วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธกส.ยืดหนี้ชาวสวนยางรับผลกระทบรายได้วูบ

ธ.ก.ส.ยืดหนี้เกษตรสวนยางพารา รับผลกระทบราคาตกต่ำ ห่วงรายได้ลด กระทบความสามารถคืนหนี้

นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้ส่งหนังสือไปยังสาขาต่างๆ เพื่อให้พิจารณาผ่อนปรนการชำระหนี้ให้กับเกษตรกรสวนยางพารา ทั้งการลดเงินการชำระต่องวด และการขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป แต่สูงสุดไม่เกิน 15 ปี เพื่อลดผลกระทบจากราคายางตกต่ำจากระดับ กิโลกรัมละ 100 บาท เหลือ 50 กว่าบาท ซึ่งส่งผลต่อรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้อาจจะลดลง

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา มีหนี้เงินกู้อยู่กับ ธ.ก.ส.ประมาณ 3.6 แสนราย คิดเป็นเงิน 4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 5% ของพอร์ตสินเชื่อรวม 8 แสนล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ธ.ก.ส.ก็จะบรรเทาความเดือนร้อนจากปัญหาราคายางตกต่ำในระยะสั้น โดยลูกค้าแต่ละรายก็มีเงื่อนไขในการผ่อนปรนที่แตกต่างกัน

สำหรับการให้สินเชื่อเพื่อพัฒนายางพาราทั้งระบบตามมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในส่วนของธ.ก.ส. มี 2 โครงการคือ โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้รวบรวมยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพาราวงเงิน 5 พันล้านบาท

ล่าสุด ธ.ก.ส. เห็นชอบวงเงินสินเชื่อให้กับสหกรณ์ เพื่อนำไปรวบรวมยางพาราแล้ว 281 แห่ง เป็นวงเงิน 2.88 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 442 แห่ง ธ.ก.ส. จะเร่งดำเนินการปล่อยเงินกู้ในเดือนก.ย. อีก 4 พันล้านบาท เดือน ต.ค.อีก 2 พันล้านบาท และเดือนพ.ย.อีก1 พันล้านบาท มีระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตามโครงการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2557-30 มิ.ย.2558 กำหนดคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน โดยสหกรณ์จะรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้ให้ 3% ต่อปี

“การปล่อยกู้ครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาปัญหาราคายางตกต่ำได้บ้าง เพราะจะมีเงินเข้าไปหมุนเวียนรับซื้อยาง ทำให้ชาวสวนมั่นใจว่า สามารถจะขายยางพาราได้ และคาดหวังว่าจะทำให้ราคายางปรับขึ้นมาได้บ้าง หรือขยับมาอยู่ระดับ 60 บาทต่อกิโลกรัม เพราะปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อราคายาง คือประเทศจีนที่เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ ซึ่งยังมีสต็อกจำนวนมาก และจีนเองก็เริ่มที่จะผลิตยางพาราเองด้วย”

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพาราวงเงิน 5 พัน ล้านบาท ธ.ก.ส. จะสนับสนุนให้สหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจรวบรวมและแปรรูปยางในเบื้องต้นจำนวน 24 แห่ง รวมตัวกันเป็นเครือข่ายในการรวบรวมยางพารา โดยกระจายจุดรวบรวมครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางพารา 5 จุดใหญ่ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี 2 จุด จังหวัดบุรีรัมย์ 1 จุด จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 จุด และจังหวัดยะลา 1 จุดโดยให้ศูนย์เป็นผู้รวบรวมยางจากสหกรณ์ในเครือข่ายเพื่อนำไปจำหน่ายหรือนำไปแปรรูปเพื่อการส่งออกต่อไป

ทั้งนี้โครงการดังกล่าว จะช่วยให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรกว่า 723 แห่ง มีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจการรวบรวม และรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ให้แก่ชาวสวนยางมากขึ้น