9 ใน 10 จังหวัดแรกที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จต่อแสนประชากรสูงสุดอยู่ในเขตภาคเหนือ ภาคเหนือจึงยังคงเป็นภาคที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในประเทศ อัตราอยู่ที่ 9.99 ต่อประชากรแสนคน และจังหวัดลำพูน เป็นจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายกลับมาสูงที่สุดในประเทศอีกครั้ง ในอัตรา 14.81 ต่อประชากรแสนคน หลังจากเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมาก็มีสถิติคนฆ่าตัวตายสูงสุดในประเทศ
ส่วนจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำสุด ได้แก่ ปัตตานี รองลงมาได้แก่ หนองบัวลำภู ปทุมธานี อำนาจเจริญ และกรุงเทพตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่มีคนต่างถิ่นเข้ามาเสียชีวิตในพื้นที่มากที่สุดได้แก่ กรุงเทพ ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ตามลำดับ
สำหรับช่วงอายุของผู้ที่ฆ่าตัวตาย พบว่าเป็นวัยผู้ใหญ่ อายุระหว่าง 40-44 ปี (ร้อยละ 12.56) รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 30 - 34 ปี (ร้อยละ 12.36) อายุเฉลี่อยู่ที่ 44 ปี อายุต่ำสุดคือ 10 ปี (จำนวน 3 ราย ในจังหวัดนครปฐม , สุรินทร์ , สุราษฎร์ธานี) ส่วนอายุสูงสุดอยู่ที่ 105 ปี (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) การแขวนคอ ยังคงเป็นวิธีการทำร้ายตนเอง ที่ถูกเลือกใช้มากถึงร้อยละ 66.92 รองลงมาใช้ยากำจัดสิ่งรบกวน/ฆ่าแมลง และใช้ปืน ตามลำดับ สำหรับเดือนที่ลงมือทำร้ายตนเองสูงสูดได้แก่เดือน เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเดือนเดียวกับปี 2555
สาเหตุของการฆ่าตัวตายที่ได้จากการเก็บข้อมูลการพยายามทำร้ายตนเอง พบว่า เกิดจากปัญหาการสื่อสาร ความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และผู้พยายามทำร้ายตนเอง ร้อยละ 52.2 ก่อนมีการทำร้ายตนเอง จะมีชีวิตส่วนใหญ่เป็นปกติดี แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่สะเทือนใจเข้ามาบีบคั้นในช่วงนี้ จึงตัดสินใจลงมือกระทำทันที ร้อยละ 47.8 จะเป็นผู้มีปัญหาในชีวิตสะสมมานานและมากจนถึงขีดสุดในช่วงนี้ จนไม่สามารถกลับมาฟื้นคืนพลังความเข้มแข็งทางใจได้ และเลือกการทำร้ายตนเองเป็นหนทางแก้ไขปัญหา ดังเช่นคำพูดที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆในผู้ที่ทำร้ายตนเองคือรู้สึกเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี อับอาย ไม่กล้าสู้หน้าคน
นอกจากนี้ยังพบว่า ก่อนการทำร้าตนเอง ในช่วง 1 เดือนจะถูกคนใกล้ตัวซุบซิบว่าร้ายให้อับอาย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองเป็น 2.8 เท่าของผู้ที่ไม่มีปัญหานี้ ประเด็นสำคัญนั่นคือ หากมีการดื่มสุราในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง เป็น 2.4 เท่าของผู้ที่ไม่มีปัญหานี้ และผู้ทำร้ายตนเอง ร้อยละ 34 ที่มุ่งทำร้ายตนเองจนเสียชีวิต และเป็นการทำร้ายตนเองซ้ำ ถึงร้อยละ 11
"แม้ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตาย ยังไม่เกินค่าเป้าหมายของประเทศที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6.5 ต่อประชากรแสนคน แต่สำหรับภาพรวมของอัตราการฆ่าตัวตาย เขตบริการสุขภาพที่ 7 ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์นั้น กลับน่าห่วงใยด้วยพบว่าในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการฆ่าตัวตายของพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดิม ปี พ.ศ. 2554 อยู่ที่ 3.9 ต่อประชากรแสนคน ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.71 ต่อประชากรแสนคนหรือเฉลี่ยแต่ละปีมีคนฆ่าตัวตายมากกว่า 200 คน พบเพศชายฆ่าตัวตายมากกว่าเพศหญิง โดยจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด รองลงมาคือจังหวัดมหาสารคาม ขอนแก่นและร้อยเอ็ด ตามลำดับ วิธีที่ใช้ในเขตนี้คือการแขวนคอ รองลงมาใช้ยากำจัดสิ่งรบกวนวัชพืช/ฆ่าแมลง พบว่าจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดที่มีการใช้ยากำจัดสิ่งรบกวนวัชพืช/ฆ่าแมลงมากกว่าจังหวัดอื่นในเขตเดียวกัน ผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 35 - 39 ปี สำหรับจังหวัดที่คนในพื้นที่ 7 ไปเสียชีวิตมากที่สุดได้แก่กรุงเทพและชลบุรี" นพ.ประภาส กล่าว




